เื่ราวความสัมพันธ์ที่น่าสงสัยของคุณชายใหญ่ตระกูลหลงกับเถ้าแก่ร้านขายผักดองถูกเล่าลือกันมาได้สักพักแล้ว ชาวบ้านผู้ชมชอบเื่อื้อฉาวต่างพากันนินทาอย่างสนุกปาก แต่พอพวกทหารเดินผ่านมาก็รีบหุบปากอย่างไวว่องด้วยเกรงว่าจะถูกลงโทษ ถึงแม้ว่าแม่ทัพใหญ่จะไม่ใช่เชื้อพระวงศ์แต่อีกฝ่ายก็ถือเป็ขุนนางในราชสำนัก ชาวบ้านตาดำๆ หรือจะอาจหาญมีเื่กับชนชั้นที่สูงกว่า ต่อให้มิได้ทำผิดกฎหมายจนต้องขึ้นศาล แต่ก็สามารถถูกทุบตีโทษฐานว่าร้ายตระกูลแม่ทัพได้เช่นกัน อย่างไรก็ดีเหล่าผู้นิยมการนินทาเ่าั้ก็กำลังถูกตบหน้าฉาดใหญ่ด้วยข่าวที่แพร่สะพัดออกมาจากจวนแม่ทัพ
“พวกเ้าจำได้หรือไม่ว่าหลายปีก่อนมีข่าวลือว่าเถ้าแก่ร้านอวี้ไป่ไช่สนิทสนมกับเซียนซือจากสำนักใหญ่” หญิงร่างท้วมผู้สวมชุดสีดำปักคำว่าหลงที่กลางหลังบ่งบอกว่าเป็คนของจวนแม่ทัพใหญ่เริ่มบทสนทนากับบรรดาสหายของตน พวกนางกำลังนั่งอยู่ในร้านขายบะหมี่ริมทางที่ชาวบ้านมักแวะมาหาของกินรองท้องระหว่างวัน บ่าวจวนใหญ่มีเวลาเอ้อระเหยอยู่แล้วผู้คนจึงไม่รู้สึกแปลกใจที่เห็นนางมานั่งคีบเส้นซดน้ำแกงอยู่เช่นนี้
“จำได้สิ จากบ่าวกลายมาเป็เถ้าแก่ร้านค้าช่างวาสนาดีเสียนี่กระไร ได้ยินว่าเซียนซือท่านั้นเป็คนใหญ่คนโตเชียวนะ ขนาดภรรยาท่านรองแม่ทัพหลี่ยังต้องไว้หน้าเสียหลายส่วน ถึงขนาดยกขึ้นเป็น้องชายร่วมสาบานเลยเทียว” หนึ่งในสหายของบ่าวจากตระกูลหลงกล่าว สีหน้ายามพูดทวนเื่ที่รู้มานั้นเต็มเปี่ยมไปด้วยความอิจฉาอย่างไม่อาจซ่อนเร้น
สหายอีกคนพูดขึ้นบ้างว่า “ข้าก็จำได้นะ ยังคิดอยู่เลยว่าเปิดร้านขายผักดองแบบนั้นจะขายใครได้ แต่ก็เห็นว่ามีพ่อค้าจากต่างเมืองมารับซื้อไปอยู่เรื่อยๆ คงเป็เซียนซือท่านนั้นฝากฝังมากระมัง? ไม่รู้ว่าเสวียนผู้นั้นมีกระไรดีถึงได้รับการเอ็นดูถึงขนาดนี้”
“พวกเ้าไม่รู้อะไรเสียแล้ว ความจริงก็คือ...” แล้วบ่าวแห่งจวนสกุลหลงก็เบาเสียงลงแถมยังกวักมือเรียกสหายให้ยื่นหน้าเข้ามาใกล้ๆ อีก “เสวียนผู้นั้นสามารถดองพืชปราณให้มีสรรพคุณมากขึ้นกว่าเดิมได้ต่างหาก”
“พืชปราณ? เ้าพูดจริงรึ?” สหายผู้หนึ่งกระซิบถามด้วยเสียงที่ดังกว่าหญิงร่างท้วมเล็กน้อย จนบ่าวสกุลหลงต้องรีบดุให้เบาเสียงลง
