ท้องฟ้าสีครามกว้างใหญ่ไป๋ชิงอวิ๋นยืนเด่นเป็สง่าอยู่บนกองซากต้นไม้และผืนดินที่เป็ขี้เถ้า เนื้อตัวล่อนจ้อนยังไม่ได้สวมใส่เสื้อผ้าอาภรณ์ ไป๋ชิงอวิ๋นตรวจสอบดูร่างกายของตนเองอีกครั้งอย่างละเอียด
ตอนนี้เขาพบว่าร่างกายของเขากลับมาแข็งแรงดังเดิม จิติญญาได้รับการฟื้นฟูจนถึงจุดสูงสุด และไม่เพียงแค่นั้นจิติญญายังได้รับอักขระ์ ทำให้จิติญญามีความสูงส่งและศักดิ์สิทธิ์ ก่อนหน้านี้ไป๋ชิงอวิ๋นรู้สึกว่าจิติญญาของเขาแข็งแกร่ง แต่ตอนนี้ความรู้สึกที่ว่า จิติญญาก่อนหน้านี้แข็งแกร่ง ไม่มีอยู่อีกแล้ว
จิติญญาตอนนี้สิถึงจะเรียกว่าแข็งแกร่งของจริง ไป๋ชิงอวิ๋นขยับมือขวาโบกมือไปมา อากาศรอบด้านก็เหมือนกับจะพลิกคว่ำ กฎเกณฑ์โดยรอบสั่นะเื ถึงแม้จะไม่สามารถควบคุมกฎเกณฑ์ชั้นสูงได้ แต่เพียงเท่านี้ก็สามารถทำอะไรได้มากมายแล้ว
"ยืนเปลือยแบบนี้รู้สึกไม่ดีจริงๆ" ไป๋ชิงอวิ๋นเปิดช่องเก็บของของระบบจอมเวทย์ผู้ยิ่งใหญ่ขึ้นมา ด้านในมีชุดคลุมสีม่วงครามอยู่หนึ่งชุด ไป๋ชิงอวิ๋นหยิบมันออกมาสวมใส่ในทันที
เมื่อสวมใส่เสื้อคลุมสีม่วงครามบนร่าง แสงสีม่วงครามก็ส่องประกายออกมา จากนั้นร่างของไป๋ชิงอวิ๋นก็เริ่มเปลี่ยนเป็โปร่งแสง เขามองดูร่างกายของตัวเอง เมื่อเห็นสภาพเช่นนี้ก็อดนึกถึงผู้าุโเมอร์ลินก่อนหน้านี้ขึ้นมาไม่ได้ ที่แท้แล้วการที่เขามีร่างกายโปร่งแสงเป็เพราะว่าเขาสวมใส่อาภรณ์ตัวนี้นี่เอง
ไป๋ชิงอวิ๋นหมุนซ้ายหมุนขวามองรอบกาย เขารู้สึกว่าพลังและกลิ่นอายบนร่างถูกลบหายไป ดูเหมือนว่าเสื้อคลุมสีม่วงครามนี้จะมีไว้เพื่อใช้อำพรางตัวตน
ไป๋ชิงอวิ๋นกวาดตามองรอบด้านอีกครั้ง ดวงตาของเขาเป็ประกายเผยให้เห็นความตื่นเต้นยินดีในแววตา เขากลับหลังหัน จากนั้นก็พบว่าถ้ำที่เขาเดินออกมาก่อนหน้านี้ถูกอำพางเอาไว้อย่างมิดชิด ทางเข้าถ้ำหายไปมองเห็นเพียงทางตันและหน้าผาสูงใหญ่ทะยานเยี่ยมเมฆ
ไป๋ชิงอวิ๋นโบกมือชี้นิ้วออกไปกลางหน้าผา จิติญญาภายในร่างถูกขับเคลื่อนด้วยเคล็ดวิชาหยินหยางฟ้าดินโกลาหล พลังจิติญญาที่แข็งแกร่งเปล่งประกายและแสดงอำนาจออกมา ทำให้อากาศโดยรอบสั่นะเือย่างรุนแรง
