“เอาเป็ว่าเื่ขอบคุณฉันขอรับน้ำใจไว้ก่อนละกัน แต่ตอนนี้พวกเราต้องร่วมมือกันกำจัดเ้าพวกโจรพวกนี้กันก่อนฉันคนเดียวคงไม่สามารถสู้คนเป็ร้อยได้หมดแน่”
พูดจบสองพี่น้องก็ผงกหัวเห็นด้วยกับคำพูดเขาก่อนทั้งสองจะหยิบดาบบนพื้นขึ้นมาพร้อมสู้กับเหล่ากองโจรนับร้อยของเกาทุย
“ฆ่าพวกให้หมดเดี๋ยวนี้!!! ฉันไม่เชื่อว่าพวกแกร้อยกว่าคนจะไม่มีปัญญาเด็ดหัวคนแค่สามคนมาได้”
และแน่นอนว่าเหล่าเหล่ากองโจรนับร้อยกว่าคนของเกาทุยก็ไม่สามารถสังหารคนแค่สามคนได้จริงๆ พวกเขาเริ่มตายกันไปทีละคนสองคน
“ไอ้พวกโง่ ฉันอยากถามพวกแกจริงๆว่าพวกแกแต่ละคนไม่มีสมองเลยหรือไงถึงได้เข้าไปทีละคนสองคนยื่นคอเข้าไปให้พวกมันสามตัดเล่นเป็หุ่นแบบนั้น แค่พวกแกบุกเข้าไปพร้อมๆกันปิดล้อมจำกัดพื้นที่พวกให้แคบลงพวกมันก็คลื่นไหวลำบากแล้วไอ้พวกโง่
“โอ๊ย!!! ทำไมลูกน้องที่ฉันเลี้ยงไว้ถึงมีแต่พวกปัญญาอ่อน”
ด้วยจำนวนคนที่แตกต่างกันเกินไปตอนนี้ทั้งสามก็ตกเป็ฝ่ายเสียเปรียบอีกครั้ง เหล่าโจรเริ่มปิดล้อมเป็วงกลมและบีบพื้นที่เข้าหาพวกเขาเรื่อยๆ
“พี่ดูเหมือนสถานการ์ณไม่ดีแล้ว พวกมันเริ่มบีบเข้ามาใกล้ๆเรื่อยแล้วมีหวังเราจบเห่แน่”
“ท่านผู้มีพระคุณตอนนี้พวกเราควรจะทำยังไงกันดี ?” เฟยเปาหันไปเพื่อถามชายหนุ่มที่ช่วยเหลือตน ก่อนที่จะพบว่าตัวเขาแทบเข่าทรุดจับดาบแทบจะไม่ไหวแล้วตอนนี้ มีเพียงเสียงหอบรุนแรงเหงื่อแตกท่วมหยดๆ
เฟยเปาเฟยซิ่นรีบขึ้นไปพยุงเขาขึ้นทันทีแม้จะอยู่ในสถานการ์ณวิกฤตถูกปิดล้อมจะตายได้ทุกเมื่อ
“ทำไมเ้าถึงยังไม่ถึงข้าและหนีไปอีกเล่า หากพวกเ้าทิ้งข้าที่เป็ภาระไว้เพื่อซื้อเวลาให้พวกมัน พวกเ้าทั้งสองก็จะรอดแล้ว?”
“อย่าพูดเยี่ยงนั้นเลยท่านผู้มีพระคุณ หากไม่ใช่ท่านที่ช่วยพวกเราก่อนหน้านี้พวกเราสองพี่น้องก็คงตายไปแล้ว ถึงข้าจะไม่คนดีมากนัก แต่ข้าถือคติที่ว่าหนี้แค้นต้องชำระบุญคุณต้องทดแทน ดังนั้นข้าคงปล่อยให้ท่านเป็เหยื่อล่อให้พวกเราหนีไม่ได้หรอก”
“เป็อย่างที่พี่ข้าพูด พวกเราพี่น้องจะไม่ทิ้งท่านไว้ข้างหลังและหนีเอาตัวรอดเด็ดขาดหากวันนี้เป็วันตายของท่านพวกเราก็จะขอตายด้วย”
ชายหนุ่มที่ได้ฟังคำพูดของทั้งสองก็รู้สึกประทับใจอย่างบอกไม่ถูก
‘คนเก่งบนโลกล้วนมีมาก แต่ยากสุดจะหาคนซื่อสัตย์ช่างมีน้อย’ ชายหนุ่มได้แต่คิดในใจยิ้มตรงมุมปาก