“ข้าจะโกหกเ้าไปทำไม ผักดองทั้งร้านอวี้ไป่ไช่นั่นน่ะเป็พืชปราณทั้งนั้น แถมฝีมือการดองผักของเถ้าแก่ก็เก่งกาจยิ่งนัก เขาสามารถยกระดับสรรพคุณในการบำรุงปราณของพืชปราณพวกนั้นได้ด้วยนะ คุณชายใหญ่กินเริ่มกินผักดองมาได้ไม่เท่าไรระดับปราณก็รุดหน้าขึ้นไปมากเลยทีเดียว”
“วิเศษถึงเพียงนั้น?” สหายชุดฟ้าทำตาโต นางอาจมีพลังปราณก็จริงแต่ก็มิได้ฝึกจริงจังอะไร เป็สามีกับบุตรของนางต่างหากที่จริงจังกับการเพิ่มความแข็งแกร่งมาก
“ก็ใช่นะซี ส่วนพ่อค้าที่เ้าพูดถึงก็เป็คนจากยุทธภพ ได้ยินว่ามาซื้อไปขายต่อให้กับพวกผู้ฝึกตน” บ่าวสกุลหลงยืนยัน
“แต่ก็น่าแปลก ผักดองวิเศษถึงเพียงนั้นเหตุใดจึงไม่มีใครพูดถึงกันเลยเล่า” สหายชุดเขียวตั้งข้อสังเกต คนเปิดประเด็นได้ฟังก็ถึงกับหลุดอุทานออกมาคำหนึ่ง ก่อนอธิบาย “ของดีแบบนี้ต้องเก็บไว้กับตัวสิ ใครจะอยากให้คู่แข่งรู้ว่ามียาบำรุงดีๆ เช่นนี้อยู่ด้วย นี่พวกเ้าก็ปิดเื่นี้ให้มิดเลยนะ”
“ได้ๆ ข้าไม่เอาไปบอกใครหรอก” สหายชุดฟ้าพยักหน้าเป็ไก่จิกข้าวสาร
“ขอบใจนะที่เอาเื่นี้มาบอก ว่าแต่เ้าจะไม่เป็ไรรึ? ท่านแม่ทัพคงสั่งให้เก็บเป็ความลับสิท่า”
“ท่านสั่งกำชับไว้ก็จริง แต่ร้านอวี้ไป่ไช่ก็ยังขายของตามปกติ ถ้าข่าวมันจะรั่วไปบ้างก็คงเพราะมีคนซื้อไปกินแล้วบอกต่อๆ กันนั่นแหละ ไม่มีทางสาวมาถึงตัวข้าได้หรอก”
“นั่นสินะ จริงสิเ้าว่าถ้าผัวกับลูกชายข้าได้กินผักดองร้านอวี้ไป่ไช่เขาจะแข็งแกร่งขึ้นหรือเปล่า?” หญิงชุดฟ้าเพิ่งฉุกคิดขึ้นได้ นางจำได้ว่าผักดองของร้านอวี้ไป่ใช่ราคาไม่แพงเลย เพียงแต่ที่ผ่านมานางเห็นว่าผักดองเป็ของไม่จำเป็ อย่างไรสามีก็ล่าสัตว์ในฤดูหนาวได้อยู่แล้ว กินโจ๊กกับเนื้อสัตว์ก็เพียงพอ ไม่จำเป็ต้องทำผักดองให้สิ้นเปลืองเลย แต่พอทราบว่าผักดองร้านอวี้ไป่ไช่มีสรรพคุณวิเศษนัก นางก็เริ่มคิดว่าการซื้อผักดองสักไหสองไหไม่ใช่เื่สิ้นเปลืองอะไรเลย
“อย่างน้อยๆ พลังปราณของเขาก็น่าจะเพิ่มขึ้นนะ” บ่าวสกุลหลงออกความเห็นอย่างเป็กลาง สร้างความยินดีให้กับสตรีชุดฟ้าเป็อย่างมาก
