4.
เขาเดินลอดรั้วมาส่งฉันที่บ้านแล้วกลับไป พ่อยังไม่กลับจากที่ทำงาน ฉันเปลี่ยนเสื้อผ้า เพื่อเข้าครัวทำอาหารง่ายๆ สองอย่างไว้รอพ่อ พออาหารตั้งโต๊ะเสร็จพ่อก็กลับมาพอดี เรานั่งทานอาหารสักพัก ก็ได้ยินวิทยุสื่อสารของพ่อดังขึ้น ฉันกับพ่อหยุดรับประทานอาหารรอฟังเสียงรายงานในวิทยุสื่อสารอย่างตั้งใจ
“ แจ้งเหตุ ว.40 ( มีอุบัติเหตุ /เกิดอุบัติเหตุ ) ขณะนี้เกิดเหตุรถเมล์พลิกคว่ำบริเวณถนนสี่แยก xxx เ้าหน้าที่กู้ภัยผู้ใดอยู่ใกล้จุดเกิดเหตุมากที่สุดให้ไปที่จุดเกิดเหตุด่วน มีผู้ได้รับาเ็หลายคน ”
“ ย้ำ...แจ้งเหตุ ว.40 (มีอุบัติเหตุ /เกิดอุบัติเหตุ) ขณะนี้เกิดเหตุรถเมล์พลิกคว่ำบริเวณถนนสี่แยก xxx เ้าหน้าที่กู้ภัยผู้ใดอยู่ใกล้จุดเกิดเหตุมากที่สุดให้ไปที่จุดเกิดเหตุด่วนมีผู้ได้รับาเ็หลายท่าน”
ฉันะโขึ้นห้อง ไปใส่เสื้อของมูลนิธิกู้ภัยอย่างรู้งาน รวบผมเพื่อใส่หมวกทับอย่างเร็ว...มองนาฟิกาข้างฝามันบอกเวลา17.10 น.ฉันรีบลงมาหาพ่อที่สตาร์ทรถรอฉันอยู่แล้ว กับข้าวกับปลายังไม่ต้องเก็บการช่วยเหลือคนสำคัญกว่าสิ่งอื่นใด อุบัติเหตุที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ใกล้เรามากที่สุด
พ่อเปิดไซเรนและไฟขอทางเพื่ออยากไปให้ถึงจุดเกิดเหตุ ให้เร็วที่สุด แต่ท่านไม่ได้ขับรถเร็วเพราะการจะช่วยเหลือผู้อื่นได้ เราจะต้องปลอดภัยเสียก่อน ถ้าขับรถเร็วและประมาทเรานี่แหละ จะเป็ฝ่ายที่ให้กู้ภัยด้วยกัน มาช่วยเหลือกันเอง
ฉันและพ่อไปถึงจุดเกิดเหตุเป็คันที่สองใครกันนะมาถึงก่อนเราอีก ฉันรีบเปิดประตูลงจากรถทันที มองไปที่รถเมล์สีเขียวสี่ล้อที่ประสบเหตุ สภาพรถ ตะแคงข้างอยู่ ทางด้านที่เป็ประตูอยู่ด้านล่าง การช่วยเหลือครั้งนี้คงต้องทุบกระจกหน้ารถและอาจต้องใช้เครื่องตัดถ่าง เพราะที่เห็น ตัวรถที่เกิดเหตุผิดรูปอาจจะมีส่วนใดส่วนหนึ่งกดทับผู้ที่อยู่ภายในรถ
ภายในรถ มีเสียงร้องขอความช่วยเหลือกันเซ็งแซ่ถ้าเดาไม่ผิด คนขับต้องขับรถเร็วและประมาทอย่างแน่นอนเพราะฉันเคยนั่งรถเมล์แบบนี้มาบ้าง ส่วนใหญ่จะคึกคะนองขับฉวัดเฉวียนไปมาั้แ่นั้นฉันตั้งปฏิญาณว่า จะไม่นั่งรถเมล์แบบนี้อีกแล้ว บอกตรงๆ ว่าเข็ด
พ่อหยิบกรวยไปวางกั้นจุดเกิดเหตุฉันหยิบไฟฉายที่เตรียมมาด้วย เปิดส่องให้กู้ภัยที่คนหนึ่งที่มาถึงที่นี่ก่อนเรา เขากำลังงัดขอบยางของกระจกรถออก
เอพริล...เขาคือคนที่มาถึงจุดเกิดเหตุก่อนเรา
“ เอพริล นายงัดกระจกให้มันเร็วกว่านี้ได้ไหม...”
