ครั้นได้ยินชิวฮว่าพูดเยี่ยงนี้ อวิ๋นจือก็หาได้เบนสายตาไม่ ั์ตาหงส์สงบนิ่งคู่งามนั้น ฉายแววเหี้ยมโหดรางๆ พลันจางหายไปอย่างรวดเร็ว
ยามนี้อิ๋นชุนมองอวิ๋นจือเป็เด็กน้อยอัจฉริยะ ที่เปี่ยมความกล้าและมีเล่ห์กลแพรวพราวอย่างสมบูรณ์แล้ว นางเก็บผ้าปักลายดอกโบตั๋น มองอวิ๋นจือด้วยความชื่นชมอย่างหาที่เปรียบมิได้ “หากมิใช่ว่าคุณหนูมีปัญญาฉลาดเฉียบแหลมละก็ ท่านโหวจะเห็นโฉมหน้าแท้จริงของคนเรือนกวนจวีนั่นได้อย่างไร” ลูกไม้วิธีตาต่อตาฟันต่อฟันของคุณหนูนี้ช่างยอดเยี่ยมเสียจริงๆ
ชิวฮว่าร่วมผสมโรงตาม พลันกระตือรือร้นช่วยอิ๋นชุนเก็บผ้าลายปักให้เรียบร้อย
อวิ๋นจือนั่งลงที่ข้างโต๊ะอย่างเงียบๆ กางกระดาษเซวียน[1]ออกหนึ่งแผ่น
“พี่อิ๋นชุน ช่วยข้าฝนหมึกหน่อย”
อิ๋นชุนขานรับ เดินมาข้างๆ ถกแขนเสื้อขึ้นแล้วเริ่มฝนหมึก
ในชาติที่แล้วความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ที่สุดในฐานะมนุษย์คนหนึ่งของอวิ๋นจือ คือการฝึกฝนศิลปะพู่กันจีนอันงดงามจนสำเร็จ นางเป็แค่ธิดาอนุผู้ไร้ค่าแห่งสกุลลู่ ทั้งไม่มีฐานะไร้ยศตำแหน่ง ทั้งโดนทอดทิ้งดูถูกสารพัด นางมักน้อยเนื้อต่ำใจเสมอเพราะศักดิ์ต้อยต่ำของตัวเอง จึงนำความน้อยเนื้อต่ำใจนี้เปลี่ยนเป็พลังในการตั้งใจศึกษาเล่าเรียนอย่างขยันขันแข็ง ฝึกฝนจนบรรลุการเขียนอักษรสวยงามได้จนสำเร็จ และอยากลองแสดงทักษะความสามารถของตนเองต่อหน้าท่านพ่อท่านแม่สักครั้ง
นางจำความได้ดี เมื่อสมัยอายุได้หกขวบ นางหอบคัมภีร์ตรีอักษร[2]ที่ตนเองเขียนไปห้องหนังสือของท่านพ่อ นางผู้ไร้เดียงสาแค่อยากให้บิดาเอ่ยชมสักหน่อย แต่ท่านพ่อเหลือบมองแค่แวบเดียวก็โกรธเป็ฟืนเป็ไฟ ฉีกคัมภีร์ตรีอักษรที่นางอุตส่าห์ตั้งใจเขียนเป็ชิ้นๆ ราวกับเป็บ้าอย่างไรอย่างนั้น
นางใร้องไห้ทันที ถูกฮูหยินผู้เฒ่าและโต้วสือสยาตำหนิไปหนึ่งยก ไม่กล้าย่างกรายเข้าห้องหนังสือของท่านพ่ออีกเลย
หลังจากเติบใหญ่ นางถึงได้เดาเงื่อนงำที่ซ่อนเร้นออก เพียงเพราะในประโยคที่ว่า ‘อันคนเรากำเนิดมาแต่เดิมที แท้จริงมีนิสัยดีงาม (เหรินจือชู ซิ่งเปิ่นซั่น)[3]’ ที่นางเขียนมีชื่อของมารดาอยู่
ชู ซั่น
ซั่นชู
อวิ๋นจือยิ้มหยันตัวเอง นางอาศัยความทรงจำในชาติก่อน บนกระดาษเซวียนจึงปรากฏตัวอักษรที่เขียนด้วยลายมือบรรจงสวยงามเรียงรายทีละบรรทัดๆ
อิ๋นชุนและชิวฮว่าเอ่ยปากชมไม่หยุดอย่างอดมิได้
คุณหนูเป็เด็กอัจฉริยะที่ไหนเล่า เป็เซียนน้อยต่างหาก!