“ประเสริฐ! ข้าจะไปซื้อให้พวกเขาเดี๋ยวนี้” ว่าแล้วหญิงผู้นั้นก็รีบลุกขึ้นแล้ววิ่งหายไปในฝูงชนทันที “รอข้าด้วยสิ ข้าก็จะซื้อไปให้หลานข้าเหมือนกัน!” แล้วสหายอีกคนก็วิ่งตามไปอย่างไม่คิดที่จะบอกลา ทิ้งให้บ่าวสกุลหลงะโด่าตามหลังอยู่เพียงลำพัง “พวกเ้า! จะไปก็จ่ายเงินก่อนสิ!” แต่ถึงจะะโอย่างไรก็คงไปลากตัวสหายทั้งสองกลับมาไม่ได้ นางจึงได้แต่บ่นพึมพำอย่างหัวเสีย รีบกินบะหมี่ของตนแล้วจ่ายเงิน ในส่วนของสามคน จากนั้นก็หิ้วตะกร้าเดินทางกลับจวนด้วยสีหน้ายุ่งเหยิง
คล้อยหลังร่างท้วมของบ่าวสกุลหลงผู้คนในบริเวณนั้นก็แตกตื่นกันยกใหญ่ บ้างจับกลุ่มพูดคุยกัน บ้างก็วิ่งไปยังทิศทางของร้านอวี้ไป่ไช่ และบ้างก็วิ่งไปยังจวนแม่ทัพหลง แน่นอนว่าสาเหตุของความวุ่นวายทั้งหมดก็เนื่องมาจากบทสนทนาของสตรีทั้งสามก่อนหน้านี้ เพราะเสียงกระซิบที่คนพูดจงใจลดระดับเสียงลงจากปกติเพียงนิดเดียวนั้นดังไปถึงโต๊ะข้างๆ และบรรดาผู้ที่แสร้งทำเป็ยืนเลือกของอยู่แถวนั้น ชัดเจนชนิดที่ว่าแทบจะไม่ตกหล่นไปเลยแม้แต่คำเดียว
๐๐๐
หลังจากเงียบเหงามานานนับสิบปีในที่สุดร้านอวี้ไป่ไช่ก็คึกคักไปด้วยผู้คน วันหนึ่งขายผักดองได้มากกว่าพันจิน* พวกบ่าวในร้านทำงานกันมือเป็ระวิง โชคดีที่ส่วนใหญ่เป็หุ่นพยนต์จึงทำงานอย่างกระฉับกระเฉงได้ทั้งวัน ส่วนพวกบ่าวมนุษย์ที่เหล่าอันจ้างไว้เพราะรู้สึกถูกชะตานั้นั้แ่มีลูกค้าเข้าร้านมากขึ้นเซียงหลันก็ย้ายพวกเขาไปทำงานในส่วนที่ไม่ต้องใช้แรงงานมากนักแทน ทั้งนี้ก็เพื่อให้กิจการดำเนินไปได้อย่างลื่นไหลไม่มีสะดุด
*( 1 จิน = 500 กรัม)
“หรือจะคัดคนหัวดีสักคนมาช่วยทำบัญชีดีนะ?” เซียงหลันผู้กำลังหัวหมุนกับการทำบัญชีถามกับตัวเอง ก่อนหน้านี้นางสามารถทำบัญชีได้ด้วยตัวเองอย่างไม่มีปัญหา แต่พอยอดขายเพิ่มขึ้นมันก็เริ่มวุ่นวาย นางกลัวเหลือเกินว่าจะพลาดทำบัญชีผิด ถึงแม้เหล่าอันจะเคยบอกเอาไว้ว่าเื่บัญชีไม่ได้สลักสำคัญอะไรนักก็ตาม
วันคืนแห่งความวุ่นวายในร้านอวี้ไป่ไช่ยังคงดำเนินต่อไป พวกหุ่นพยนต์นั้นแน่นอนอยู่แล้วว่าไม่ได้รับผลกระทบ เหล่าอันที่ปกติมีหน้าที่เพียงทำผักดองกับตรวจสอบบัญชีที่เซียงหลันทำก็แค่เหนื่อยขึ้นอีกเพียงเล็กน้อย เพราะถึงอย่างไรเขาก็มีผักดองจำนวนมากเก็บอยู่ในเซียนซาน การที่ต้องเดินทางไปกลับจวนแม่ทัพกับร้านก็ไม่ได้เป็ภาระมากสักเท่าไร เซียงหลันเองก็ได้คนมาช่วยทำบัญชีเพิ่มแล้วอีกสองคน แต่ถึงจะเป็อย่างนั้นเมื่อผ่านไประยะหนึ่งเหล่าอันก็ต้องมานั่งคิดไม่ตกกับแนวทางของร้านต่อจากนี้