ฉันเร่งเขา เขาหันมาตามเสียงเร่งชะงักนิดหนึ่งที่เห็นว่าเป็ฉัน ฉันงัดมีดที่พกมาด้วย ช่วยเขางัดขอบยางกระจกด้วยอีกคนเพราะมีคนช่วยส่องไฟให้ ทีมกู้ภัย พากันทยอยมาบ้างแล้ว
บ้างคนกำลังใช้เครื่องตัดถ่างเพื่อความรวดเร็วเหลือแต่รถพยาบาลที่ยังมาไม่ถึง และรถตำรวจที่เพิ่งมาถึงจุดเกิดเหตุพอดี เราถอดกระจกออกได้ก็มีกู้ภัยคนอื่น ที่อยู่หน่วยเดียวกับเรา เข้ามาช่วย
“ ใจเย็นๆ ครับ ข้างในเป็อย่างไรบ้างครับ ช่วยแจ้งให้เราทราบด้วยครับอย่าเพิ่งแย่งกันออกมา เราจะช่วยพวกคุณทุกคนแต่ใครที่าเ็เพียงเล็กน้อย ที่สามารถออกมาได้ก่อนออกมาเลยครับ ”
พ่อะโพูดให้คนในรถสงบสติอารมณ์ เพราะถ้าแย่งกันออกมาเมื่อไหร่ อาจจะเหยียบโดนคนที่ได้รับาเ็สาหัสถึงตายได้
“ มีคนาเ็อยู่หลายคนครับบางคนก็เงียบไป ในนี้มีคนประมาณสิบสองคนครับ”
เสียงของคนในรถ ที่เกิดเหตุะโกลับมา
“ งั้นคนที่สามารถออกมาได้ ค่อยๆ ออกมาทีละคนนะครับ ”
ฉันกับเอพริลยืนมองหน้ากันก่อนที่จะช่วยกันพยุงคนที่ได้รับาเ็เล็กน้อย ออกมาตรงจุดที่มีกู้ชีพรอปฐมพยาบาลเบื้องต้นอยู่ กู้ภัยคนอื่นๆ ก็ช่วยกันในทางด้านจราจร คือ โบกรถบ้าง และทุกคนต้องใส่เสื้อสะท้อนแสงในเวลากลางคืนแบบนี้ รถที่วิ่งสวนไปมาอาจมองไม่เห็นเรา
ฉันมองเข้าไปในรถเห็นคนที่ได้รับาเ็สาหัสนอนร้องด้วยความเ็ปได้กลิ่นคาวของเืลอยมาปะทะจมูก ที่เห็นนอนนิ่งอาจตายแล้วก็ได้
“ ไอ้หนูถอยออกไปก่อน หลีกทางให้ตำรวจด้วย...เกะกะชะมัด ”
เสียงชนฉันดังพลั๊ก!!!ไม่มีคำว่าขอโทษแถมประโยคหลัง กล่าวคำที่แสนจะหยาบคายออกมาด้วย เขาคงคิดว่าฉันเป็เด็กผู้ชาย
“ ฉันกำลังช่วยเหลือผู้าเ็อยู่ ไม่รู้หรือไง นายนั่นแหละ ที่เกะกะ แถมยังมาช้ากว่าคนอื่นเขาอีก ”
ฉันหันไปพ่นไฟใส่บ้างคิดว่ากลัวหรือไง ไอ้.....
เฮ้ย!!!นี่มันออกัส...แต่เขาไม่รู้หรอกว่าเป็ฉัน
“ ไอ้หนู...กล้าดียังไง ถึงมาด่าผู้พิทักษ์สันติราษฎร์อย่างฉันฮึ...แกแน่หรือไงวะอยู่สังกัดไหนนี่ ”
เขาพ่นน้ำมัน มาใส่ฉันอีกแถมผลักไหล่ฉันด้วย จนเซเพราะไม่ทันได้ตั้งตัว ไฟอย่างฉันหรือจะยอม…ะเิสิ..โมโหแล้วนะเว้ย!!!
