ตอนที่ 24 เขาอาจตายไปแล้ว
*****ไม่อนุญาตให้นำนิยายไปดัดแปลงหรือเผยแพร่ช่องทางอื่นทุกกรณีนะครับ*****
“วงแหวนอักขระนี่ผนึกร่างของมันอยู่ ฉันไม่สามารถแก้ไขมันเพื่อเปลี่ยนมาเป็การโจมตีได้ เพราะฉันไม่แน่ใจในอานุภาพของมัน”
เฟิร์สวิเคราะห์ถึงพลังของวงแหวนอักขระ หากเขามั่นใจว่าวงแหวนอักขระจะสามารถสังหารมอนสเตอร์ตัวนี้ได้ เขาคงทำมันั้แ่แรกแล้ว
“เมื่อพลังรบของฉันไม่เพียงพอที่จะทำร้ายมันได้ ฉันก็ต้องหาวิธีอย่างอื่น”
ว่าแล้วร่างอันผอมบางก็ทะยานไปรอบๆ ห้อง
อีกอย่างหนึ่งเขาเองก็้าค้นหาเส้นทางที่จะหนีออกจากที่นี่ด้วย
แต่ก็น่าเสียดายที่ดูเหมือนที่นี่จะไร้ทางออกเหมือนกับที่เขาสังเกตมาั้แ่เริ่มแรก
นั่นจึงทำให้เฟิร์สแหงนหน้ามองร่างมหึมาที่ถูกแช่แข็งอยู่ตรงหน้านี้อีกครั้ง
“สงสัยว่าคงจะมีทางเดียวที่จะทำให้ออกไปจากที่นี่ได้ บางสิ่งที่อยู่ใต้วงแหวนอักขระตรงหน้านี้”
เฟิร์สคิดถึงต้นกำเนิดเื่ต้นกำเนิดพลังของวงแหวนอักขระ
วงแหวนอักขระนี้สามารถฟื้นฟูร่างของมอนสเตอร์นางพญาได้ อีกทั้งยังสามารถผนึกพันธนาการร่างมหึมานี้ได้อีก
อีกทั้งที่นี่ก็ไร้ซึ่งทางออก ดังนั้นสิ่งที่เขาคาดการณ์ได้ในตอนนี้คือ
“ประตูทางออกอาจอยู่ใต้วงแหวนอักขระนี้”
“ดังนั้นทางเดียวที่จะออกจากที่นี่ได้คือต้องจัดการกับนางพญาตัวนี้ซะ!”
“แต่ด้วยการบ่มเพาะของฉัน ไม่มีทางที่จะทำอันตรายมอนสเตอร์ตัวนี้ได้แน่ ... แต่ถึงอย่างนั้นหากไม่ลองก็ไม่รู้เช่นกัน”
เมื่อคิดได้ดังนั้นร่างผอมบางจึงทะยานะโขึ้นไปบนร่างของนางพญาในทันที
รยางค์สีแดงที่ใช้แทนกระบี่ตั้งตรงและแหลมคม
กระบวนท่าโจมตีทับซ้อน!
ปัง! ปัง!
ชั้นน้ำแข็งถูกทำลาย
ทว่าอานุภาพของการโจมตีทับซ้อนกลับหยุดอยู่แค่ิัของนางพญาเท่านั้น
วินาทีนั้นเองรยางค์สีแดงเส้นหนึ่งก็ผุดออกมาจากร่างของนางพญา มันอาศัยช่องโหว่ของชั้นน้ำแข็งที่แตกออกพุ่งเข้าโจมตีเฟิร์สในทันที
ฟุบ! ฟุบ! ฟุบ!
ท่าร่างเดินชมจันทร์!
