องค์หญิงชาวนาตัวน้อยผู้เป็นที่รัก 【จบ】

    เล่มที่ 4 บทที่ 108 เข้าเมืองหมิ่นเยว่คราแรก

            กาลก่อนเขาเพียงคิดว่าเป็นครอบครัวเดียวกันไม่เคยนึกถึงการแก่งแย่งชิงดี ทว่าบัดนี้ความคิดได้เปลี่ยนไปผลของการยอมอ่อนข้อกลับกลายเป็นว่าแม้แต่สตรีข้างกายก็ยังมิอาจปกป้องการกลับไปครานี้ มิใช่เพียงต้องฟื้นฟูวงศ์ตระกูลจางหากยังต้องทวงคืนทุกสิ่งที่เคยสูญเสียไป

            เดิมทีเขายอมสละสิ้นทุกสิ่งที่พึงมีแต่ใครใช้ให้พวกเขาร้องขอให้เขากลับมากันล่ะ? ครานี้เขาจะไม่เป็นเช่นกาลก่อนอีกแล้วมิเพียงต้องปกป้องวงศ์ตระกูล หากยังต้องคุ้มครองคนรักให้จงได้เพียงมีอำนาจและอิทธิพลอยู่ในกำมือ จึงจะมีปากมีเสียงและไม่มีผู้ใดกล้าก้าวก่ายเรื่องของตนได้

            จันทราฉายแสงนวลใยดุจสายน้ำในห้วงนิทราอันเงียบงัน ราตรีจึงค่อยๆ คลี่คลายผ่านไปอย่างเชื่องช้าเมื่อทั้งสองลืมตาตื่น ก็ย่างเข้าสู่วันใหม่เสียแล้ว

            เนื่องจากจางเจิ้นอันยังมีธุระต้องสะสางในเมืองหลวงทั้งสองจึงรับประทานอาหารเช้าแล้วกล่าวลาพ่อเฒ่าอันและเหลียงซื่อแม้จางเจิ้นอันจะได้เอ่ยปากไว้ตั้งแต่เมื่อคืน ทว่าเมื่อถึงคราวต้องจากลาจริงๆอันซิ่วเอ๋อร์ก็ยังคงอาลัยอาวรณ์หมู่บ้านเล็กๆ แห่งนี้อยู่ดี

            เหลียงซื่อและคนในครอบครัวย่อมไม่อยากให้ทั้งสองจากไปเช่นกันแต่ชีวิตย่อมต้องก้าวเดินต่อไป พวกเขาจึงได้แต่จัดเตรียมเสบียงให้ทั้งสองแล้วมาส่งขึ้นทาง

            ชาวบ้านที่ก่อนหน้านี้เคยว่าจางเจิ้นอันเป็นคนไร้ใจพอเห็นเขามารับอันซิ่วเอ๋อร์กลับไป ก็พากันเปลี่ยนคำพูด พวกนางต่างกล่าวว่า"ซิ่วเอ๋อร์เอ๊ย เจ้านี่วาสนาดีแท้ๆกำลังจะได้ไปสุขสบายในเมืองแล้วนะ"

            "ข้าว่าแล้วเชียวรูปร่างหน้าตาอย่างเจ้า เหมาะจะเป็นคุณหนูฮูหยินในเมือง ดูสิ เป็นจริงดังว่า"

            "พ่อเฒ่าอัน พวกท่านนี่ช่างมีบุญนักให้กำเนิดธิดาที่ดีเช่นนี้ ครานี้บุตรเขยกลับมา คงนำของกำนัลมาให้ไม่น้อยเลยสินะ"

            ฝูงชนส่งเสียงจอแจส่วนใหญ่ล้วนแสดงความยินดีกับอันซิ่วเอ๋อร์ แม้จะมีบ้างที่ริษยาและเหน็บแนมแต่ก็ไร้เจตนาร้าย อันซิ่วเอ๋อร์จึงหาได้เก็บมาใส่ใจไม่