จริงๆแล้วชายหนุ่มก็รู้สึกว่าตัวเขาแทบไม่ได้ช่วยอะไรสองพี่น้องเลย ที่เขาจัดการโจรชั่วพวกนี้ก็เพื่อตัวเขาเองทั้งนั้นหากไม่ฆ่าก็ต้องถูกข้าอยู่ดี ส่วนการปลดเชือกที่สองพี่น้องถูกมัดจริงๆมันก็แค่ผลพลอยได้ที่เขา้าคนมาช่วยเพิ่มเท่านั้น ในความคิดเขามันถือว่าเป็สิ่งเล็กน้อยมาก แต่ในสายตาของเด็กหนุ่มทั้งสองกลับมองว่าเขาเป็ผู้มีพระคุณที่ยอมตายเพื่อเขาแม้จะพึ่งเจอกันเป็ครั้งแรก
“ข้ามีแผน” ชายหนุ่มได้บอกแผนทั้งสองท่ามกลางสถานการ์ณน่าสิวน่าขวาน พวกเขายืนแน่นิ่งอยู่กับที่ไม่ไปนั้นจนเกาทุยนึกว่าพวกเขาทั้งสามคนคงถอดใจยอมแพ้ไปแล้ว...แต่เขานั้นคิดผิด
ชั่วพริบตาที่เหล่าโจรกรูบีบเข้ามาใกล้ระยะเผาขนชายหนุ่มและเฟยเปาก็ถีบเข้าที่แถวหน้าสุดแรง จนพวกเขาเซล้มไปชนข้างหลักพวกและเริ่มเสียจังหวะแตกแถว ซึ่งทันทีที่พวกเขาเริ่มล้มไปทับกันเองเฟยซิ่นก็ได้วิ่งขึ้นไปเหยียบหน้าและไหล่ของแต่ละคนเพื่อเป็แรงส่งเขาหลุดจากวงล้อม
“หึไม่ยอมตาย แต่กลับกล้าเข้ามาหาข้าคนเดียวเนี่ยนะพวกแกมันก็แค่หมาจนตรอกที่พยายามดิ้นรนเพื่อจะมีชีวิต แต่มันก็ไร้ค่า...”
เขาชักกระบี่ขึ้นมาปัดป้องเฟยซิ่นที่ะโง้างดาบมาจะฟันอย่างมั่นใจแต่ก็ผิดคาด ทันทีที่ดาบทั้งสองเข้าปะทะกันก็เกิดแรงมหาศาลจนเกิดสเก็ตไฟเล็กๆกระเด็นออกมา เกาทุยที่เป็ฝ่ายรับดาบก็ไถลขาลากเป็รอยตรงพื้นไปไกลหลายสิบเมตรฝุ่นฟุ้งกระจายตลบอบอวล
‘ได้ยังไงกัน ไอ้เด็กเวรนี่มันมีแรงมากขนาดนี้ได้ยังไงกัน’ พูดไปดาบในมือที่รับแรงของเฟยซิ่นก็ยังคงสั่นไม่หยุด
ซึ่งสาเหตุที่ทำให้ชายหนุ่มเลือกให้เฟยซิ่นมาจัดการกับเกาทุยนั้นก็มีเหตุผลอยู่ โดยจากการต่อสู้กับเหล่ากองโจรเมื่อสักครู่ชายหนุ่มก็สังเกตุทักษะการต่อสู้ของสองพี่น้องไปด้วยแม้ตอนแรกเขาจะไม่ได้คาดหวังแต่มันก็เกินคาด ถึงทักษะดาบของพวกเขาจะไม่ดีเลิศแต่ดูแล้วก็น่าจะพอมีพื้นฐานมาดีพอสมควรแตกต่างจากเขา โดยทั้งสองคนเรียกว่าฝีมือไม่แตกต่างกันมากแต่สิ่งหนึ่งที่เฟยซิ่นมีเหนือเฟยเปานั่นคือพละกำลังอันมหาศาล
‘หึถึงมันจะมีพละกำลังเยอะ แต่ว่ามันก็คงเหนื่อยมากแล้วยังไงหัวมันก็ต้องเป็ของข้า’ เกาทุยทำได้เพียงแต่คิดฝันหวานในใจเท่านั้นว่าตนกำลังจะเป็ฝ่ายเผด็จศึก
‘ต้องรีบจบการต่อสู้นี้โดยเร็วที่สุดไม่งั้นพวกเขาสองคนแย่แน่’เฟยซิ่นไม่รอช้ารีบพุ่งตัวเข้าไปดวลดาบหนึ่งต่อหนึ่งกับเกาทุยที่เลื่องชื่อกันว่าเก่งนักเก่งหนา แต่เมื่ออยู่ในสายตาของเฟยซิ่นมันก็มีดีแค่สั่งการ
ไม่กี่อึดใจเกาทุยที่เป็ฝ่ายตั้งรับอย่างเดียวก็เสียเปรียบอย่างหนักตัวเขาไม่สามารถสวนกลับการโจมตีเฟยซิ่นได้เลยแม้แต่น้อย