“พี่อิ๋นชุนช่วยออกไปซื้อด้ายและผ้าชั้นดี ตามที่ข้าเขียนบนกระดาษกลับมาหน่อย”
อิ๋นชุนหาได้ซักไซ้ถามด้วยความสงสัยเหมือนแต่ก่อนไม่ กลับรับกระดาษเซวียนอย่างมิลังเลแม้แต่นิดเดียว เพราะรู้ว่าที่คุณหนูทำเช่นนี้ย่อมมีเหตุผลของนางเอง
ทว่าเพิ่งเหยียบออกนอกประตูก็เหมือนนึกบางอย่างออก จึงวกกลับมา “แต่คุณหนู พวกเราไม่มีเงิน”
อวิ๋นจือฉีกยิ้ม กล่าวว่า “แค่บอกให้พวกเขามาส่งที่จวน แล้วเก็บเงินที่ห้องบัญชี” นางไม่เชื่อว่าจวนอู่อันโหวอันเป็ที่นับหน้าถือตาแห่งนี้จะกล้าปัดความรับผิดชอบ!
ทางด้านเรือนกวนจวี วุ่นวายอลหม่านกันยกใหญ่อยู่
ในห้องเซียงฝาง โต้วสือสยาผมเผ้ากระเซิงกุมใบหน้าบวมแดง เช็ดน้ำตาอย่างเสียใจ จิ่นผินแอบอยู่ด้านหลังโหยวผอจื่อด้วยความใ ส่วนเด็กน้อยฝาแฝดอาจถูกเสียงทะเลาะตบตีเมื่อครู่นี้ ทำให้ใขวัญหายจนร้องไห้ไม่หยุด บัดนี้แม่นมที่เพิ่งจ้างมาใหม่กำลังพยายามปลอบพวกเขาด้วยน้ำอดน้ำทน
ส่วนฮูหยินผู้เฒ่ากล่าวตำหนิลู่เฮ่อเหนียนอย่างรุนแรงว่า “เ้าลูกอกตัญญู! ถ้าสือสยาเป็อะไรไประหว่างอยู่เดือน สาเหตุก็มาจากเ้าคนเดียว!”
ยามปกติไม่ว่าลู่เฮ่อเหนียนจะกระทำการอันใด ก็มักโอนอ่อนคล้อยตามมารดาเสมอ ทว่าครั้งนี้เขากลับไม่มีทีท่าว่าจะยอมอ่อนข้อให้สักนิด เขาชันคอพร้อมกับพล่ามด้วยความเดือดดาลว่า “ท่านแม่อย่าลำเอียงเข้าข้างนางจะดีกว่า ถ้าข้าไม่เห็นแก่ลูก คงปลดนางไปตั้งนานแล้ว!”
“เ้าช่างใจจืดใจดำยิ่งนัก! สือสยาให้กำเนิดลูกสาวลูกชายไว้สืบสกุลลู่แก่เ้า ต่อให้ไร้คุณงามความดีก็ยังทุ่มแรงกายแรงใจอย่างหนัก เ้าแค่ฟังนางเด็กเอาแต่ใจอวิ๋นจือพูดจาเหลวไหลก็ลงไม้ลงมือกับนางขนาดนี้! ข้าโกรธจนแทบอกแตกตายแล้วจริงๆ!” ฮูหยินผู้เฒ่าลู่พูดจบก็กุมหน้าอกที่ปวดระบม พลันออกแรงตบตีลูกชายสุดกำลัง “ไปเรือนส่วนในแค่เมื่อวานวันเดียว วันนี้ก็เกิดเื่เยี่ยงนี้เสียแล้ว! เหตุใดเ้าถึงไม่โทษว่าเป็เวรกรรมที่นางเจียงซั่นชูนั่นก่อขึ้น!”
“ซั่นชูนางไม่ได้...”