            นางเพียงแต่ผูกพันอาลัยพ่อเฒ่าอันและเหลียงซื่อหวั่นเกรงว่าเมื่อจากหมู่บ้านเล็กๆ นี้ไปแล้วอาจต้องรอจนสิ้นลมหายใจจึงจะได้หวนคืนกลับมาอีกครา ดั่งที่เคยหวาดหวั่นในใจ

            เมื่อถึงยามต้องจากลาจริงๆในใจนางกลับรู้สึกตื่นเต้นระคนหวาดหวั่นนางวิตกว่าสภาพของตระกูลจางในยามนี้เป็นเช่นไรอีกทั้งเดิมทีฮูหยินผู้เฒ่าจางก็มิได้ชมชอบนาง เมื่อไปถึงแล้วนางจะมีวันคืนอันสงบสุขได้หรือไม่?

            นางอดมิได้ที่จะเงยหน้ามองจางเจิ้นอันราวกับรับรู้ถึงความว้าวุ่นไม่มั่นคงในใจนาง จางเจิ้นอันจึงก้มหน้าลงสบตาในแววตาที่สื่อสารนั้นนางเห็นนัยน์ตาคมกริบลุ่มลึกดุจบ่อน้ำโบราณบนใบหน้าคมคายนั้นสะท้อนเงาของตนเองอย่างชัดเจน พลันบังเกิดเป็นพลังใจอันมหาศาล

            "อย่ากลัวเลย" เขาจับมือนางไว้มั่น เอ่ยกระซิบข้างหู นางพยักหน้า "มีท่านอยู่ ข้าไม่กลัวเจ้าค่ะ"

            หันกายกลับไปนางกล่าวลาพ่อเฒ่าอันและเหลียงซื่อ "ท่านพ่อท่านแม่กลับไปเถิดเจ้าค่ะ ไม่ต้องมาส่งแล้ว เมื่อจัดการทุกอย่างเรียบร้อยลูกจะกลับมาเยี่ยมพวกท่าน"

            "ดีๆ" เหลียงซื่อเอ่ยพลางยังคงก้าวตาม

            เหลียงซื่อและทุกคนในบ้านเดินมาส่งทั้งสองจนสุดทางหมู่บ้านณ ชายหมู่บ้าน ต้นหลิวต้นเอียงต้นนั้นยังคงไหวกิ่งก้านลู่ลมเกิดเป็นเสียงใบหลิวเสียดสี ซ่า...ซ่า...

            "กลับไปเถิดเจ้าค่ะ" อันซิ่วเอ๋อร์กล่าวอีกครา ขอบตาเริ่มแดงก่ำดวงตาที่แต่เดิมก็ฉ่ำน้ำอยู่แล้ว บัดนี้กลับมีม่านน้ำตาเอ่อคลอราวกับม่านหมอกยามรุ่งอรุณในฤดูใบไม้ร่วง ชวนให้ผู้คนรู้สึกเศร้าสร้อยสุดจะบรรยาย

            "ซิ่วเอ๋อร์ เมื่อไปถึงเมืองหลวงแล้วต้องดูแลตัวเองดีๆ นะลูก" ดวงตาเหลียงซื่อแดงก่ำแม้ซิ่วเอ๋อร์จะแต่งออกเรือนไปแล้ว แต่ก่อนนี้นางก็ยังอยู่ในหมู่บ้านไม่ต่างอันใดกับยามยังเป็นสาวน้อย บัดนี้ต้องจากไปไกลจริงๆผู้เป็นแม่จึงอาลัยอาวรณ์ยิ่งนัก

            "ท่านแม่วางใจเถิดเจ้าค่ะลูกจะดูแลตนเอง ท่านทั้งสองก็ต้องดูแลสุขภาพให้ดีนะเจ้าคะ" อันซิ่วเอ๋อร์ดึงผ้าเช็ดหน้าจากอกเสื้อขึ้นซับหยาดน้ำตาที่หางตาให้เหลียงซื่อแล้วเงยหน้ามองพ่อเฒ่าอัน ผู้ที่นางเป็นห่วงที่สุดคือพ่อเฒ่าอันเพราะสุขภาพร่างกายท่านไม่สู้แข็งแรงมาแต่ไหนแต่ไรนางกลัวเหลือเกินว่าเมื่อตนจากไปแล้ว จะเกิดเหตุไม่คาดฝันขึ้น