‘ไอ้เด็กนี่ฝีมือดาบของมันยังไม่เข้าขั้น แต่ด้านพละกำลังมันเหนือกว่าข้าแบบนี้ไม่ดีแน่’
ไม่นานหลังทั้งสองปะทะกันอย่างดุเดือดดาบของเกาทุยก็ถึงกับหักจนดาบเฟยซิ่นเฉือนลึกเข้าที่ไหลของเขาได้ ชั่วพริบตาเดียวที่เฟยซิ่นหวังจะจบชีวิตเกาทุยมันก็ได้ดึงคว้าลูกน้องตัวเองที่อยู่ใกล้สุดมาเป็โล่กำบังให้ตัวเองรอด ก่อนจะรีบถอยไปตั้งหลักสั่งเรียกเหล่าลูกน้องให้ถอยกลับก่อน
“สักวันข้าจะมาเอาคืนพวกแกให้สาสม”
เมื่อแผ่นหลังของกลุ่มโจรจากไปลาลับพ้นระยะสายตา ดาบในมือชายหนุ่มก็ถึงกับหลุดออกจากมือ เขาถอนหายใจออกมาอย่างโล่งใจ ก่อนจะหันไปกล่าวชื่นชมเฟยซิ่นอย่างสุดซึ้ง
“รอบนี้ข้าคงต้องเป็ฝ่ายขอบคุณเ้าบ้างแล้ว ครั้งนี้ข้าเป็หนี้บุญคุณพวกเ้าทั้งสองคน”
“ท่านผู้มีพระคุณกล่าวเกินจริงนักหากไม่มีท่านพวกเราสองพี่น้องก็คงไม่มีหน้ามายืนอยู่หน้าท่านได้หรอก”
เห็นทีจะยกยอกันไม่จบไม่สิ้นชายหนุ่มจะเปลี่ยนเื่คุยทันที
“พอดีข้าไม่ใช่คนที่นี่เ้าบอกข้าได้รึเปล่าว่าที่นี่คือที่นี่กัน”
สองพี่น้องมองหน้ากันสักครู่ด้วยสีหน้าแปลกใจก่อนเฟยเปาจะถามต่อ
“แล้วท่านมาจากที่ใดรึข้าจะได้ให้ข้อมูลท่านได้ถูกว่าท่านอยากรู้ประมาณไหน”
ชายหนุ่มครุ่นคิดสักครู่หนึ่งก่อนจะตอบกลับ “ข้ามาจากดินแดนอันไกลโพ้น ซึ่งตัวข้าเองก็ไม่รู้เหมือนกันจู่ๆก็มาโผล่ที่นี้ ดังนั้นแล้วข้า้าข้อมูลเกือบทั้งหมด”
สองพี่น้องได้แต่คิดในใจสงสัยแต่ก็ไม่กล้าถามเพราะคิดว่าชายหนุ่มคงมีเื่ส่วนตัวที่ไม่อยากบอก ‘เขาบอกว่าจู่ๆก็มาโผล่ที่นี้โดยไม่รู้ตัว รึว่าจะจริงที่เขามาพร้อมกับสายฟ้านั้น’ เฟยเปาได้แต่เก็บความสงสัยในซ่อนไว้ในใจโดยเลือกที่จะไม่ถามดีกว่า
‘จู่ๆฟ้าก็ผ่าลงมายังร่างซากัวจนไหม้เกียมและชายคนนี้ก็โผล่ต่อหน้าท่ามกลางผู้คนนับร้อยจากไหนไม่รู้ แถมยังทักษะการต่อสู้ด้วยมือเปล่าอันลึกล้ำนั่นอีกหรือว่าเขาจะเป็ลูกศิษย์ของเทพเซียนที่ถูกบททดสอบให้มาใช้ชีวิตเป็คนธรรมดาบนโลกมนุษย์กัน’ เฟยซิ่นลองนำคำพูดของเขามาประติดประต่อกับสถานการ์ณที่เกิดขึ้นก่อนหน้า
ก่อนไม่นานเฟยเปาจะเป็ฝ่ายเริ่มอธิบายคลายข้อสงสัยให้ชายหนุ่ม “อาณาจักรที่ท่านยืนอยู่ตอนนี้เรียกว่า รัฐโจว ซึ่งปกครองโดยราชวงศ์โจว มีเมืองใต้ปกครองราวๆสามสิบหัวเมือง จุดศูนย์กลางเมืองหลวงของอาณาจักรคือฉางอัน