“จริงอยู่ว่าเรามีสินค้ามากมายแต่จะขายออกไปเรื่อยๆ แบบนี้ไม่นานต้องมีคนสงสัยแน่เ้าค่ะ” เซียงหลันกล่าวกับเหล่าอันในค่ำวันหนึ่ง ปกติแล้วเวลานี้ทั้งสองจะร่วมกันตรวจสอบบัญชีรายวัน แต่สำหรับครั้งนี้กลับกลายเป็การปรึกษาหารือกันเกี่ยวกับสถานการณ์ปัจจุบันของร้านแทน
“นั่นสินะ” เหล่าอันไม่ใช่ไม่เข้าใจว่าเซียงหลันกำลังกังวลในเื่ใด แม้ว่าลูกค้าที่มาซื้อผักดองจะสงสัยว่าเหตุใดร้านอวี้ไป่ไช่จึงมีของขายอยู่ไม่เคยขาด แต่นั่นก็ไม่สามารถส่งผลกระทบใดๆ ต่อร้านได้ กลับกันความสงสัยของพวกบ่าวในร้านต่างหากที่เป็ปัญหา ที่ผ่านมาเหล่าอันจ้างเด็กกำพร้าที่รู้สึกถูกชะตามาเป็คนงานในร้าน พวกเขารับผิดชอบหยิบจับงานทั่วไปที่ไม่เกี่ยวกับการดองผักก็จริงแต่พวกเขาย่อมทราบว่าผักดองทั้งหมดถูกทำขึ้นในร้าน และพื้นที่ร้านก็มีอยู่เพียงนิดเดียว ดังนั้นหากพวกเขายังขายของออกไปในปริมาณมากบรรดาบ่าวเหล่านี้ย่อมต้องนึกสงสัย
“จะให้บอกไปว่าข้ามีเซียนซานก็ไม่ได้ เซียงหลันเ้ามีความเห็นว่าอย่างไร?”
“ข้าคิดว่าท่านควรซื้อจวนเพิ่มเ้าค่ะ”
“แสร้งทำเป็ว่าพวกเราขยายพื้นที่ทำผักดองให้มากขึ้นสินะ” เหล่าอันฟังข้อเสนอของเซียงหลันแล้วก็พยักหน้าเห็นด้วย ก่อนหน้านี้ผักดองที่ต้องขายออกไปในแต่ละเดือนมีไม่มากเขาก็เลยไม่เคยคิดเื่ขยับขยายร้านมาก่อน แต่มาคราวนี้หากไม่ทำก็คงไม่ได้เสียแล้ว “หากจะทำเช่นนั้นคงต้องแสร้งทำเป็ว่าของหมดสักระยะกระมัง?”
“ก็ต้องเป็เช่นนั้นมิใช่หรือเ้าคะ?” เซียงหลันย้อนถามด้วยสีหน้างุนงง เื่แค่นี้มิเห็นต้องถามนางเลยสักนิด
ฝ่ายเหล่าอันเมื่อเห็นปฏิกิริยาเช่นนั้นของน้องสาวบุญธรรมก็หัวเราะแห้งๆ ออกมา ‘นั่นสินะ ข้าจะถามเื่นี้ทำไมกัน’ เขาส่ายหน้าให้กับตัวเอง ก่อนจะชวนเซียงหลันหารือเื่ทำเลที่ตั้งของโรงงานทำผักดองแห่งใหม่
๐๐๐
“หมายความว่าอย่างไรที่ว่าของหมดแล้ว?” บุรุษร่างสูงใหญ่กำยำตวาดพร้อมกับสะบัดมือพังชั้นวางที่ว่างเปล่าจนแหลกเป็ผุยผง ทว่าท่าทีข่มขวัญเช่นนั้นย่อมมิทำให้หุ่นพยนต์เปลี่ยนสีหน้า บ่าวผู้นั้นค้อมศีรษะลงต่ำ กล่าวชี้แจงว่า “่สองเดือนที่ผ่านมาผักดองของร้านเราขายดีมาก ตอนนี้ก็เลยทำไม่ทันขอรับ”
“พวกเ้ารู้ไหมว่าข้าเป็ใคร?”
