"การจะลบล้างความหวาดระแวงของฮ่องเต้ ความจริงแล้วเป็เื่ง่ายมาก ตามความเห็นของเจาเจา การเกี่ยวดองกันระหว่างสกุลสวี่และสกุลอู๋ ฮ่องเต้ทรงหวาดกลัวสิ่งใดมากที่สุด" เจิ้นกั๋วกงคล้ายตั้งใจจะสอนนางให้มากขึ้นอีกสักหน่อย จึงเอ่ยถามอย่างชี้แนะ
สวี่ิอี้ลดเสียงเบาลงเล็กน้อย "ย่อมเกรงว่าหากกำลังทหารของสกุลสวี่และสกุลอู๋รวมเป็หนึ่งเดียว จะทำให้แคว้นต้าชิ่งเกิดการผลัดแผ่นดินเ้าค่ะ"
นางย่อมรู้ดีว่าจวนเจิ้นกั๋วกงจงรักภักดีไม่เป็สองรองใคร แต่ฮ่องเต้จะทรงเชื่อหรือ
"เช่นนั้นหากปู่ยอมส่งมอบอำนาจทหารออกไปเอง ฮ่องเต้ยังจะทรงหวาดระแวงในเื่นี้อยู่อีกหรือไม่" เจิ้นกั๋วกงลูบเครา สีหน้าเป็ปกติราวกับกำลังพูดถึงเื่ที่ไม่สลักสำคัญอะไร
ทว่าประโยคนี้กลับราวกับสายฟ้าฟาดเปรี้ยงลงกลางใจสวี่ิอี้
ส่งมอบอำนาจทหาร?!
"ท่านปู่คิดจะนำอำนาจทหารไปเป็ข้อแลกเปลี่ยน เพื่อให้ฮ่องเต้พระราชทานสมรสให้ข้าหรือเ้าคะ" สวี่ิอี้มองชายชราข้างกายด้วยความรู้สึกไม่อยากเชื่ออย่างถึงที่สุด
เจิ้นกั๋วกงส่ายหน้า แววตาเปี่ยมด้วยความเมตตาอ่อนโยน "จะเรียกว่าเป็ข้อแลกเปลี่ยนก็ไม่ถูกเสียทีเดียว เื่นี้ปู่เองก็ครุ่นคิดมาเนิ่นนานแล้ว จวนเจิ้นกั๋วกงของเราเทียบไม่ได้กับรากฐานอันลึกซึ้งของตระกูลร้อยปีอย่างสกุลอู๋ การกุมอำนาจทหารไว้ในมือเนิ่นนานเกินไป บางทีอาจไม่ใช่เื่ดีอะไร"
ความคิดนี้แม้แต่กับบรรดาลูกชายเขาก็ไม่เคยปริปากบอก ทว่าคืนนี้กลับนำมาพูดให้หลานสาวฟัง
"ท่านปู่ทำเพื่อข้า!"
เสียงของสวี่ิอี้อู้อี้อย่างยิ่ง หยาดน้ำตาเอ่อล้นคลอเบ้าในชั่วพริบตา
หากไม่ใช่เพื่อการแต่งงานของนาง ท่านปู่คงไม่เลือกส่งมอบอำนาจทหารในเวลานี้แน่!
หากบอกว่าก่อนหน้านี้เป็เพียงการครุ่นคิด เช่นนั้นก็คงเป็เพราะนาง เขาถึงได้ตัดสินใจอย่างเด็ดขาด—
นางไม่อาจทนกลั้นไว้ได้อีกต่อไป ซบศีรษะลงบนไหล่อันกว้างขวางของชายชราดังเดิม ยื่นมือออกไปสวมกอดเขาไว้ น้ำตาหลั่งไหลเงียบ ๆ ทว่ากลับพรั่งพรูไม่ขาดสาย
เวลานี้นางได้รู้เสียที ว่าชาติก่อนเหตุใดฮ่องเต้ถึงยอมตกลงพระราชทานสมรสให้!
...นางเพิ่งจะได้รู้เอาป่านนี้เอง!
