บทที่ ๑.๑
มะลิษาค่อยๆปรือตาขึ้น ภาพเบื้องหน้านั้นแม้จะแปลกตาแต่ก็ยังไม่ทำให้เธอแปลกใจเท่ากับการแต่งกายของคนรอบๆตัว
“แม่ปิ่นมุกเป็อย่างไรบ้าง”
มะลิษาขมวดคิ้วรู้สึกปวดที่บริเวณศีรษะด้านหลังจนต้องยกมือขึ้นัั เพียงแต่ผม...ผมของเธอที่เคยยาวเหตุใดจึงสั้นเช่นนี้
“อีสร้อยเร่งไปตามคุณหญิงมาบัดเดี๋ยวนี้”
ร่างของหญิงสาวในชุดโจงกระเบนแลผ้าแถบหมุนกายวิ่งจากไป หากแต่เพราะอาการปวดศีรษะที่รุมเร้าเข้ามาทำให้มะลิษามิอาจแม้แต่จะขยับปากเอ่ยถามผู้ใด สุดท้ายสติก็ดับวูบจากไป
ร่วมสามเดือนแล้วนับจากเหตุการณ์ที่มะลิษาตกน้ำ ยามนี้แม้อยากปฏิเสธทุกสิ่งที่พบพานแต่สุดท้ายก็ต้องยอมรับว่า เธอมิใช่มะลิษาคนเดิมอีกต่อไป หากแต่เป็แม่ปิ่นมุกบุตรสาวคนเล็กของออกพระปุโรหิตาจารย์วิริยะราชมงคลแลคุณหญิงดวงแข ที่สำคัญยามนี้เธอมิได้อยู่ในยุคประวัติศาสตร์ใดๆของไทย แต่อยู่ในนวนิยายเื่กลิ่นละไม
เพียงแต่...ผู้อื่นยามย้อนยุคมาในนวนิยายเช่นนี้ล้วนต้องเป็ตัวเด่นของเื่ เช่นนางเอก ตัวร้าย หรืออย่างน้อยสุดก็ควรมีบทบาทในเื่มิน้อย แล้วใยนางจึงมาอยู่ในร่างของผู้ที่มีการกล่าวถึงเพียงผ่านๆในเื่ได้เล่า
ออกญาเทพารัตนารามภักดีเพียงปรายตามองเบื้องหน้า ก่อนสั่งเพชฌฆาตลงดาบสังหารด้วยน้ำเสียงเยือกเย็น แม่ปิ่นมุกเพียงอ้าปากไม่ทันกรีดร้องศีรษะก็หลุดจากกายไปเสียก่อน
นั่นคือ่กลางเื่ของกลิ่นละไม ที่กล่าวถึงสุดจบของแม่ปิ่นมุก แน่นอนว่านี่คือสิ่งสำคัญที่มะลิษาจะต้องเปลี่ยนแปลงให้ได้
ออกญาเทพารัตนารามภักดีผู้นี้คือตัวร้ายของเื่ เป็ผู้ที่ร่วมมือกับพระองค์ชายกฤษฎาฤาไชยก่อฏ ชาวเมืองล้วนกล่าวขานว่าเขาคือทรราชแห่งนพบุรีย์
“เรือนของพระยาสีหราชภักดีอยู่ที่ใดเ้ารู้หรือไม่”
แม่ปิ่นมุกเอ่ยถามบ่าวข้างกาย นางสร้อยขมวดคิ้วแววตาฉายความสงสัยชัดเจน คุณหนูปิ่นมุกนับจากตกเรือนคราวก่อนก็คล้ายเปลี่ยนไปอีกคน คำพูดจาก็แปลกประหลาดผิดแผกไปไม่เหมือนเดิม
“ข้าถามมิได้ยินรึ”
“ได้ยินเ้าค่ะ เพียงแต่เรือนคุณพระท่านก็อยู่ติดเรือนเรามิใช่หรือเ้าคะ”
เรือนติดกันอย่าางนั้นหรือ เช่นนั้นนางควรทำอย่างไรให้หลุดพ้นชะตาที่ถูกขีดไว้ในนวนิยายเื่กลิ่นละไมกัน
“เช่นนั้นเ้ารู้จักบุตรชายคุณพระท่านหรือไม่ ที่ชื่อว่าพ่อทัพ”
“คุณหนูทัพหรือเ้าคะ”