“พวกเราไม่มีผักดองเหลือแล้วจริงๆ ขอรับ” บ่าวผู้นั้นยังคงยืนยันคำเดิม ขณะเดียวกันอาเซี่ยหัวหน้าหุ่นพยนต์ก็กระซิบสั่งการให้หุ่นอีกสองตนไปตามเหล่าอันกลับมาจากจวนแม่ทัพ
“ข้าไม่เชื่อ!” ชายผู้นั้นตวาดพร้อมกับวาดมือผลักบ่าวไปให้พ้นทาง แน่นอนว่าหุ่นพยนต์ที่ไม่คิดหลบย่อมกระเด็นไปกระแทกชั้นวางของเสียงดังสนั่น ลูกค้าคนอื่นๆ ส่งเสียงอุทานออกมาอย่างหวาดหวั่น หลายคนทนแรงกดดันไม่ไหวรีบหนีไป แต่อีกหลายคนที่เป็ผู้ฝึกยุทธ์กลับยังคงปักหลักยืนชมความสนุกอยู่ห่างๆ บ้างก็อยากรู้ว่าผักดองหมดแล้วจริงหรือไม่ บ้างก็รอคอยโอกาสสร้างบุญคุณกับเถ้าแก่แห่งร้านอวี้ไป่ไช่ เผื่อว่าในภายภาคหน้าพวกตนจะได้มีอภิสิทธิ์ในการเข้าถึงพืชปราณให้มากกว่านี้
“คุณชายโปรดใจเย็นก่อน ผักดองนั้นหมดแล้วจริงๆ ขอรับ” อาเซี่ยเห็นว่าสถานการณ์เริ่มรุนแรงก็รีบก้าวเข้าไปขวางจอมยุทธ์อารมณ์ร้อนผู้นั้น มิให้อีกฝ่ายล่วงล้ำเข้าไปในพื้นที่ส่วนตัวของผู้เป็นาย
“หลีกไป!” จอมยุทธ์ผู้นั้นตวาดลั่นพร้อมกับฟาดฝ่ามือใส่อาเซี่ย ทว่าคราวนี้บ่าวร้านขายผักดองกลับไม่กระเด็นไปเหมือนครั้งก่อน แต่กลับสามารถคว้าจับฝ่ามือที่อัดแน่นไปด้วยพลังปราณเอาไว้ได้อย่างง่ายดาย
ั์ตาแสนธรรมดาของอาเซี่ยทอประกายดุดันสั่นคลอนหัวใจแกร่งของผู้ฝึกยุทธ์ไปชั่วครู่ กว่าจะรู้ตัวเขาก็ผงะถอยออกมาอย่างโง่งมเสียแล้ว
“คิดว่าแค่รับฝ่ามือของข้าได้แล้วจะพูดจาโอหังกับข้าได้รึ? หลีกไป!” ชายผู้นั้นตวาดลั่นพร้อมกับออกกระบวนท่าโจมตี ทว่าครั้งนี้อาเซี่ยก็ยังรับการโจมตีได้โดยไม่เปลี่ยนสีหน้า อันที่จริงแล้วเขาไม่แม้แต่จะขยับเท้าเสียด้วยซ้ำ
“นั่นท่านกำลังทำอะไร?” ขณะที่เหล่าจอมยุทธ์กำลังตะลึงกับฝีมือของบ่าวร้านขายผักดอง ทหารที่บ่าวผู้หนึ่งวิ่งไปตามมาั้แ่จอมยุทธ์ผู้นั้นเริ่มโวยวายเสียงดังก็มาถึงพอดี พวกเขากวาดสายตามองดูความเสียหายในร้าน ตลอดจนร่างของบ่าวผู้หนึ่งที่นอนร้องโอดโอยอยู่ท่ามกลางสหายแล้วสีหน้าก็พลันมืดครึ้มลง “ไม่ว่าท่านจะเป็คนของสำนักใดการสร้างความวุ่นวายเช่นนี้นับว่ามีความผิด ได้โปรดตามพวกเราไปที่ที่ว่าการเมือง หรือไม่ก็จ่ายค่าเสียหายให้ร้านเสีย”
“ข้าเป็ถึงศิษย์สายในแห่งสำนักพยัคฆ์คำรน พวกเ้ากล้าสั่งข้าเช่นนั้นรึ?” จอมยุทธ์ผู้นั้นประกาศกร้าวอย่างถือดี สำนักพยัคฆ์คำรนนับว่าทรงอิทธิพลไม่เบา ทว่าชายผู้นั้นคงลืมไปว่าไม่ได้มีเพียงสำนักของตนที่สนใจในผักดองแห่งร้านอวี้ไป่ไช่ และผู้ที่อยู่ในร้านตอนนี้ก็ไม่ใช่แค่ชาวยุทธ์พเนจรที่้าชมดูเื่สนุก