เฟิร์สที่ประสาทััเฉียบคมและคิดเื่นี้เอาไว้แล้ว จึงหลบหลีกรยางค์สีแดงนั้นได้อย่างเฉียดฉิว
ร่างอันผอมบางของเขาะโขึ้นเหยียบอากาศถึงสามครั้งเพื่อดีดตัวออกมา
ไม่นานผลของวงแหวนอักขระก็สำแดงอำนาจ รยางค์สีแดงเ่าั้ถูกหยุดลงอีกครั้งหนึ่ง
“ไม่ง่ายเลย ฉันเกือบตายเพราะทำลายชั้นน้ำแข็งนั่น ... ิัของมันแข็งแกร่งตามที่คาดไว้ ชิ้นส่วนของมอนสเตอร์ที่เป็ลูกๆ ของมันย่อมไม่สามารถทะลวงเข้าไปได้”
ดวงตาของเขาแสดงความผิดหวังออกมาอย่างเห็นได้ชัด
ด้วยระดับการบ่มเพาะของเขาในตอนนี้ ช่างจนใจจริงๆ
ตอนนี้มีทางรอดเพียงสองทางเท่านั้นหนึ่งคือต้องกำจัดมอนสเตอร์นางพญาตัวนี้ หรือไม่ก็รอให้คนมาช่วย
แต่เป็เื่ที่ยากนัก เพราะจากที่เขาค้นหาข้อมูลในอินเตอร์เน็ต มีโอกาสน้อยมากที่ผู้คนจะรู้ที่ซ่อนตัวของนางพญา ไม่เช่นนั้นก็คงมีคนพบนางพญาจนเกลือนกลาด
อีกอย่างเขาเองก็ไม่รู้ว่าต้นกำเนิดพลังวงแหวนอักขระนั้นจะหมดลงเมื่อใด
ไม่มีอะไรที่เขารู้
“ทางเดียวที่ฉันจะรอด คือต้องจัดการกับมันเท่านั้น” ดวงตาที่เด็ดเดี่ยวมองไปที่ร่างมหึมานั้น
แล้วเฟิร์สก็ตัดสินใจที่จะจัดการกับนางพญา แต่ในเมื่อพลังรบของเขาไม่เอื้ออำนวย ก็มีแต่ต้องเพิ่มมันขึ้นเท่านั้น
ร่างผอมบางพาตัวเองไปยังมุมหนึ่งของห้องเพื่อบ่มเพาะ
“การจะจัดการนางพญาตัวนี้ได้อย่างน้อยๆ ฉันต้องมีพลังบ่มเพาะขอบเขตดาราขาวแปดหรือเก้าแฉก เพราะฉะนั้นการจะบ่มเพาะระบบสปีริตย่อมเป็ไปไม่ได้”
เฟิร์สมองกองแกนสปีริตที่เขามี แม้มันจะมีอยู่มากแต่มันก็ไม่เพียงพอ
บรรลุสองแฉกต้องใช้หนึ่งร้อยก้อน สามแฉกต้องใช้สองร้อยก้อน สี่แฉกใช้สี่ร้อยก้อน ส่วนห้าแฉกใช้แปดร้อยก้อน จำนวนที่ต้องใช้แกนสปีริตจะเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ เมื่อระดับขั้นสูงขึ้น
อีกอย่างเขาไม่ได้มีเวลามากขนาดนั้น การจะบ่มเพาะไปถึงระดับแปดถึงเก้าแฉกได้ จำเป็ต้องใช้ทรัพยากรจำนวนมหาศาลและเวลาที่มากพออีกด้วย
เฟิร์สไม่รู้ว่าต้นกำเนิดพลังวงแหวนอักขระจะหมดลงเมื่อใดด้วยซ้ำ การบ่มเพาะระบบสปีริตจึงไม่ใช่ทางเลือกสำหรับเขาแน่นอน
“อย่างนั้นก็มีเพียงสองทางเลือก หนึ่งคือบรรลุวิถีกระบี่แรก เดินในเส้นทางเซียนกระบี่ แม้จะไร้ซึ่งพลังคอยหนุนนำ แต่วิถีกระบี่สามารถะเิอำนาจได้อย่างมหาศาล”
“ทว่า ... บรรลุวิถีกระบี่นั่นง่ายขนาดนั้นเลยหรอ หากมันบรรลุได้ง่าย ฉันคงบรรลุั้แ่วันแรกที่ทำการฝึกฝนแล้ว ดังนั้นจึงเหลือทางเลือกสุดท้ายเท่านั้น นั่นก็คือ ...”