"เด็กโง่ เ้าร้องไห้ทำไมกัน..." เจิ้นกั๋วกงตบแผ่นหลังที่สั่นเทาของนางอย่างลนลานอยู่บ้าง "ทำเช่นนี้แล้วมีอะไรไม่ดีกัน ปู่อายุมากแล้ว เดิมทีก็ถึงเวลาควรเกษียณตัวเองเสียที คนเรามีชีวิตอยู่บนโลก ล้วนหลีกหนีไม่พ้นต้องตัดสินใจเลือก ทำเช่นนี้แล้วจวนเจิ้นกั๋วกงของเราก็จะได้สงบร่มเย็นอย่างแท้จริงเสียที..."
น้ำตาของสวี่ิอี้ยิ่งไหลพรากหนักกว่าเดิม
ที่แท้ท่านปู่คอยระแวดระวังและไม่สบายใจมาตลอด เวลาต้องตัดสินใจก็ทำอย่างเด็ดขาดยิ่งนัก ทว่าการตัดสินใจครั้งนี้กลับไม่อาจปกป้องจวนเจิ้นกั๋วกงไว้ได้อย่างที่เขาคิด...
คนเรามีชีวิตอยู่ เมื่อเจอเื่ที่ต้องเลือก ทำได้เพียงพยายามไตร่ตรองให้ถี่ถ้วน ทว่าไม่มีทางล่วงรู้ผลลัพธ์หลังจากตัดสินใจเลือกไปแล้วได้เลย
หากไม่ใช่เพราะนางได้กลับมามีชีวิตใหม่อีกครั้ง เกรงว่าคงรู้สึกเหมือนกันว่าการตัดสินใจของท่านปู่นั้นชาญฉลาดและเด็ดขาด— ถึงอย่างไรในหน้าประวัติศาสตร์ ขุนนางกุมอำนาจหรืออ๋องหัวเมืองที่ 'ไม่รู้จักถอย' จนนำภัยมาสู่ตัว ก็มีให้เห็นอยู่ดาษดื่น
ทว่าสิ่งที่เรียกว่า 'ชาญฉลาด' เ่าั้ ก็ต้องขึ้นอยู่กับสถานการณ์และบุคคลด้วย
เมื่อใดที่ตัดสินใจผิดพลาด ย่อมเท่ากับตกลงสู่ห้วงหายนะชั่วนิรันดร์
"ท่านปู่ อำนาจทหารจะส่งมอบไม่ได้เด็ดขาดเ้าค่ะ"
สวี่ิอี้กลั้นน้ำตาที่เหลือเอาไว้ เงยหน้าขึ้นมองเจิ้นกั๋วกง "เหล่าทหารหาญใต้บังคับบัญชาของท่าน แทบทั้งหมดล้วนเป็คนเก่าแก่ที่ติดตามร่วมเป็ร่วมตายอยู่เคียงข้างท่านมาั้แ่ต้น! กองทัพสกุลสวี่ไม่ได้เกิดจากการที่ราชสำนักส่งมอบตราอาญาสิทธิ์ให้มาอยู่ในมือท่าน แต่เป็ท่านที่บุกบั่นฝ่าฟันอุปสรรค รวบรวมกำลังพล อาศัยบารมีอันน่าเกรงขามค่อย ๆ สร้างมันขึ้นมา! ก่อนที่อดีตฮ่องเต้จะขึ้นครองราชย์ ก็มีกองทัพสกุลสวี่อยู่ก่อนแล้ว! นั่นคือทหารของสกุลสวี่เรา อาศัยอะไรต้องส่งมอบให้ผู้อื่นด้วย"
นางรู้ดีว่า คำพูดนี้นับว่าทรยศต่อแผ่นดิน มีความผิดร้ายแรงถึงขั้นปะาเก้าชั่วโคตร
แต่นางเคยประจักษ์แก่ตาตนเองมาแล้ว ว่าเสือที่ยอมหักกรงเล็บแหลมคมของตนเพื่อแสดงความจงรักภักดี ท้ายที่สุดก็ยังถูกขังไว้ในกรงและถูกปะาอย่างน่าอนาถ!