            "ท่านพ่ออยู่ที่บ้านต้องดูแลตัวเองดีๆ นะเจ้าคะ งานหนักเหล่านั้นอย่าได้ทำเลยทำแค่ปลูกผักปลูกดอกไม้ก็พอ ทราบหรือไม่เจ้าคะ?" อันซิ่วเอ๋อร์กำชับ

            "พ่อรู้แล้ว" เมื่อสายลมพัดผ่าน ดวงตาที่เริ่มฝ้าฟางของพ่อเฒ่าอันคล้ายมีผงทรายเข้าตาแต่เขาก็มิกล้าแม้แต่จะกะพริบตา หวั่นเพียงว่าหากกะพริบตาแล้วบุตรสาวจะหายลับไปจากเบื้องหน้า

            "พี่รอง ช่วยดูแลท่านพ่อท่านแม่ให้ดีเรื่องบ้านของข้าก็ฝากด้วย พวกเราต้องกลับมาอยู่อีก ต้องให้พวกเขาช่วยสร้างให้ดีๆล่ะ" อันซิ่วเอ๋อร์กำชับอันเถี่ยหมู่เมื่อเห็นเขาพยักหน้ารับคำ นางจึงค่อยคลายใจ "แล้วก็ไก่ที่ข้าเลี้ยงไว้พวกท่านช่วยดูแลมันดีๆ ด้วยนะ เฮ้อ... ข้าเพิ่งเคยเลี้ยงไก่ยังรอให้พวกมันออกไข่อยู่เลย"

            เห็นนางยังทำท่าเศร้าสร้อยเช่นนั้นอันเถี่ยหมู่และทุกคนก็อดหัวเราะไม่ได้ เหลียงซื่อจึงกล่าวว่า"เจ้าวางใจเถอะ รีบกลับมานะ ไก่ที่เจ้าเลี้ยงไว้น่ะแม่จะช่วยเก็บไข่ไว้ให้"

            อันซิ่วเอ๋อร์หัวเราะออกมา กล่าวว่า"ข้าล้อพวกท่านเล่นน่า ไก่พวกนั้นน่ะให้พวกท่านจับกินให้หมดเลย ไม่ต้องเสียดาย ไว้ข้ากลับมาเมื่อไรค่อยเลี้ยงใหม่ก็ได้"

            กล่าวจบนางก็เอื้อมมือไปลูบศีรษะเล็กๆของอันหรงเหอที่ยืนอยู่ข้างๆ กล่าวว่า “อยู่ที่บ้านต้องตั้งใจอ่านตำราเข้าใจหรือไม่? รออาตั้งหลักได้ก่อนแล้วจะรับพวกเจ้าไปเที่ยวเล่นด้วยกัน”

            "ขอรับ" อันหรงเหอพยักหน้ารับอย่างว่าง่ายอันซิ่วเอ๋อร์มองหลานสาวทั้งสองอีกครั้ง แล้วเงยหน้าพูดกับเหลียงซื่อว่า"ท่านแม่ เด็กสองคนนี้ว่าง่ายมาก ทำงานบ้านก็คล่องแคล่วทั้งคู่บางครั้งหากพวกนางทำผิดพลาดไปบ้าง ท่านอย่าได้โกรธเคืองเลยดุด่าพวกนางให้น้อยลงหน่อยเถิดเจ้าค่ะ"

