“ก็ได้” ต่งเสี่ยวเสี่ยวเก็บชามใส่ตู้“แต่ลูกเล่าให้แม่ฟังก่อนดีไหม ว่าหัวไปโดนอะไรมา?”
ฉินไห่หยางก้มหน้าลงทันที ไม่พูดอะไรอีก
“ลูกกลัวอะไรเหรอ?” ต่งเสี่ยวเสี่ยวเดินเข้าไปแตะไหล่เขาเบาๆ“แม่รู้เรื่องทุกอย่างหมดแล้ว ถึงลูกจะปิดบังไปก็ไม่มีประโยชน์หรอก”
ฉินไห่หยางเงยหน้าขึ้นอย่างรวดเร็ว
ต่งเสี่ยวเสี่ยวมองเขาพลางคลี่ยิ้ม“ถ้าลูกคิดว่าแม่ไม่รู้เรื่องอะไร แล้วแม่จะกลับมาทำไมแถมยังซื้อของมาตั้งมากมายขนาดนี้อีก?”
พอนึกถึงคำพูดที่ต่งเสี่ยวเสี่ยวคุยกับหวังชิงซานก่อนหน้านี้สมองน้อยๆ ของฉินไห่หยางก็ปะติดปะต่อเรื่องราวได้ “แม่กำลังวางแผน...”
จริงๆแล้วฉินไห่หยางคิดว่าต่งเสี่ยวเสี่ยวจะไปแจ้งความ
เขาเลยเสนอตัวเข้ามาช่วย
ใครจะรู้ว่าต่งเสี่ยวเสี่ยวไม่ได้คิดแบบนั้นเธอตั้งใจจะลงมือเอง
“ใช่” ต่งเสี่ยวเสี่ยวพอจะเดาสิ่งที่เขาคิดออก“จะปล่อยให้คนอื่นมารังแกพวกเราแล้วพวกเราไม่ทำอะไรเลยได้ยังไงกันล่ะ?”
ต่งเสี่ยวเสี่ยวไม่ใช่คนแบบนั้น
เธอไม่ยอมทนโดนอะไรแบบนั้นแน่นอน
“ดีครับ!” ฉินไห่หยางตื่นเต้นขึ้นมาทันที“ผมนึกว่าแม่รู้ว่าบ้านเราโดนขโมย เลยซื้อของมาคืนซะอีก”
ที่แท้เธอก็คิดแผนตอบโต้ไว้แล้ว
ต่งเสี่ยวเสี่ยวกระซิบเบาๆ ข้างหูฉินไห่หยางจากนั้นทั้งคู่ก็เริ่มลงมือตามแผนทันที
ตอนที่หวังชิงซานกลับไปเธอยังช่วยทำอะไรบางอย่างให้พวกเขาด้วยต่งเสี่ยวเสี่ยวเอาของเหล่านั้นไปวางไว้ที่มุมกำแพงแล้วก็แอบซ่อนไว้ข้างประตูครัวด้วย
เธอตั้งใจใส่เนื้อชิ้นใหญ่ๆ ลงไปในหม้อแถมยังเอาผงยาบางอย่างทาไว้ที่หูหม้อ
ของพวกนั้นเธอเตรียมไว้ต้อนรับพวกโจรโดยเฉพาะ!
กว่าพวกเขาจะทำทุกอย่างเสร็จก็เย็นมากแล้วต่งเสี่ยวเสี่ยวจึงเริ่มทำอาหารเย็น
ตอนกินข้าว ฉินไห่เยว่ดูเหม่อลอยต่งเสี่ยวเสี่ยวลูบศีรษะเด็กน้อยเบาๆ “เสี่ยวเยว่ไม่สบายเหรอ?”