“พบนางปีศาจจิ้งจอกแค่ครั้งเดียว จิติญญาเ้าก็ถูกนาง่ชิงไปแล้วหรือไร ข้าว่าคงถูกนางล่อลวงใจไปมากกว่า! หากนางกาลกิณีนั่นยังไม่ถูกกำจัดให้สิ้นซาก สกุลลู่ของเราก็ไม่มีวันสงบสุข!” ฮูหยินผู้เฒ่าแสร้งทำท่าใกล้เป็ลม ร่างกายโอนเอนคล้ายล้มพับ
ลู่เฮ่อเหนียนหน้าซีดเผือด รีบเข้าไปพยุงมารดา “ท่านแม่อย่าโกรธไปเลย ต่อจากนี้ลูก...ไม่ไปพบนางแล้วก็ได้”
สุ้มเสียงนั้นกล้ำกลืน กล่าวด้วยน้ำเสียงแสนเ็ปทรมาน
ทางนี้วุ่นวายกันดุเดือด ทว่าอวิ๋นจือที่อยู่ทางโน้นกลับนอนหลับไปแล้วหนึ่งตื่นเป็ที่เรียบร้อย
อิ๋นชุนเองขนด้ายหลากสีสันและผ้าทั้งหมดมาไว้ในห้องเสร็จสรรพ รวมถึงสะดึงและแท่นปักผ้าที่สูงท่วมหัวนาง
“คุณหนูซื้อของพวกนี้มาทำอะไรเ้าคะ หรือว่าจะให้อิ๋นชุนปักลาย” ชิวฮว่าลูบเส้นด้ายอันเกลี้ยงเกลาและสวยงาม ร้องชม ไม่ขาดปาก
อิ๋นชุนกลอกตามองนาง “ไม่ใช่แค่ข้าที่ต้องเย็บปักถักร้อยคนเดียว เ้าเองก็ต้องเรียนไว้บ้างนิดๆ หน่อยๆ”
อวิ๋นจือลงจากเตียงเตาผิง เดินไปกุมมือชิวฮว่าและอิ๋นชุน กล่าวว่า “ยังมีข้าอีกคนนะพี่อิ๋นชุน นับแต่นี้ไป พี่ต้องถ่ายทอดวิชาให้ข้ากับชิวฮว่า”
“ถ้าเช่นนั้นมิใช่ว่าอิ๋นชุนจะกลายเป็ท่านอาจารย์แล้วอย่างงั้นหรือ” ชิวฮว่าแลบลิ้นหยอกล้อ
อิ๋นชุนจึงพูดอย่างหนักแน่นจริงจังว่า “ข้าเป็อาจารย์ซะที่ไหนเล่า งานเย็บปักถักร้อยพวกนี้ เมื่อก่อนแม่นางเจียงเป็คนสอนข้าต่างหากล่ะ”
ครั้นอวิ๋นจือได้ยิน ความเ็ปรวดร้าวก็ล้นทะลักอยู่ในอกทันที
ยามที่อารมณ์ของฮูหยินผู้เฒ่าลู่ดีขึ้นบ้างเล็กน้อย ก็ได้ยินว่าห้องบัญชีจ่ายเงินก้อนใหญ่ปริศนาให้แก่ร้านขายผ้าจิ่นหลัวในเมืองหลวง นางคิดทบทวนถี่ถ้วนหลายตลบ ก็ยังจำไม่ได้ว่าซื้อผ้ามากมายขนาดนั้นที่ร้านขายผ้ามาั้แ่เมื่อใด ครั้นได้ยินจากปากพ่อบ้านอู๋เฉิง นางถึงได้รู้ว่าผ้าเ่าั้อวิ๋นจือเป็คนซื้อมาไว้เรียนเย็บปักถักร้อย
หลังจากฮูหยินผู้เฒ่าลู่รู้เื่ก็โมโหเดือดดาล จนแม้แต่อาหารเย็นก็ไม่ยอมกิน
**ติดตามตอนต่อไปก่อนใครได้ที่ https://www.readawrite.com/a/bda8e0532a28be00bbebbbebb7b3e4f6
[1] กระดาษเซวียน กระดาษที่ได้รับการยอมรับว่าดีที่สุดและมีคุณสมบัติเหมาะสมมากที่สุดในการวาดภาพและเขียนตัวอักษร มีการผลิตมาั้แ่สมัยราชวงศ์ถัง เนื้อกระดาษมีสีขาวนวล เหนียวเป็พิเศษ ซึมซับน้ำหมึกได้ดี มีความเรียบลื่น อ่อนนุ่ม และน้ำหนักเบา เมื่อคลี่แผ่นกระดาษออกจะไม่เกิดรอยยับหรือฉีกขาด
[2] คัมภีร์ตรีอักษร หรือคัมภีร์สามอักษรเป็แบบเรียนขั้นพื้นฐานสำหรับหัดอ่านเบื้องต้นในสมัยจีนโบราณ เด็กๆ จะศึกษาเรียนรู้ตัวอักษรและคุณธรรมผ่านการท่องคัมภีร์ตรีอักษรทั้งหมด 1,722 ตัว เนื้อหาในคัมภีร์ประกอบด้วยจารีตโบราณทางการศึกษา ประวัติศาสตร์ ปรัชญา ดาราศาสตร์ ภูมิศาสตร์ คุณธรรมจริยธรรม รวมถึงตำนานพื้นบ้าน เนื้อหาอ่านง่าย มีความคล้องจอง ทำให้ติดปาก
[3] ‘อันคนเรากำเนิดมาแต่เดิมที แท้จริงมีนิสัยดีงาม’ ในภาษาจีนอ่านว่า เหรินจือชู ซิ่งเปิ่นซั่น โดยชูแปลว่าแต่เดิมที ซั่นแปลว่าดีงาม ซึ่งคล้องจองกับชื่อของเจียงซั่นชู ผู้เป็มารดาของลู่อวิ๋นจือ