"วันนี้รอดชีวิตมาได้ ก็ให้ถือว่าวันนี้เป็วันเริ่มต้นใหม่" ไป๋ชิงอวิ๋นขีดเขียนมือไปมาบนอากาศและในขณะที่เขียนก็พูดไปด้วยว่า "วันนี้รอดตายได้รับชีวิตใหม่ ถือว่า์ยังเมตตา ยมราชยังไม่อยากได้ชีวิต ข้ามีความใฝ่ฝันคือท่องเที่ยวไปในยุทธภพ ได้เปิดหูเปิดตามองเห็นโลกที่กว้างใหญ่ และแม้ว่าโลกนี้จะไร้ซึ่งความยุติธรรม แต่ข้ายินดีก้าวข้ามมหาสมุทรแห่งความทุกข์ระทม และข้ายินดีเดินผ่านแม่น้ำเืทะเลโลหิต ถึงแม้ว่าภายภาคหน้าจะมีกองกระดูกสูงท่วมหัว ข้าก็ยังจะเดินต่อไป เดินต่อไป และเดินต่อไป เดินต่อไปจนกว่าจะสุดทาง"
ไป๋ชิงอวิ๋นกวัดแกว่งมือขีดเขียนตัวอักษรที่เต็มไปด้วยปณิธาน ทุกคำพูดทุกตัวอักษรล้วนแต่เต็มไปด้วยเจตจำนง ตัวอักษรหนึ่งชุดถูกสลักลงบนหน้าผาด้วยเคล็ดวิชาวาจาสิทธิ์ คำพูดที่เอ่ยออกไปเหมือนน้ำที่สาดทิ้งไม่อาจเก็บคืนกลับมาได้อีก
ไป๋ชิงอวิ๋นกวัดแกว่งมือไปมาอีกครั้ง ขณะที่เขียนตัวอักษรชุดใหม่เขาก็ะโคำพูดที่ดังออกมาจากจิติญญาของเขา ทำให้หน้าผาสั่นะเืต้นไม้ไหวเอนอากาศควบแน่น บรรยากาศโดยรอบเปลี่ยนแปลงเป็หนักหน่วง
เคยฝันว่าจะถือดาบท่องเที่ยวไปทั่วหล้า มองดูความรุ่งโรจน์ของเหล่ามวลมนุษย์และโลกา จิตใจของจอมยุทธ์ประกอบด้วยความบ้าระห่ำ ยามนี้ออกเดินทางไกลทะเลทั้งสี่ล้วนคือบ้าน
วันนี้กู่ร้องประกาศจำนงค์สลักตัวอักษร วันหน้าออกเดินทางตามความฝัน โลกนี้กว้างใหญ่มีอิสระเสรีไร้พรมแดนขีดกั้น ไม่ว่าที่ใดหรืออแห่งหนไหนก็สามารถไปได้ ความหมายของชีวิตอยู่ที่ทางเบื้องหน้า ฝ่าฟันโชคชะตาไม่ก้มหัวให้์อนาคตโผปีกบินอย่างเสรี
ไป๋ชิงอวิ๋นกวาดตามองข้อความที่สลักไว้ เขายิ้มออกมาอย่างพึงพอใจ วันนี้ได้สลักตัวอักษรแสดงเจตจำนงเช่นนั้นตอนนี้ก็ควรไปได้แล้ว เขาหันหลังกลับจากนั้นก็พูดขึ้นว่า
"เคลื่อนที่ไปข้างหน้าห้าสิบลี้"
วูบ! คลืน! คลืน!
อากาศโดยรอบสั่นไหวกฎเกณฑ์ที่อยู่ใกล้ๆสั่นะเื จากนั้นร่างของไป๋ชิงอวิ๋นก็บิดเบือนและอันตรธานหายไป
วูบ! คลืน! คลืน!