ฉินไห่เยว่เงยหน้ามองฉินซู่เธอไม่รู้ว่าควรพูดอะไรดี
ฉินซู่มองลูกสาวคนเล็กก็นึกขึ้นได้ว่าเมื่อคืนฉินไห่เยว่รู้ว่าเขาบาดเจ็บ
“เสี่ยวเยว่ ลูก...” ฉินซู่ยังพูดไม่ทันจบฉินไห่เยว่ก็เดินเข้าไปจับแขนเสื้อต่งเสี่ยวเสี่ยวไว้แน่น “แม่คะเมื่อคืนพ่อปกป้องพวกเราแล้วต่อสู้กับคนร้าย ดูเหมือนจะเจ็บตัวอีกแล้ว”
ตอนกลางดึก ฉินไห่เยว่กลัวมากถ้ามีต่งเสี่ยวเสี่ยวอยู่ด้วย คงกอดเธอเอาไว้ถึงจะนอนหลับ
เธอนอนขดตัวอยู่ในผ้าห่ม
พอกำลังจะเคลิ้มหลับก็ได้ยินเสียงพ่อถอนหายใจ เธอจึงสะดุ้งตื่น
เด็กน้อยเห็นฉินซู่ลุกขึ้นนั่งมาแกะผ้าพันแผลออกบาดแผลมีเลือดซึมออกมา เมื่อวานเขาเปลี่ยนผ้าพันแผลอย่างยากลำบากคนเดียวพอล้มนอนลงบนเตียง ก็นอนไม่หลับทั้งคืน
ฉินไห่หยางอึ้งไป
เขาไม่รู้เรื่องนี้เลย
เขานึกขึ้นได้ว่าเมื่อคืนเขาก็ตกใจกลัวเหมือนกัน หวังชิงซานกลับมาจัดการทุกอย่างเรียบร้อยแล้วเขานอนบนเตียงอยู่นานกว่าจะสงบลงได้
ไม่นานก็ผล็อยหลับไป เลยไม่ทันสังเกตเห็น
เขาตบหน้าผากตัวเองเบาๆต่งเสี่ยวเสี่ยวกลับเดินเข้ามาขมวดคิ้วแน่น แล้วมองฉินซู่“ทำไมไม่บอกฉัน?”
ฉินซู่ยิ้มบางๆ“มันไม่ได้เป็นอะไรมาก ฉันเปลี่ยนผ้าพันแผลเองแล้วพวกเรากินข้าวก่อนเถอะ กินเสร็จแล้วจะได้...”
ฉินซู่ยังพูดไม่ทันจบต่งเสี่ยวเสี่ยวก็วางของในมือลงบนโต๊ะข้างๆ อย่างแรง บรรยากาศในห้องก็เงียบลงทันที
ทุกคนไม่กล้าหายใจ ฉินซู่ก้มหน้า ไม่พูดอะไรเหมือนเด็กที่ทำผิด
“ฉินซู่” คราวนี้ต่งเสี่ยวเสี่ยวขึ้นเสียงยืนอยู่ตรงหน้าจ้องเขาเขม็ง “สามีภรรยาควรจะต้องร่วมทุกข์ร่วมสุขกันไม่ใช่เหรอ?”
“พอเกิดอะไรขึ้นมาก็ไม่ยอมบอกฉันนายจะรอให้ขาหายดีแล้วค่อยไปมีคนใหม่งั้นเหรอ?” ต่งเสี่ยวเสี่ยวพูดจบก็นั่งลงบนเก้าอี้ข้างๆฉินไห่หยางและฉินไห่เยว่ต่างเงยหน้ามองฉินซู่
ไม่จริงใช่ไหม?
ต่งเสี่ยวเสี่ยวดีขนาดนี้พ่อของพวกเขาจะไปหาคนใหม่จริงๆ เหรอ?
“ไม่ใช่” ฉินซู่เป็นคนซื่อตรงคนหนึ่งพอได้ยินคำพูดแบบนี้ก็ลนลาน “ฉันไม่ได้หมายความแบบนั้นฉันแค่รู้ว่าเธออยู่ที่โรงพยาบาล…”
ฉินซู่ยังพูดไม่ทันจบก็ถูกต่งเสี่ยวเสี่ยวขัดขึ้นอีกครั้ง
“คิดว่าฉันยุ่งที่โรงพยาบาลเลยไม่อยากทำให้ฉันลำบากใช่ไหมก็เลยไม่พูดสินะ!” ต่งเสี่ยวเสี่ยวพูดจบก็เอียงคอเอามือเท้าเอว“นายไม่ใช่หมอ การรักษาระหว่างนายกับฉันมันต่างกันนายอยากจะทำให้ตัวเองเดินไม่ได้ไปตลอดชีวิตหรือไง?”
“ฉินซู่!”
ต่งเสี่ยวเสี่ยวพูดจบแล้วก็ตะโกนอีกครั้งแต่เขาก็แค่ก้มหน้าลง คิดอะไรหลายอย่างในใจ ก่อนจะขอโทษออกมา
“ต่อไปจะทำแบบนี้อีกไหม?”