มะลิษาพยักหน้ารับคำกล่าวของบ่าว พ่อทัพผู้นี้ก็คือออกญาเทพารัตนารามภักดีในอนาคตนั่นเอง
“ใช่!!รู้จักหรือไม่”
“รู้เ้าค่ะ ว่าแต่คุณหนูจักหาคุณหนูทัพทำไมเ้าคะ”
“เช่นนั้นเ้าพาข้าไปที่เรือนคุณพระท่านที”
กล่าวจบมะลิษาที่อยู่ในร่างของเด็กหญิงวัยเพียงสิบขวบปีก็วิ่งออกไปจากศาลา โดยที่มือเล็กไม่ลืมดึงบ่าวข้างกายตามไปด้วย
“นั่นคือคุณหนูทัพเ้าค่ะ”
แม้จักแอบมองอยู่ในระยะไกลแต่ภาพตรงหน้ากลับชัดเจนยิ่ง เด็กชายวัยสิบสองปีกำลังถูกเฆี่ยนตีอย่างหนัก
“เหตุใดเขาจึงถูกเฆี่ยนตีเยี่ยงนั้น เขามิใช่ว่าเป็บุตรชายของคุณพระท่านหรือ”
“เพราะเป็บุตรที่เกิดจากเมียบ่าว คุณหญิงกรันเกราจึงมิค่อยเมตตานักเ้าค่ะ”
บุตรจากเมียบ่าว...ที่แท้ชีวิตของออกญาเทพารัตนารามภักดีนั้นมิได้ผ่านมาโดยง่าย มิแปลกที่ยามเติบใหญ่จิตใจของเขาจะเหี้ยมโหด ยามเมื่อเขาเข้าสู่จุดสูงสุดจึงสังหารได้แม้กระทั่งน้องชายของตนเอง
หลังจากโบยจนร่างของพ่อทัพล้มลงแล้ว บ่าวชายสองคนก็พาเขาออกไป ขณะที่คุณหญิงกรันเกราแลบุตรชายอีกคนพากันเดินขึ้นเรือนใหญ่
“ตามไปเร็ว”
นางสร้อยมองร่างเล็กที่เดินตามบ่าวชายสองคนที่หิ้วร่างของคุณหนูทัพไปแล้วได้แต่ถอนหายใจยาว ก่อนเร่งสาวเท้าตามคุณหนูปิ่นมุกไป
บ่าวชายสองคนนั้นพาคุณหนูทัพไปที่เรือนเล็กในสวน ก่อนโยนร่างเล็กที่โชกไปด้วยเืเข้าไปด้านในแล้วลงกรขังไว้
“ไปดูกัน”
มะลิษาปีนขึ้นเรือนหลังเล็กก่อนลองขยับกุญแจที่ลงไว้ เพียงแต่กุญแจนี้แ่าเกินกว่าจะหลุดโดยง่าย
“สร้อยมีกุญแจผีหรือไม่”
“กุญแจผีคืออันใดเ้าคะ”
มะลิษาถอนหายใจยาวก่อนลงบันไดแล้ววนดูรอบๆเรือนหลังเล็กนี้
“นั่น!!!เข้าทางนั้นได้”
เพราะยามนี้มาลิษาอยู่ในร่างของเด็กหญิงวัยสิบขวบปี ช่องระบายลมเล็กๆ้านั่นจึงไม่ใช่ปัญหาหากเธอคิดจะปีนเข้าไป
“คุณหนู...มิได้นะเ้าคะ”
มะลิษาช่างใจเล็กน้อยก่อนจะหันหลังวิ่งกลับไปที่เรือน นางสร้อยมองร่างเล็กที่วิ่งไปมาแล้วก็ได้แต่จำใจวิ่งตาม
เพราะไม่รู้ว่าตนเองจะอยู่ในร่างของแม่ปิ่นมุกนี่นานเพียงใด ดังนั้นเพื่อมิให้พบจุดจบอันเลวร้าย ในยามที่ออกญาเทพารัตนารามภักดียังเยาว์วัย เธอจึงควรสร้างความทรงจำดีๆกับเขาไว้มากๆ เพื่อที่ในอนาคตเขาจักได้เมตตาเธอบ้าง
“ต้มยาแก้ไข แลยาแก้ปวด แล้วก็เอาข้าวห่อ….”