หนึ่งในนั้นหัวเราะเสียงดังก่อนกล่าวว่า “ที่แท้ก็เป็คนจากสำนักพยัคฆ์คำรนนี่เอง ไม่แปลกเลยที่จะทำตัวเยี่ยงอันธพาลเช่นนี้”
“เ้า!” ศิษย์สำนักพยัคฆ์คำรนหันมาชี้หน้าคนพูดด้วยโทสะ แต่อีกฝ่ายดูไม่เป็กังวลเลยแม้แต่น้อย บุรุษชุดขาวผู้นั้นเลิกคิ้วยิ้มยั่ว ก่อนกล่าวว่า “หรือไม่จริง? โวยวายพังร้านผู้อื่นเช่นนี้ก็เห็นชัดกันอยู่แล้วว่าเป็การกระทำของอันธพาลชั้นต่ำ”
“เ้า!” ศิษย์สำนักพยัคฆ์คำรนถีบเท้าจนพื้นแตกกระจายพุ่งตัวเข้าจู่โจมจอมยุทธ์ชุดขาวทันที อีกฝ่ายพลันขยับเท้าหลบหลีกอย่างคล่องแคล่ว ส่งผลชั้นวางของอีกชั้นหนึ่งกลายเป็ผู้รับเคราะห์ไปแทน แต่ก่อนที่พวกเขาจะได้ประมือกันไปมากกว่านั้นเหล่าอันก็มาถึงเสียก่อน ร่างแบบบางในชุดสีเขียวอ่อนก้าวเข้ามาในร้านด้วยสีหน้าเคร่งเครียด เอ่ยถามกับอาเซี่ยที่ยังคงยืนขวางประตูเชื่อมไปยังหลังร้านอยู่ว่า “อาเซี่ยมันเกิดอะไรขึ้น?”
“เรียนเถ้าแก่จอมยุทธ์ท่านนี้ไม่เชื่อว่าผักดองของเราหมดแล้วจึงอาละวาดขอรับ” หัวหน้าบ่าวผายมือไปทางศิษย์สำนักพยัคฆ์คำรนขณะรายงาน เหล่าอันมองตามไปก็พบกับบุรุษร่างสูงใหญ่หน้าตาดุดันเปี่ยมไปด้วยโทสะ ก่อนจะหันไปทางบุรุษชุดขาวอีกคนหนึ่งซึ่งยืนอยู่ในตำแหน่งที่แปลกไปจากลูกค้าคนอื่น หาก้ามุงดูเหตุการณ์ย่อมไม่มายืนอยู่กลางร้านเช่นนี้แน่นอน เพราะคิดอย่างนั้นเถ้าแก่คนงามแห่งร้านอวี้ไป่ไช่จึงถามว่า “แล้วท่านผู้นี้...”
“คุณชายท่านนี้ทนดูความวุ่นวายไม่ไหวจึงเอ่ยทัดทานเป็เหตุให้ต้องประมือกันหนึ่งกระบวนท่าขอรับ” อาเซี่ยเล่าอย่างตรงไปตรงมา เหล่าอันได้ฟังอย่างนั้นก็หันไปประสานมือคำนับบุรุษชุดขาวผู้นั้น กล่าวว่า “ลำบากท่านแล้ว ขอบคุณที่คิดช่วยเหลือ”
“มิได้ มิได้ ข้าเพียงทนดูอยู่เฉยๆ ไม่ได้ก็เท่านั้น” อีกฝ่ายตอบพลางหัวเราะ ดูเผินๆ คล้ายไม่มีอะไรแต่เหล่าชาวยุทธ์ที่มุงดูอยู่ห่างๆ เริ่มขมวดคิ้วกันแล้ว เพราะคำพูดของบุรุษชุดขาวนั้นชี้ชัดว่าพวกตนไร้น้ำใจไม่คิดช่วยเหลือร้านค้าแห่งนี้
อย่างไรก็ตามไม่ได้มีเพียงคนเ่าั้ที่ไม่พอใจ จอมยุทธ์อารมณ์ร้อนคนเดิมก็ไม่พอใจด้วยเช่นกัน เขาชี้หน้าบุรุษชุดขาว ตวาดว่า “หุบปาก!” จากนั้นก็หันมาทางเหล่าอัน กล่าวด้วยน้ำเสียงและสีหน้าที่แสดงชัดถึงความกดดัน “เ้าเป็เถ้าแก่ใช่ไหม เช่นนั้นก็เอาผักดองมาให้ข้า!”