“ไม่ทำแล้ว”
พอเรื่องทุกอย่างคลี่คลายลงแล้วต่งเสี่ยวเสี่ยวรีบกลับไปที่นั่ง กินข้าวในชามอย่างรวดเร็ว
เธอหันกลับไปมองลูกทั้งสามพวกเขาก็กินข้าวในชามเสร็จอย่างรวดเร็ว ฉินไห่หยางและเฉินเฉินเก็บชามไปไว้ในครัว
ต่งเสี่ยวเสี่ยวกลับมาทำแผลให้ฉินซู่
เธอค่อยๆ แกะผ้าพันแผลออกเห็นบาดแผลที่เพิ่งดีขึ้นฉีกขาดอีกครั้ง หัวใจของต่งเสี่ยวเสี่ยวก็สั่นไหว
ความเจ็บปวดแบบนั้นมันสาหัสขนาดไหน เธอรู้ดี
ฉินซู่เป็นคนที่เข้มแข็งมากแต่การที่เขานอนไม่หลับทั้งคืน มันก็เพียงพอที่จะอธิบายได้
ต่งเสี่ยวเสี่ยวเปลี่ยนผ้าพันแผลและทายาให้เขาใหม่พลางถอนหายใจเธอบ่นออกมาอีกหลายคำ ฉินซู่มองเธอก้มหน้า ทำแผลให้ตัวเองความรู้สึกมากมายก็หลั่งไหลเข้ามาในหัวใจ
พอทำแผลเสร็จต่งเสี่ยวเสี่ยวก็ไปล้างชามในครัว ตรวจดูกับดักที่เธอกับฉินไห่หยางวางไว้
เมื่อแน่ใจว่าไม่มีปัญหาแล้วเธอก็กลับไปที่ห้อง แล้วนั่งอยู่บนเตียงเล่านิทานให้เด็กทั้งสามคนฟัง
ฉินไห่เยว่เป็นเด็กผู้หญิงเธอชอบอ้อนต่งเสี่ยวเสี่ยวมากกว่าคนอื่นๆ
เธอซบอยู่ในอ้อมกอดของต่งเสี่ยวเสี่ยวฟังไปฟังมาก็ผล็อยหลับไป
ต่งเสี่ยวเสี่ยวอุ้มฉินไห่เยว่นอนลงบนเตียงเธอเตรียมจะพักผ่อนแต่สักพักก็ได้ยินเสียงดังมาจากนอกประตู
“คนมาแล้วเหรอ?”
ฉินไห่หยางชะงักไปฉินซู่ได้ยินดังนั้นก็เดาได้ว่าสองแม่ลูกกำลังทำอะไรกัน
เขายิ้มอย่างอ่อนใจ แต่ก็ไม่ได้ห้ามปราม
ต่งเสี่ยวเสี่ยวยกนิ้วขึ้นทาบริมฝีปาก“ชู่ว” เธอจงใจส่งเสียงดังในห้องคนสองคนที่กำลังจะปีนกำแพงเข้ามาก็ถอยกลับไป
“นี่มันอะไร?” ฉินไห่หยางไม่ค่อยเข้าใจไม่ใช่ว่าควรปล่อยให้พวกเขารีบเข้ามาเหรอ?
ต่งเสี่ยวเสี่ยวยิ้มอย่างมีเลศนัยเธอไม่พูดอะไร จงใจส่งเสียงดัง แล้วก็หาวหลายครั้ง
จากนั้นเธอก็ดับไฟ สวมเสื้อผ้าให้พร้อมแล้วถือไม้ท่อนใหญ่ยืนอยู่หน้าประตู
เดี๋ยวเธอจะให้พวกขโมยได้เห็นว่าถ้ากล้าขโมยของบ้านพวกเขา จะมีจุดจบเป็นอย่างไร?
คนที่อยู่ข้างนอกได้ยินเสียงดังพักหนึ่งพอแน่ใจว่าในห้องไม่มีเสียงอะไรแล้ว ทั้งสองคนก็สบตากัน
“คืนนี้พวกเราคนหนึ่งเข้าไปหาอะไรในครัวก่อนอีกคนไปที่ห้องใต้ดิน”
“เราแยกกันทำงานนะฉันจะไปที่ครัวก่อนแล้วเดี๋ยวไปช่วยที่ห้องเก็บของใต้ดิน!”
เมื่อตกลงกันเรียบร้อยแล้วทั้งสองคนก็ปีนกำแพงเข้าไปในลานบ้าน
เพิ่งจะปีนเข้าไปมือก็เผลอไปโดนอะไรบางอย่างเข้า
เขาใช้แสงจันทร์มองดูสิ่งที่อยู่ในมือชายคนนั้นก็ร้องเสียงดังออกมาทันที เพื่อนอีกคนกลับตาไว รีบพุ่งเข้ามาปิดปากเขาไว้
ด่าทอเสียงต่ำ“ไอ้บ้านี่ สมองแกมีปัญหาหรือเปล่า ถ้าแกยังส่งเสียงดังแบบนี้เราสองคนได้ซวยกันแน่ๆ รู้ไหม!”