            "แม่รู้แล้วน่า" เหลียงซื่อพยักหน้า กล่าวว่า "ปกติที่แม่เข้มงวดกับพวกนางก็เพราะกลัวว่าถ้าอยู่ที่บ้านไม่ได้เรียนรู้อะไรดีๆ พอแต่งเข้าบ้านสามีไปจะถูกคนอื่นตำหนิเอาได้ เฮ้อต่อไปแม่จะพยายามว่ากล่าวพวกนางให้น้อยลงหน่อยก็แล้วกัน เผลอแป๊บเดียว เผลอๆพวกนางก็อาจจะถึงวัยต้องออกเรือนแล้ว" พลางพูดเหลียงซื่อก็ลูบศีรษะของต้ายาและเอ้อร์ยาสองพี่น้องเบาๆเด็กหญิงทั้งสองก็ซบอยู่ข้างกายนางอย่างเชื่อฟัง

            อันซิ่วเอ๋อร์เห็นภาพนั้นมุมปากก็ปรากฏรอยยิ้มจางๆ ขึ้นมาทั่วทั้งร่างงดงามราวกับดอกบัวแรกแย้มต้องหยาดน้ำค้าง

            จางเจิ้นอันโอบเอวนางไว้ กล่าวว่า"เอาล่ะ ไม่ต้องเศร้าใจไปหรอกว่างเมื่อไรค่อยกลับมาเยี่ยมท่านพ่อตาท่านแม่ยายก็แล้วกัน"

            "เจ้าค่ะ" อันซิ่วเอ๋อร์พยักหน้า เอ่ยลาเหลียงซื่อและทุกคนครั้งแล้วครั้งเล่าสุดท้ายนางก็ไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าถูกจางเจิ้นอันฉุดขึ้นหลังม้าแล้วมุ่งหน้าสู่แดนไกลไปตั้งแต่เมื่อใด

            นี่เป็นครั้งแรกที่อันซิ่วเอ๋อร์ได้ขี่ม้าหนทางบนภูเขาทั้งขรุขระทั้งลาดชัน ตลอดทางจึงโคลงเคลงอย่างหนักอันซิ่วเอ๋อร์เพิ่งจะเข้าใจ ว่าก่อนหน้านี้ที่จางเจิ้นอันบอกว่าหนทางลำบากไม่ยอมพานางมาด้วยนั้น หาใช่เพียงคำแก้ตัวไม่ พวกเขาเพิ่งเดินทางมาถึงตัวเมืองนางก็หน้าซีดเผือด พอลงจากหลังม้าได้ก็รีบหาซอกมุมอาเจียนออกมาทันที

            "เป็นอะไรหรือไม่?" จางเจิ้นอันลูบหลังนางเบาๆ พลางยื่นกระบอกไม้ไผ่บรรจุน้ำส่งให้

            "ไม่เป็นไรเจ้าค่ะ" อันซิ่วเอ๋อร์ส่ายหน้า รับกระบอกไม้ไผ่มาจิบน้ำอึกหนึ่ง

            จางเจิ้นอันเห็นนางหน้าซีดเซียวจึงกล่าวว่า"เจ้าหน้าซีดถึงเพียงนี้ ให้ข้าพาไปหาหมอดีหรือไม่?"

            "ข้าไม่เป็นไรจริงๆ เจ้าค่ะแค่ระหว่างทางมันโคลงเคลงเกินไป ทนไม่ค่อยไหวเท่านั้น" อันซิ่วเอ๋อร์ห้ามจางเจิ้นอันไว้กล่าวเสริม "นี่เป็นครั้งแรกที่ข้าขี่ม้า ยังไม่ชินเดี๋ยวครั้งหน้าก็คงดีขึ้นเองเจ้าค่ะ"

            "เป็นข้าขี่เร็วเกินไปเดี๋ยวข้าจะช้าลงหน่อย" จางเจิ้นอันตำหนิตนเองอยู่บ้างตลอดทางเขามัวแต่เร่งเดินทาง ไม่ทันได้สังเกตเห็นความผิดปกติของนาง