“ผักดองของร้านเราหมดแล้วขอรับ” คำตอบของเถ้าแก่ร้านอวี้ไป่ไช่ไม่ได้ต่างจากพวกบ่าวเลยแม้แต่น้อย และนั่นก็สร้างความไม่พอใจให้แก่จอมยุทธ์ร่างกำยำผู้นั้นเป็อย่างยิ่ง
“ข้าอยากได้ผักดองก็ต้องได้ หากไม่มีก็จบไปทำมาเดี๋ยวนี้!”
“เรายังไม่มีผักที่พร้อมนำมาใช้ดองขอรับ อีกสักสองเดือนท่านค่อยมาใหม่เถิด”
“ข้าเป็ถึงศิษย์สายในสำนักพยัคฆ์คำรนเ้ากล้าขัดคำสั่งข้าหรือ?” เขากล่าวด้วยเสียงอันดัง ท่าทางหยิ่งผยองราวกับพยัคฆ์หนุ่ม บุรุษชุดขาวได้ฟังแล้วก็ยิ่งนึกขัดหูขัดตา แต่ยังไม่ทันได้อ้าปากเถ้าแก่แห่งร้านขายผักดองอวี้ไป่ไช่ก็ชิงเอ่ยขึ้นเสียก่อน
“ข้าเองก็หาใช่ศิษย์ไร้สำนักไม่” ทันใดนั้นบรรยากาศนุ่มนวลรอบกายเสวียนคนงามก็พลันมลายหายไปในพริบตา สร้างความประหลาดใจให้แก่บรรดาชาวยุทธ์ ทหาร และแม้กระทั่งบ่าวบางคนเป็อย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งประโยคที่ตามมาหลังจากนั้น “อย่าหาว่าข้าเสียมารยาทเลยแต่หากท่านไม่อยากมีปัญหากับสำนักิซินก็อย่าได้มาก่อเื่วุ่นวายหรือข่มขู่คนของข้าอีก” กล่าวแล้วก็ซัดพลังทิพย์ดวงเล็กๆ ใส่ร่างบ่าวที่นอนเจ็บอยู่บนพื้น บ่าวผู้นั้นหยุดร้องครวญครางทันทีแล้วก็สามารถลุกขึ้นนั่งได้ราวกับมิได้าเ็อะไร ซึ่งความจริงแล้วเขาก็ไม่ได้าเ็จริงๆ เพียงแค่แสร้งทำตามที่เสี่ยวหลิงเคยสั่งเอาไว้เท่านั้น
ถูกแล้ว ทั้งเื่ที่ปล่อยให้เกิดความวุ่นวายขึ้นในร้านและการอ้างชื่อสำนักิซินอันเลื่องชื่อนั้นเป็แผนที่เสี่ยวหลิงวางเอาไว้ล่วงหน้า เหล่าอันที่ทราบเื่มาแต่แรกยังไม่อยากเชื่อเลยว่าสหายจิ้งจอกของตนจะคาดการณ์เอาไว้ถูกต้องถึงเพียงนี้ เพราะทันทีที่เขาประกาศชื่อสำนักิซินออกไปผู้คนก็เบิกตากว้างจนแทบจะถลนออกจากเบ้า ยิ่งได้เห็นเขาใช้พลังทิพย์ได้ราวกับผู้ฝึกตนวิถีเซียนแทบทุกคนในที่นั้นก็ตะลึงงันจนลืมหายใจไปเลยทีเดียว
๐๐๐