“ผู้ใช้อักขระ”
“ขอเพียงแค่บรรลุผู้ใช้อักขระขั้นสีฟ้าก็เพียงพอแล้ว อีกทั้งการบรรลุพลังอักขระขั้นสีฟ้ายังใช้การสลักอักขระแค่เพียงสิบตัวเท่านั้น”
เฟิร์สนึกถึงประสบการณ์บ่มเพาะส่วนตัวทั้งหมดที่เขาเคยพบเจอมา
หนทางที่เป็ไปได้มากที่สุดคือการทำตนเองให้กลายเป็ผู้ใช้อักขระเพียงเท่านั้น
แต่ทางเดินของศาสตร์อักขระก็ไม่ง่ายเช่นเดียวกัน
“ในโลกก่อนฉันเลยฝึกฝนศาสตร์อักขระมาแล้ว ดังนั้นการจะเข้าถึงคงไม่ยากนัก แต่ปัญหามันอยู่ที่ว่าในโลกนั้นฉันสลักอักขระลงบนวงเวทย์ของฉันซึ่งเป็การบ่มเพาะระบบเวทมนตร์ แต่ในโลกนี้ฉันไม่มีวงเวทย์เ่าั้ ...”
นี่เป็ปัญหาเดียวที่ทำให้เขารู้สึกหนักใจ
สายตาของเขามองไปยังวงแหวนอักขระด้านหน้าแล้วคิดบางอย่างขึ้นมา
“หากโลกนี้ไม่มีอักขระเวทย์ แต่มันก็ยังมีอักขระสปีริต ถ้าอย่างนั้น ถ้าฉันสลักอักขระสปีริตลงบนดารากลางหน้าผากล่ะ จะเป็ไง ...”
ตอนนั้นเองเฟิร์สก็เหมือนมองเห็นแสงสว่างขึ้นมา
“ลองดูก็ไม่เสียหาย แต่การจะสลักอักขระลงไปได้ ฉันจำเป็ต้องรู้แจ้งในอักขระสปีริตนั้นๆ เสียก่อน ถ้าอย่างนั้นฉันจะทำความเข้าใจอักขระสปีริตในวงแหวนอักขระนั้นเลยก็แล้วกัน”
หนึ่งวงแหวนประกอบไปด้วยอักขระหลายวิถี
วิถีแต่ละวิถีก็ประกอบไปด้วยอักขระจำนวนหนึ่งเช่นเดียวกัน
ดังนั้นดูเหมือนว่าเฟิร์สในตอนนี้จะมีทรัพยากรบ่มเพาะอยู่ตรงหน้านี้แล้ว
“ด้วยระยะเวลาที่มีอย่างจำกัดแบบนี้ การทำความเข้าใจอักขระสปีริตสิบตัวคงจะไม่ยากเกินไปสำหรับฉัน”
ตอนนั้นเองเฟิร์สก็เพ่งสมาธิเพื่อทำความเข้าใจอักขระสปีริตที่อยู่ตรงหน้าในทันที
ขณะเดียวกันนั้นเอง
เก่งกาจที่ออกตามหาเฟิร์สอย่างรีบร้อนพลันตระเวนไปทั่วทั้งถ้ำ
เขาบุกเดี่ยวลัดเลาะไปทุกเส้นทาง เพื่อค้นหาเฟิร์สที่ถูกกับดักค่ายกลนำตัวไป
แน่นอนว่ากับดักค่ายกลนี้ย่อมไม่เคลื่อนย้ายไปที่อื่น มันจะต้องอยู่ภายในอาณาเขตของถ้ำนี้
ในทุกๆ เส้นทางที่เก่งกาจบุกตะลุยเข้าไป เขาได้กวาดล้างมอนสเตอร์ที่หลงเหลืออยู่มากมาย แต่เขากลับไม่ได้ดีใจเลยแม้แต่น้อย เพราะว่าเขายังหาเฟิร์สไม่พบ
เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว
กลุ่มเวเนเตอร์ทีมสำรวจเก็บเกี่ยวทุกอย่างได้หมดแล้ว พวกเขาก็ออกมาจากถ้ำ
ตอนนั้นเองพวกเขาก็ได้เห็นร่างของชายหนุ่มเดินออกมาด้วยสภาพที่อิดโรย
“พวกคุณเจอเฟิร์สวันรึยัง?”