“แผ่นดินนี้แบ่งเขตการปกครองออกเป็ทั้งหมด 19รัฐใหญ่ รัฐซีจิง รัฐเว่ย รัฐกานซู รัฐชิงไห่ รัฐเชินตู รัฐยูหนาน รัฐกุยหยาง รัฐเจียงหนาน รัฐหนานจิง รัฐเห่อเป่ย รัฐเฉินชู รัฐยวน รัฐไห่หนาน รัฐหูหนาน รัฐเสฉวน รัฐเจียงซี รัฐฉี รัฐหนานโจวและรัฐโจว เดิมทีทั้ง19รัฐเคยรวมกันเป็หนึ่งแต่เมื่อ 700ปีก่อนฮ่องเต้นั้นโง่เขลาเบาปัญญาไว้วางใจให้ขันทีบริหารปกครองแผ่นดินขดโกงบ้านเมือง ขูดรีดภาษีกดขี่ประชาชนจนพวกเขาทนไม่ไหว ไม่นานก็เริ่มมีวีรบุรุษชาวนาก่อตัวขึ้นตามแต่ละพื้นทีรุกฮือขึ้นก่อกบฎ จนสุดท้ายแผ่นดินที่เคยรวมกันเป็หนึ่งแตกหัก
“มาบัดนี้แต่ละรัฐก็ยังคงเข้าห่ำหั่นทำากันไม่หยุดหย่อน ผู้ชายที่อายุครบ15ปีจะถูกเกณฑ์ออกไปรบราวสามถึงสี่หมื่นนายจากทั่วทั้งอาณาจักรเหลือไว้แต่ผู้หญิงกับคนแก่ นั้นจึงเกิดปัญหาเมื่อมีแต่ผู้หญิงกับคนแก่ทำงานผลผลิตที่ได้จากเกษตรก็ลดน้อยลงทุกปีแถมทางการก็เก็บภาษีขึ้นเรื่อยๆจนประชาชนบางส่วนเริ่มอดอยากไม่มีเสบียงมากพอที่จะเก็บไว้ทนถึงฤดูหนาว
“ซึ่งด้วยปัญหานั้นเองผู้ชายบางกลุ่มก็เริ่มทนความอดยากถูกกดขี่ไม่ไหวของทางการ พวกเขาเลยผลันตัวไปเป็โจรออกปล้นชาวบ้านเพื่อความอยู่รอดออกตัวเอง เพราะยังไงซะโทษของการหนีทหารก็คือความตาย สู้พวกเขาดิ้นรนกลายเป็คนเลวในสายตาผู้คนเพื่อความอยู่รอดของตัวเองยังจะดีซะก่อน และนี่จึงทำให้อาณาจักรแห่งนี้ต่างมีโจรมากมายทุกมุมของอาณาจักร”
ชายหนุ่มที่ได้ฟังก็เข้าใจได้ทันที ตอนนี้เขาได้ทะลุมิติมาเกิดใหม่ยังอีกโลกที่เรียกว่าใกล้เคียงกับยุคจีนโบราณของโลกเก่าของเขาและสถานการ์ณปัจจุบันในตอนนี้ของอาณาจักรก็ค่อนข้างจะเลวร้ายพอสมควรจากที่ได้ฟังและนี่ก็คือยุคของกลียุคอย่างแน่นอน
“และูเาแห่งนี้มีชื่อเรียกว่า ูเาชิงหนิงเป็ทางผ่านที่จะไปยังเมืองซีหยาง ซึ่งพื้นที่โดยรอบูเาระแหวกนี้จะเป็หมู่บ้านของกลุ่มกองโจรูเาทั้งห้านั่นคือ กองโจรูเาจิ้งจอกขาว กองโจรูเาหมาป่าดำ กองโจรูเาแมลงสาบบิน กองโจรูเาแมงป่องพิษ และสุดท้ายกลุ่มกองโจรูเาวานร…
“และหมู่บ้านแห่งนี้ก็คือหมู่บ้านโจรูเาวานร ซึ่งมีข้าเฟยเปาเป็หัวหน้า”
“อ๋อข้าเข้าใจแล้วงั้นที่นี้ก็คือหมู่บ้านโจรูเาวานรสินะ…..”พูดยังไม่ทันจบเขาก็ชะงักไปพักนึงก่อนเอ๋ยถามซ้ำเพื่อความแน่ใจ
“เอ่อ...ที่นี่คือที่ไหนนะ?”
“หมู่บ้านของข้าเองครับหมู่บ้านโจรูเาวานร”
ทันทีที่ได้ยินชัดเต็มสองหู เข่าก็แทบทรุดโจรกลุ่มนึงไปแล้วก็โล่งใจ ที่ไหนได้เขาดันอยู่กับโจรมาตลอดโดยไม่รู้ตัวแถมยังช่วยเหลือพวกเขาอีกพอนึกคิดอีกทีก็แทบลมจับไปไม่เป็
‘นี่ตรูข้าอยู่กับโจรมาตลอดเลยหรอวะเนี่ย!!!’
โปรดติดตามตอนต่อไป