ห่างไกลออกไปในป่าใหญ่ราวห้าสิบลี้ ร่างของไป๋ชิงอวิ๋นปรากฏขึ้นพร้อมกับอากาศสั่นไหวและกฎเกณฑ์ที่สั่นะเื ร่างโปร่งแสงในชุดคลุมสีม่วงครามปกปิดกลิ่นอายไว้อย่างมิดชิด
ด้วยอำนาจของวิชาวาจาสิทธิ์สามารถบิดเบือนกฎเกณฑ์ได้ในระดับหนึ่ง ทำให้สิ่งที่พูดสามารถเป็จริงขึ้นมาได้ แต่นั่นก็ต้องไม่มากจนเกินไป มิเช่นนั้นจะถูกพลังฟ้าดินแว้งกัดทำให้จิติญญาแตกสลาย
จิติญญาของไป๋ชิงอวิ๋นผ่านการทดสอบทัณฑ์์ ก่อนหน้านี้มีทัณฑ์์ทั้งหมดสามขั้น ทัณฑ์์สีม่วงชำระจิติญญาระดับที่สิบ ทัณฑ์์สีครามชำระจิติญญาระดับที่ยี่สิบ ทัณฑ์์สีน้ำเงินชำระจิติญญาระดับที่สามสิบ ตอนนี้จิติญญาของไป๋ชิงอวิ๋นอยู่ในระดับที่สามสิบเอ็ดผ่านทัณฑ์์บททดสอบสามครั้งในรวดเดียว เื่เช่นนี้ยังไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในประวัติศาสตร์ของผู้ฝึกฝนวรยุทธ์
ระดับที่สามสิบเอ็ดเทียบได้กับระดับยอดยุทธ์ขั้นที่หนึ่ง ถือว่าเป็ผู้ที่มีพลังแกร่งกล้าในโลก เพาะถัดจากระดับยอดยุทธ์ขึ้นไปก็คือระดับเซียน ตัวตนเช่นนี้ในโลกใบนี้ถือว่ามีอยู่น้อยนิด ส่วนใหญ่แล้วจะมีขุมอำนาจใหญ่คอยหนุนหลังถึงจะมีจอมยุทธ์ขั้นเซียนปรากฏขึ้นมาได้
ไป๋ชิงอวิ๋นมีพลังจิติญญาระดับที่สามสิบเอ็ดก็ถือได้ว่าเป็ผู้แข็งแกร่งในโลก อีกทั้งจิติญญาของเขายังพิเศษมีอักขระ์คอยคุ้มกันจิติญญา และยังไม่เพียงแค่นั้นอักขระ์ยังมีประโยชน์อีกมากมายให้ศึกษา เพราะฉะนั้นความแข็งแกร่งของไป๋ชิงอวิ๋นจะประเมินให้แน่ชัดก็ยังยากลำบาก
ในขณะที่ไป๋ชิงอวิ๋นกำลังเดินทางออกจากป่าใหญ่ด้านล่างผาเทียมเมฆ อากาศรอบด้านก็เต็มไปด้วยความกดดัน หมู่เมฆเริ่มเคลื่อนไหวสายลมพัดโหมกระหน่ำ ห่างไกลออกไปมีกลุ่มคนกำลังมุ่งหน้ามายังจุดศูนย์กลางของเมฆบททดสอบ์
อากาศรอบด้านสั่นะเืสัตว์ป่าน้อยใหญ่ล้วนแตกตื่น เหล่าสัตว์อสูรที่มีความดุร้ายป่าเถื่อนหลบหนีกันจ้าละหวั่น ในป่าที่เพิ่งสงบลงไป ตอนนี้เหมือนถูกปลุกให้ตื่น
โฮก!