เสือไร้กรงเล็บ ในสายตาของคนบางคนไม่ได้เป็ตัวแทนของความจงรักภักดี ทว่ากลับหมายถึงเวลาลงมือจะได้ไม่ต้องหวาดกลัวว่าจะถูกกรงเล็บนั้นทำร้ายอีกต่อไป— ดังนั้น หลังจากท่านปู่ส่งมอบอำนาจทหารไปได้เพียงหนึ่งปี สกุลสวี่ก็ถูกตัดสินปะาล้างตระกูล
เจิ้นกั๋วกงฟังแล้วสีหน้าก็แปรเปลี่ยนไปมา
"เจาเจา คำพูดบางคำพูดส่งเดชไม่ได้เด็ดขาด..."
อะไรคืออำนาจทหารเป็ของสกุลสวี่ไม่ใช่ของราชสำนัก— คำพูดพรรค์นี้รู้อยู่แก่ใจก็พอแล้ว ขืนพูดออกมาย่อมเป็การรนหาที่ตายชัด ๆ!
ยิ่งไปกว่านั้น ใต้หล้านี้มีที่ใดบ้างไม่ใช่แผ่นดินของกษัตริย์ จะมีสิ่งใดตกเป็ของตนเองไปได้ตลอดกาล
ต่อให้เป็ของตนเอง แล้วจะมีปัญญากุมไว้ในมือได้เนิ่นนานหรือ
มันหนักเกินไป สักวันหนึ่งย่อมต้องมีวันที่กุมเอาไว้ไม่อยู่
เจิ้นกั๋วกงทอดถอนใจอย่างหนักหน่วง
"ท่านปู่ ข้าทราบว่าท่านมีเื่ที่ต้องไตร่ตรองในส่วนของท่าน"
สวี่ิอี้พยายามทำให้น้ำเสียงของตนฟังดูสงบและมีเหตุผลที่สุด "แต่ท่านปู่เคยคิดบ้างหรือไม่ ว่าต้องเหลือทางถอยให้ตัวเองด้วย ส่วนเื่สกุลอู๋ หลานไม่มีทางแต่งให้เด็ดขาดเ้าค่ะ"
หากทำเช่นนั้น มีแต่จะทำให้ทั้งสองตระกูลยิ่งเป็ที่จับตามอง
เพราะความแตกต่างของกองทัพสกุลสวี่ ประกอบกับแคว้นต้าชิ่งในเวลานี้กำลังเผชิญทั้งศึกในภัยนอก ราชสำนักจึงยังไม่กล้าเอ่ยปาก 'เรียกคืน' อำนาจทหารของท่านปู่เสียที
และประสบการณ์จากชาติก่อนบอกนางว่า ในสายตาของคนบางคน สิ่งที่ผิดไม่ใช่การกระทำของท่านปู่— ต่อให้ท่านปู่จะทำอย่างไร ก็ล้วนเป็ความผิดทั้งสิ้น เพราะตัวเขา จวนเจิ้นกั๋วกง และกองทัพสกุลสวี่ เดิมทีก็ถือเป็ความ 'ผิด' อยู่แล้ว
ในเมื่อไม่ว่าจะเลือกทางไหนก็มีจุดจบแบบเดียวกัน มิสู้เตรียมใจรับมือกับสถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุด และเก็บรักษากำลังรบไว้เพื่อสู้ตายสักตั้ง
"แต่คำทำนายของท่านเหยา..."
"ท่านปู่ ข้ากลัวตายก็จริงเ้าค่ะ" สวี่ิอี้มองเขาด้วยขอบตาแดงระเรื่อ "แต่ที่กลัวยิ่งกว่าคือการตายอย่างโดดเดี่ยว"
เจิ้นกั๋วกงมองหลานสาวด้วยความตกตะลึง
...นี่หมายความว่าอย่างไร?