“ ผลั๊ก!!! ”เสียงนี้คือสียงที่ฉันตะบันหน้าออกัส ด้วยมือซ้าย
“ โอ๊ย!!! ” เสียงนี้คือเสียงร้องของเขา
“ โอ๊ย!!!เสียงนี้ คือเสียงของฉันเองเจ็บมือชะมัด คนอะไร นั่นหน้า หรือกระดูกกันแน่ ฉันต้องสะบัดมือตัวเองเพราะเจ็บที่ไปต่อยเขาเข้า
“ เฮ้ย!!! ”ส่วนเสียเฮ้ย!!สุดท้ายที่ตามมาคือเสียงของ เอพริล
ทุกคนพากันตกตะลึง ที่กู้ภัยอย่างฉัน ตะบันหน้าผู้หมวดสุดหล่อเข้าเต็มรัก ฉันถอดหมวกออก แล้วปามันทิ้งลงไปที่พื้นด้วยความโมโหอยู่กับนายนี่ทีไร นางฟ้าอย่างฉัน ต้องกลายเป็แม่มดทุกที...ให้ตายเถอะ!
“ แฟรี่...โธ่โว๊ย!!! ”
ออกัสอุทานขึ้นมา มองฉันอย่างคาดไม่ถึง เขาคงอายคนรอบข้างรวมไปถึงลูกน้องของเขาด้วย ที่กำลังมองเราอยู่ แต่เขาไม่กล้ากับฉันเพราะฉันเป็ผู้หญิง ได้แต่เอามือลูบที่มุมปากตัวเองแรงๆ
“ ใช่ฉันเอง..ตอนนี้ฉันไม่มีอารมณ์จะไปต่อปากต่อคำกับนายหรอก มีปัญหาอะไร เราไปเจอกันที่บ้าน..เข้าใจ๋ ”
พูดจบฉันหันไปพยักหน้ากับเอพริลเราต้องช่วยเหลือผู้าเ็ เื่นี้คือสิ่งที่สำคัญที่สุดอ้าว...แล้วหมวกฉันอยู่ไหนล่ะนี่
ผู้ที่ได้รับาเ็เล็กน้อยไม่มีอะไรแตกหักพ่อรีบนำพวกเขาส่งโรงพยาบาลแล้ว ฉันเห็นมีคนเสียชีวิตนอนอยู่สองคน ฉันคงช่วยอะไรพวกเขาไม่ได้แล้วสินะ
ฉันเดินไปที่จุดที่เขาเอาผู้ที่ได้าเ็สาหัส มานอนรอรถพยาบาล ผู้าเ็สาหัส มีอยู่สองคนเป็ผู้ชายหนึ่งคนหญิงหนึ่งคน นอนหายใจรวยริน เขาคงเจ็บจากแรงกระแทก ฉันนั่งลงข้างๆโดยไม่เห็นว่ามีใครอยู่ข้างหลัง เพราะใจอยากช่วยผู้ที่ได้รับาเ็ตรงหน้าเท่านั้น
“ เจ็บมากใช่ไหม ให้แฟร์ช่วยนะ ”
ฉันค่อยๆ วางมือขวาของตัวเองไปที่ บริเวณหัวไหล่ของเขาและของเธอ เขาและเธอลืมตาขึ้นหันมามองหน้าฉันพร้อมกันอย่างงงๆ
“ ถ้าพี่ๆ หายจากการาเ็ครั้งนี้แล้ว พี่ๆ ต้องทำแต่ความดีกันนะ ทำบุญมากๆบุญจะช่วยให้ชีวิตของพี่ไม่ต้องเจอกับสิ่งเหล่านี้ ”
ทั้งสองคนพยักหน้าพร้อมกัน ลุกขึ้นนั่งได้ตามปกติ อย่างงงๆ
“ พี่คะพาสองคนนี่ไปโรงพยาบาลด่วนเลยค่ะ ”