อีกหลายสิ่งที่มะลิษาเอ่ยสั่ง แม้บ่าวในเรือนจะสงสัยในการกระทำของคุณหนูปิ่นมุก แต่ก็มิมีใครกล้าปริปากถามอันใด ด้วยรู้ดีว่าหากขัดใจคุณหนูผู้นี้มิแคล้วคงได้ชิมรสหวาย
มะลิษายืนคิดอยู่พักใหญ่ก่อนวิ่งขึ้นไปยังหอนอนของตนเอง หยิบตลับยาในหีบเล็กหัวเตียงออกมา
ในคราที่เธอตื่นขึ้นมานั้น ผู้ที่บอกว่าตนเองเป็หมอยาได้มอบสิ่งนี้ให้เธอพร้อมกับชี้แจงสรรพคุณยืดยาว เพียงแต่ที่เธอจดจำได้กลับมีเพียง
“นี่เป็ขี้ผึ้งขอรับ ทาเช้าเย็นจักช่วยสมานแผลให้หายไวขึ้น”
เมื่อลงเรือนมานางสร้อยก็หิ้วข้าวของที่เธอสั่งบ่าวให้จัดเตรียมเอาไว้ ก่อนสาวเท้าออกวิ่งไปยังเรือนที่คนเจ็บถูกขังอยู่
“คุณหนูเ้าขา หากเข้าไปแล้วจักออกมาอย่างไร”
“ข้าย่อมมีวิธีการของข้า มาเร็วนั่งลง”
มะลิษาค่อยๆหย่อยตัวลงจากช่องระบายลม ก่อนหน้าที่เธอจักหลุดเข้ามาในนวนิยายนี้ กิจกรรมท้าทายต่างๆล้วนเป็สิ่งที่เธอชื่นชอบ ดังนั้นเพียงปีนช่องระบายอากาศแค่นี้มิใช่เื่ยากอันใด
“เ้าเป็ใคร”
น้ำเสียงอ่อนแรงของเด็กชายที่ร่างชุ่มไปด้วยเือาบกายเอ่ยถาม มะลิษามองภาพตรงหน้าแล้วดวงตาพลันร้อนผ่าว แม้รู้ดีว่ายุคนี้นิยมการลงโทษด้วยการโบย แต่กับเด็กวัยสิบสองปีใยต้องหนักมือถึงเพียงนี้
“ถอดเสื้ออกก่อนเถิดเ้าค่ะ หากเืแห้งแล้วยามถอดจักเจ็บแผล”
มิเพียงเอ่ยบอกแต่มือเล็กยังเข้ามาช่วยเขาถอดเสื้อออกจากกาย
มะลิษากางห่อผ้าออก ก่อนหยิบส่งกระบอกไม้ไผ่ขนาดเล็กสองอันส่งให้คนเจ็บ
“ยาแก้ไข้แลแก้ปวด”
ทัพมองเด็กน้อยตรงหน้าด้วยสายตาหวาดระแวง มะลิษาถอนหายใจยาว ก่อนดึงมือหยาบของเขามาจับกระบอกไม้ไผ่ที่บรรจุยา
“หากข้าคิดร้ายกับท่านคงมิต้องทำให้ตนเองลำบากเพียงนี้”
ทัพมองแววตาใสซื่อของเด็กน้อยตรงหน้าก่อนตัดสินใจดื่มยาทั้งสองกระบอกลงไป
มะลิษาแม้รู้ดีว่าต่อให้ตนเองไม่เข้ามาช่วยเหลือเด็กชายผู้นี้ก็มิตาย อีกทั้งยังเติบใหญ่กินตำแหน่งถึงขั้นออกญา เพียงแต่เื่นี้เธอรู้แต่เขาไม่รู้ ดังนั้นในวันหน้าเขาย่อมต้องจดจำการช่วยเหลือในครั้งนี้ของตน
“หันหลังมาข้าจักทายาให้”
เพราะการช่วยเหลือครั้งนี้ มะลิษามิได้กระทำโดยเปิดเผยดังนั้นจึงมิอาจใช้สมุนไพรทาบนผิวกายเขาได้ หลังจากใช้ผ้าชุบน้ำสะอาดเช็ดาแแล้วจึงทำได้เพียงทาขี้ผึ้งสมานแผลให้เขา
“ข้าพันแผลให้ท่านมิได้ มิเช่นนั้นจักถูกจับได้ ดังนั้นใช้ผ้าแพรผืนนี้ห่มกายเอาไว้ หากมีผู้อื่นมาก็เอาซ่อนเสีย อาหารพวกนี้ด้วย”
“้าอะไร”
ทัพจ้องมองเด็กน้อยตรงหน้าด้วยความสงสัย มะลิษาเม้นริมฝีปากแน่น เธอมัวแต่เร่งรีบในการเตรียมข้าวของพวกนี้จนลืมไปว่า คนตรงหน้าถูกวางนิสัยให้เป็คนขี้ระแวงและมิเคยไว้ใจผู้ใด ยามนี้ในหัวจึงคิดเหตุผลมากมายมาตอบเขา