นี่คือประโยคแรกที่เก่งกาจเอ่ยตอนพบหน้าพวกเขา
พวกเขาแต่ละคนล้วนรู้สึกละอายใจไม่น้อย ที่พวกเขาไม่ได้ออกค้นหาเฟิร์สเลย เพราะความไม่กล้าและเวลาก็เกือบจะใกล้ค่ำแล้ว พวกเขาไม่สามารถพักแรมในถ้ำได้ เพราะมันอันตรายเกินไป
“พวกเราไม่พบเฟิร์สวันเลย ดูเหมือนเขาจะโชคร้ายแล้ว” หนึ่งในทีมสำรวจเอ่ยขึ้น
เก่งกาจที่ได้ยินคำพูดนี้เขาก็รู้สึกผิดไม่น้อย ที่ทำตามที่เขารับปากกับคุณปู่ไม่ได้
“เฟิร์สวันหายไปหลายชั่วโมงแล้ว ฉันไม่ได้แช่งเขานะ แต่ไม่มีใครรอดจากนางพญาได้ ยิ่งด้วยการบ่มเพาะแบบเขา นี่ก็ใกล้จะหมดวันแล้ว หากเขาโชคดีจริง พรุ่งนี้พวกเราอาจได้พบกับเขาก็ได้” วอชเชอร์สาวกล่าว
แน่นอนว่าเธออดที่จะรู้สึกผิดไม่ได้ที่ไม่ได้ออกไปตามหาเขา แต่ด้วยหน้าที่และการบ่มเพาะของเธอ ก็ไม่มีคุณสมบัติจะออกไปเดินเล่นในถ้ำได้เช่นกัน
ดังนั้นแล้วสิ่งที่ทำได้ก็คือรอวันพรุ่งนี้ให้ทีมสำรวจออกตามหา เพราะอย่างไรก็ตามภารกิจของพวกเขายังไม่เสร็จสิ้น การทำแผนที่ของถ้ำนั้นเป็หน้าที่ของพวกเขาอยู่แล้ว เธอจึงพูดไปแบบนั้น
เก่งกาจไม่ได้ต่อว่าคนพวกนี้ที่แล้งน้ำใจ เขาเข้าใจ เพราะอย่างไรนี่ก็ไม่ใช่เกมส์ที่จะเอาชีวิตไปเสี่ยงเพื่อคนที่มีโอกาสตายสูงได้ อีกอย่างพวกเขาก็ไม่ใช่กลุ่มพวกพ้องกันจริงๆ ทุกคนที่นี่ล้วนมารวมตัวกันเพราะประโยชน์ส่วนตน จึงไม่จำเป็ที่จะเอาชีวิตไปทิ้งเพื่อคนที่ไม่รู้จัก
เขาจึงได้แต่เสียใจเท่านั้นที่ต้องผิดคำพูดต่อคุณปู่ของเขา
แต่อย่างไรก็ตาม พวกเขาเหล่านี้แทบไม่รู้เลยว่าคนที่พวกเขาคิดว่าต้องตายแน่ๆ ยังอยู่ดี และตอนนี้เขากำลังบ่มเพาะในสิ่งที่โลกไม่คาดคิดขึ้น