ฉันหันไปเรียกกู้ภัยคนอื่นๆ ให้มารับงานนี้แทนแต่สายตา ดันเหลือบไปเห็นเอพริล มองฉันอยู่ เขาทำหน้าประหลาดใจ หรือเมื่อกี้เขาเห็น...ไม่หรอกน่า ถ้าไม่ขนาดจ้องมองฉัน ทุกอิริยาบถ ก็คงไม่รู้หรอก
“ ช่วยลุงด้วย...ลุงยังไม่ตาย ลุงยังตายไม่ได้..ลุงมีเมียและลูกที่เป็อัมพาตต้องคอยดูแล...ถ้าลุงตายใครจะดูแลพวกเขาได้โปรดช่วยลุงด้วยนะ...ลุงสัญญาว่าจะทำแต่ความดี”
ฉันขยี้ตาตัวเองอีกครั้ง ฉันตาฝาดใช่ไหมทำไมฉันมองเห็นคนสองคน ที่หน้าตาเหมือนกัน แต่อีกคนหนึ่งยืน อีกคนหนึ่งนอนหลับตาเืท่วมตัวหมดลมหายใจไปแล้ว อย่าบอกนะ ว่าตอนนี้ ฉันสามารถเห็นิญญาได้ด้วย ลุงที่ยืนเขากำลังขอร้องฉัน
“ ถ้าแฟร์ช่วยได้ แฟร์จะพยายามนะ ”
ฉันตอบลุงไปแบบนั้น
“ เอพริลช่วยปั้มหัวใจลุงหน่อยเร็วๆ เข้า ลุงเขายังไม่ตาย ”
ฉันหันไปสั่งเอพริล เขารีบปั้มหัวใจลุงทันทีฉันไปนั่งข้างๆ ลุงเพื่อเตรียมความพร้อมของตัวเอง
“ แฟร์!!!ลุงแกมาแล้วจริงๆ..ลุงแกหายใจแล้ว”
เขาพูดขึ้นมาอย่างดีใจเอามือจับชีพจรของลุง เพื่อดูการเต้นของหัวใจ ฉันรีบวางฝ่ามือของตัวเองไปที่หัวไหล่ของลุง หลับตาและรีบอธิฐานจิต เพื่อให้แกไม่เ็ปจากาแฉกรรจ์นั่น
ลุงค่อยๆ ลืมตาแต่แกคงลุกไม่ได้ อาจกระดูกหักบริเวณไหนฉันไม่รู้ได้ เอพริลเดินไปเรียกรถพยาบาล ให้มารับลุงไปทันทีก่อนมองฉันด้วยสายตาที่อยากรู้ ถ้าเขาไม่ถามฉันก็จะไม่บอกล่ะเพราะหลวงตาบอกว่าให้ใครรู้มากไม่ได้ ฉันอาจเดือดร้อน
“ หนูเอ๊ย...ลุงขอบใจเอ็งมากนะ ”
ลุงหันมาขอบคุณฉันเบาๆฉันจับมือแกไว้ยิ้มให้กำลังใจ
“ ลุงไม่ต้องห่วงนะ...แฟร์จะให้เ้าหน้าที่ดูแลป้ากับลูกลุงให้จนกว่าลุงจะหายดีนะ ”
“ ขอบใจๆ...น้ำใจหนูประเสริฐนัก ”
“ แต่ลุงอย่าลืมที่รับปากไว้กับแฟร์นะ ”
ฉันย้ำคำสัญญา ลุงพยักหน้ารับรู้
หลังจากตำรวจเคลียร์พื้นที่เสร็จแล้วบรรดาไทยมุงก็เริ่มหายไป แต่พ่อยังไม่กลับมา ฉันมองไปที่ตำรวจกลุ่มนั้นเห็นออกัสยืนมองฉันอยู่ ฉันสะบัดหน้าใส่ จนผมตัวเองกระจาย ...เฮ๊ย!!!แล้วหมวกฉันล่ะ ทิ้งไว้ที่ไหนเนี่ย...