เสียงสัตว์อสูรดุร้ายคำรามขึ้นไปบนท้องฟ้า มันเข่นเขี้ยวยิงฟันจ้องมองผู้ที่มาเยือนเหมือนจะกินเืกินเนื้อ แต่หลังจากนั้นไม่นานเหล่าสัตว์อสูรดุร้ายก็ต้องหดคอกลับ เหล่าจอมยุทธ์มากฝีมือปรากฏตัวขึ้นมากมายในเวลาแทบจะใกล้เคียงกัน
นาวาปราณลําหนึ่งพุ่งนำไปเบื้องหน้า ด้านข้างเขียนสลักไว้ด้วยตัวอักษร"ไป๋" บนหัวเรือใหญ่มีชายวัยกลางคนหน้าตาหล่อเหลายืนเด่นเป็สง่ามือไพล่หลัง สายตาเหยียดมองเหล่าอสูรเบื้องล่าง เพียงแค่เห็นสายตาของชายวัยกลางคนที่มีหน้าตาหล่อเหลา เหล่าสัตว์อสูรก็พากันแตกตื่นหนีกระเจิง พวกมันวิ่งกันให้วุ่นป่า ใและหวาดกลัวอย่างไม่อาจควบคุม
ด้านหลังมีนาวาปราณอีกสี่ลำ ด้านข้างเขียนสลักไว้ด้วยตัวอักษร "กู่" "มู่" "หยาง" "เยว่" กลุ่มคนและกองกำลังที่อาศัยอยู่บนเรือล้วนแล้วแต่มีพลังยุทธ์น่าเกรงขาม แรงกดดันและกลิ่นอายแผ่กระจายออกไปจนทำให้อากาศสั่นะเื
ห่างกันออกไปไม่ไกลัทองยาวหลายร้อยลี้กำลังแหวกอากาศทะยานเข้ามา ด้านข้างัทองมีองครักษ์เกราะทองกลุ่มหนึ่งกำลังบินตามมา
อีกด้านหนึ่งเมฆเพลิงกำลังแหวกอากาศเข้ามา ้าเมฆเพลิงมีชายวัยกลางคนร่างกายสูงใหญ่กำยำ อาภรณ์บนร่างคือสัญลักษณ์เปลวเพลิงสีทอง ด้วยท่าทางองอาจห้าวหาญของเขาทำให้ผู้คนที่มาก่อนหันหน้าหันไปมอง ด้านหลังของชายร่างกายสูงใหญ่กำยำมีกลุ่มคนที่สวมใส่อาภรณ์คล้ายๆกันยืนเรียงอยู่ด้านหลังอย่างเป็ระเบียบ
โฮก!
ณ เส้นขอบฟ้าที่ห่างออกไปมีเสียงสัตว์ดุร้ายคำรามดังเข้ามา ใช้เวลาไม่นานร่างกายของสัตว์ดุร้ายก็ปรากฏ มันคือพยัคฆ์เมฆาทั้งตัวล้วนแต่เป็สีขาว มีปีกสองข้างงอกออกมาทำให้มันสามารถบินได้ บนหัวของมันมีชายวัยกลางคนหน้าตาเหี้ยมหาญยืนอยู่ สายตาของเขาเฉียบคม เขากวาดตามองกองเรือที่มีอานุภาพยิ่งใหญ่เกรียงไกรเบื้องหน้า แววตาของเขาไม่สะทกสะท้านเลยแม้แต่น้อย ที่ด้านหลังยังมีกลุ่มคนและสัตว์อสูรอีกมากมายกำลังบินตามมา
คลืน!
เมฆดำเคลื่อนตัวเข้ามากลิ่นอายแห่งความชั่วร้ายและความตายปลิวกระจายไปทั่วอากาศ โลงศพโลงหนึ่งลอยอยู่บนท้องฟ้า มันกำลังคืบคลานเข้ามาพร้อมกับเมฆดำ กรี๊ด~~ เสียงิญญากรีดร้องเล็กแหลมแสบหูดังก้องไปทั่วผาเทียมเมฆ
พริ้ง!
กลีบดอกไม้โปรยปรายลงมาจากฟากฟ้าทำให้เมฆดำสั่นะเื เสียงิญญากรีดร้องก็เงียบเสียงลงเมื่อต้องเผชิญหน้ากับกลีบดอกไม้ที่ร่วงโรยลงมา
ห่างออกไปไม่ไกลดอกบัวเจ็ดสีขนาดใหญ่ก็ร่อนลงมาจากฟากฟ้า ้าดอกบัวเจ็ดสีมีกลุ่มหญิงงามอยู่กลุ่มหนึ่ง พวกนางล้วนแต่สวมผ้าปิดหน้าทำให้มองเห็นเพียงแววตาที่อ่อนหวาน
"เ้าสำนักโย่วิจำเป็ต้องทำให้เอิกเกริกอย่างนี้เชียวหรือ" เสียงสาวงามหวานละมุนดังลอยมาจาก้าดอกบัวเจ็ดสี