สวี่ิอี้พูดจบก็รู้สึกว่าประโยคนี้คล้ายมีความหมายแฝง ฟังดูราวกับว่าต่อให้นางต้องตายก็ต้องลากคนอื่นไปตายเป็เพื่อนด้วยอย่างนั้นแหละ...
"ที่ข้าพูดไป ท่านปู่อย่าเพิ่งโกรธนะเ้าคะ หลานเห็นว่าด้วยสถานการณ์ในตอนนี้ สิ่งที่ท่านเหยาทำนายออกมาอาจจะไม่ใช่เคราะห์กรรมของหลานเพียงคนเดียว หากหลานแต่งงานออกไปแล้วรอดพ้นเคราะห์กรรมครั้งนี้ แต่พอถึงตอนนั้นจวนเจิ้นกั๋วกงกลับเกิดเื่ขึ้นมา จะทำอย่างไรเล่าเ้าคะ"
เวลานี้นางต้องพูดให้ตรงไปตรงมาและดูร้ายแรงยิ่งขึ้น ถึงจะทำให้ท่านปู่เพิ่มความระแวดระวัง และเปลี่ยนการตัดสินใจของเขาได้
อย่างน้อยเขาก็จะได้ไตร่ตรองให้รอบคอบยิ่งขึ้น
"นี่..." สีหน้าเจิ้นกั๋วกงแปรเปลี่ยนไปหลายตลบ จากตอนแรกที่คิดว่าคำพูดไร้การยั้งคิดของเด็กนั้นดูน่าขันอยู่บ้าง กระทั่งสีหน้าค่อย ๆ กลายเป็เคร่งเครียด
"ยิ่งไปกว่านั้น เื่แต่งงานแก้เคล็ดเดิมทีก็เป็ไปไม่ได้อยู่แล้ว หลิ่วอี๋ถูกคนของทางการพาตัวไปแล้ว อย่างช้าที่สุดพรุ่งนี้ เื่ที่นางวางยาพิษข้าย่อมแพร่สะพัดไปทั่วเมืองหลวง"
"ทำไมถึงขั้นต้องแจ้งทางการแล้วล่ะ" เจิ้นกั๋วกงใอย่างมาก
สวี่ิอี้จึงเล่าบทสนทนาระหว่างตนกับชุยซื่อให้ฟังคร่าว ๆ
เจิ้นกั๋วกงฟังแล้วก็รู้สึกซับซ้อนในใจ
ลูกสะใภ้และหลานสาวคิดอ่านได้รอบคอบถือเป็เื่ดี... แต่เวลานี้เขากลับไม่มีกะจิตกะใจจะรู้สึกยินดีหรือปลาบปลื้มใจเลยสักนิด
ไม่ได้ป่วย ย่อมไม่มีเหตุผลให้ต้องแต่งงานแก้เคล็ด
ในสถานการณ์เช่นนี้ หากเขายังไปขอพระราชทานสมรสจากฮ่องเต้อีก ในแง่ของเหตุผลและข้ออ้างย่อมฟังไม่ขึ้นแล้ว
ต่อให้ใช้อำนาจทหารเข้าแลก ก็ไม่อาจทำโจ่งแจ้งจนดูผิดปกติมากเกินไป มิฉะนั้นสู้ไม่ส่งมอบอำนาจทหารนี้ไปเสียยังจะดีกว่า
"ทีนี้ท่านปู่ก็ไม่มีวิธีไล่ข้าออกจากจวนแล้วใช่หรือไม่เ้าคะ" สวี่ิอี้ควงแขนข้างหนึ่งของเขา เอนซบไหล่แล้วใช้น้ำเสียงออดอ้อน "ท่านปู่ เื่ราวล้วนขึ้นอยู่กับการกระทำของคน คำทำนายของท่านเหยาได้ให้คำเตือนแก่พวกเราแล้ว เราเพิ่มความระมัดระวังให้มากขึ้น แล้วลองดูสถานการณ์ต่อไปก่อนดีหรือไม่เ้าคะ ถึงอย่างไรก็ไม่จำเป็ต้องรีบร้อนตัดสินใจในตอนนี้หรอก"