“สงสารหรือ”
น้ำเสียงคล้ายเย้ยหยัน แลแววตาเศร้าหมองนั้นแม้เพียงพริบตาแต่กลับทำให้มะลิษารู้สึกสงสารเขาเข้ามาจับใจ
“อยากมีเพื่อน”
แม้ดูเป็เหตุผลที่ไม่น่าเชื่อถือ แต่ในตอนนี้มะลิษาอยู่ในร่างของเด็กวัยสิบขวบ เื่บางอย่างจะไร้เหตุผลคงมิเป็ไร
“เพื่อน…”
“เ้าค่ะ คุณพี่ทัพเป็เพื่อนกับข้าได้ไหมเ้าคะ”
คุณพี่ทัพ แม้มะลิษาจะเอ่ยออกไปโดยไม่คิดอะไร หากแต่กับเด็กชายตรงหน้ากลับเป็คำพูดที่ฝังลึกลงในจิตใจของเขา และนี่เป็จุดเปลี่ยนแรกในนวนิยายที่มะลิษาเผลอกระทำโดยไม่รู้ตัว
มะลิษามองใบหน้าคมเข้มที่พยักหน้าลงแล้วยิ้มกว้าง เธออยู่คุยกับเขาอีกชั่วครู่ก็ปีนป่ายเชือกที่ห้อยเอาไว้จากช่องระบายอากาศจากไป
ทัพมองความซุกซนของเด็กหญิงตรงหน้าแล้วเผลอยิ้มออกมาอย่างไม่รู้ตัว ยิ้ม!!ดูเหมือนหลายปีมานี้เขาจะลืมคำคำนี้ไปแล้ว
ผ่านไปเจ็ดวันาแที่แผ่นหลังของทัพจึงหายเป็ปกติ มะลิษายิ้มกว้างอย่างยินดี ขณะที่ทัพมองรอยยิ้มสดใสนั้นด้วยหัวใจที่อิ่มเอม
เจ็ดวันมานี้คุณหญิงกรันเกราให้คนส่งอาหารให้เขาเพียงหนึ่งมื้อต่อวันแลน้ำอีกหนึ่งขัน ความโหดร้ายเช่นนี้เขาเผชิญมามิใช่ครั้งแรก แต่แม้มิตายก็ทรมานมิน้อยทีเดียว
ที่ผ่านมาเขาต้องทรมานด้วยพิษไข้แลเ็ป อีกทั้งร่างกายก็หิวโหย ทุกคราต้องใช้เวลาถึงสามเดือนจึงกลับมาเป็ปกติ เพียงแต่ครานี้เพราะเด็กหญิงตรงหน้าความทรมานที่เขาควรได้พบเจอจึงกลับกลายเป็ความสุขแทน
“คุณพี่ทัพหายดีแล้วต่อไปข้าก็มิต้องปีนเข้าหาคุณพี่แล้ว”
ทัพเผลอหัวเราะในลำคอเมื่อได้ยินคำว่าปีนเข้าหาออกมาจากปากเด็กหญิงตรงหน้า แน่นอนว่าหากอีกหลายปีข้างหน้านางกล่าวเช่นนี้ออกมาย่อมต้องถูกบิดามารดานางลงโทษมิน้อย
“เ้าเป็หญิงจักปีนเข้าหาบุรุษได้อย่างไร”
มะลิษายิ้มกว้าง เมื่อครู่หลงลืมตัวจึงเอ่ยวาจาที่มิควรเอ่ยออกไป หากแต่แล้วอย่างไรตอนนี้เธอเป็เพียงเด็กน้อยสิบขวบปีเท่านั้น
“มิใช่ว่าที่ผ่านมาข้าก็ปีนเข้าหาคุณพี่ทัพมาโดยตลอดหรือ”
“ข้าเป็คุณพี่ของเ้าย่อมยกเว้นได้ แต่กับผู้อื่นมิได้”
มะลิษายิ้มแห้งให้เขา เหตุผลเช่นนี้ก็ได้หรือ แต่เอาเถิดเขาถูกกำหนดให้เป็ตัวร้าย นิสัยต่างๆย่อมมิอาจใช้ตรรกะของผู้เป็พระเอกได้
“เ้าค่ะ!! คุณพี่ทัพเป็คุณพี่ของข้า เป็ผู้เดียวที่ข้าปีนเข้าหาได้”
ทัพหลบสายตาสดใสของเด็กหญิงตรงหน้า ใบหน้าของเขาแดงก่ำ หัวใจสั่นไหวอย่างไม่เคยเป็
“จำคำของเ้าให้ดี”
....................................................................