“ แฟร์เรากลับบ้านกันเถอะ ดึกแล้ว พรุ่งนี้ต้องไปเรียนด้วยนะ ”
เอพริลชวนฉันกลับกับเขาจะไปกับเขาดี หรือจะรอพ่อดีนะ
“ ขอฉันโทรบอกพ่อก่อน ”
ฉันควักโทรศัพท์โทรออกหาพ่อทันที บอกท่านว่า จะกลับกับเอพริล ท่านจะได้ไม่เป็ห่วง
“ เหนื่อยไหม ”
เอพริลหันมาถามฉันขณะที่เรานั่งรถกลับบ้านด้วยกัน
“ ไม่เหนื่อยหรอกเวลาที่ฉันช่วยคนได้ ฉันจะไม่รู้สึกเหนื่อย แต่หิว ก่อนมานี่กำลังนั่งกินข้าวกับพ่ออยู่พอดี..”
“ งั้นแวะกินข้าวต้มร้อนๆ หน่อยดีกว่านะ ฉันยังไม่ได้กินอะไรมาเลย ”
“ ดีเหมือนกัน ”
ฉันเห็นด้วย
เขาพาแวะกินข้าวต้มที่ร้านอาหารข้างทาง เขาคงหิวนะ เห็นสั่งกับข้าวมาตั้งหลายอย่างของโปรดฉันทั้งนั้นเลยด้วย ฉันกินไปไม่มากเพราะข้าวต้มน้ำค่อนข้างเยอะ อิ่มน้ำมากกว่า
“ เอ้า...ทำไมกินน้อยจัง ของโปรดเธอทั้งนั้นเลยนะ...หรือไม่อร่อย ”
เขาทัก..เมื่อเห็นฉันวางช้อนแล้วเขารู้ได้ไงว่ากับข้าวพวกนี้ คือของโปรดของฉัน เรายังไม่เคยนั่งทานอาหารด้วยกันเลยสักมื้อ
“ นายรู้ได้ไงว่ากับข้าวพวกนี้ คือของโปรดฉัน ”
ฉันมองหน้าเขาแปลกใจเขาอึ้งๆ ที่ฉันถามเขาแบบนั้น
“ไม่รู้สิ...ความรู้สึกมันบอก..ว่าให้สั่งมาแบบนี้..ฉันก็ไม่รู้เหมือนกัน ”
เขาตอบแค่นั้น แล้วก้มลงไปทานอาหารต่อ
ฉันไม่ถามเขาอีกเพราะเครื่องหมายคำถาม มันมาอยู่ที่หัวของฉันอีกอัน....ต่อไปคงรู้เองได้ล่ะมั้ง....
เขาแวะจอดให้ฉันลงที่หน้าบ้านฉันหันไปขอบคุณเขาเบาๆ เขาหันมาพูดกับฉัน ก่อนที่ฉันจะเปิดประตูรถลงไป
“เธอมีอะไรจะบอกฉันหรือเปล่า ”
ฉันส่ายหน้าขมวดคิ้ว กับคำพูดของเขา เพราะไม่คิดจะบอกอะไร กับเขาทั้งนั้นแหละถ้าเขาไม่ถามแบบเจาะประเด็น
ก่อนนอนฉันนั่งสมาธิเหมือนเดิมปล่อยวาง ทำจิตใจให้ว่างเปล่า วันนี้ฉันสามารถช่วยคนได้อีกหลายคนทุกคนล้วนรับปากว่าจะทำแต่ความดี ฉันรู้สึกอิ่มใจเหลือเกิน
“ เ้าทำดีแล้วแฟรี่ ”
เสียงทรงพลังดังแว่วขึ้นข้างๆหู ทำให้ฉันตื่นจากสมาธิ ต้องหันไปมองรอบๆ ห้อง เสียงที่ได้ยินชัดเจนมากขึ้น ใครกันนะ ที่พูดกับฉันแบบนี้ฉันแน่ใจว่าตัวเองหูไม่ได้ฝาด วันนี้เป็วันแรกที่ฉันเห็นิญญาได้และก็เป็วันแรก ที่ได้ยินเสียงที่พูดด้วย ชัดเจนกว่าครั้งไหนๆ นี่กำลังเกิดอะไรขึ้นกับฉันกันแน่ แต่ยังไง ก็ขอให้สิ่งที่เกิดขึ้นกับฉัน เป็สิ่งที่ดีๆด้วยเถอะ...