            "ข้าบอกแล้วว่าไม่เป็นไร"ความรู้สึกที่เท้าได้เหยียบพื้นดินอันมั่นคงช่างดีเหลือเกินอันซิ่วเอ๋อร์รู้สึกว่าตนเองค่อยสบายขึ้นมากแล้ว

            "วันนี้พวกเราพักที่นี่สักคืนพรุ่งนี้ค่อยออกเดินทางต่อ" จางเจิ้นอันกล่าวเดิมทีเขาตั้งใจจะเดินทางมุ่งหน้าสู่เมืองหลักตลอดคืนแต่เมื่อเห็นอันซิ่วเอ๋อร์มีท่าทีไม่สู้ดีเขาจึงตัดสินใจว่าชะลอการเดินทางลงหน่อยคงจะดีกว่า

            "เจ้าค่ะ" แม้อันซิ่วเอ๋อร์จะรู้สึกว่าการหยุดพักที่นี่หนึ่งคืนอาจทำให้เขาเสียเวลาไปบ้างแต่ก็รู้ดีว่าหากนางยังขืนเดินทางต่อด้วยม้า คงได้ล้มป่วยลงกลางทางเป็นแน่สู้พักผ่อนให้เต็มอิ่มสักคืน สะสมเรี่ยวแรงไว้ก่อนย่อมดีกว่า

            เวลายังนับว่าเช้าอยู่ทั้งสองจึงหาโรงเตี๊ยมเข้าพักจากนั้นอันซิ่วเอ๋อร์ก็แวะไปหาอันเถี่ยสือที่ลานประลองอีกครั้งนางพยายามเกลี้ยกล่อมให้เขาออกจากลานประลองแห่งนี้เสียแต่อันเถี่ยสือดูจะคุ้นชินกับชีวิตที่นี่ไปแล้ว จึงปฏิเสธข้อเสนอของนางอีกครา

            อันซิ่วเอ๋อร์จึงไม่ได้เซ้าซี้อันใดต่อตอนจากมา นางก็มิได้บอกเขาว่าตนเองกำลังจะเดินทางไกลส่วนหนึ่งเพราะไม่อยากให้เขาเป็นห่วง อีกส่วนก็เพราะนางขี้เกียจจะอธิบายอย่างไรเสียเมื่อถึงเวลาที่เขากลับบ้านไม่แน่ว่าตอนนั้นนางอาจจะกลับมาแล้วก็เป็นได้ หรือหากยังไม่กลับถึงตอนนั้นเหลียงซื่อและคนที่บ้านก็คงบอกเขาเองว่านางไปที่ใด

            ยามค่ำ จางเจิ้นอันพานางเดินเล่นในตัวเมืองอันซิ่วเอ๋อร์จึงมีโอกาสได้ลิ้มลองขนมและอาหารอร่อยๆ ของที่นี่อย่างเต็มที่เสียที

            จางเจิ้นอันเห็นท่าทางราวกับนางจะโปรดปรานการกินเป็นพิเศษจึงอมยิ้มแล้วเอ่ยกับนางว่า "รอถึงเมืองหมิ่นเยว่เสียก่อนที่นั่นของกินยิ่งมีมากมายหลากหลายประเภทกว่านี้ เจ้าจะต้องชอบแน่ๆ"

            "จริงหรือเจ้าคะเช่นนั้นต่อไปข้าต้องลองชิมให้หมดทุกอย่างเลย หากอร่อยจริงข้าจะแอบไปเรียนรู้วิธีทำมา พอทำเป็นแล้ว จะได้ทำให้ท่านกิน" อันซิ่วเอ๋อร์ตอบ

            จางเจิ้นอันชะงักไปเล็กน้อยเขาคาดไม่ถึงว่าเหตุผลที่นางอยากลิ้มลองอาหารเลิศรสมากมายถึงเพียงนั้นเป็นเพราะนางอยากจะทำให้เขากิน ความรู้สึกอบอุ่นสายหนึ่งพลันแผ่ซ่านในอกเมื่อเห็นนางยังคงรอคอยคำตอบ เขาจึงพยักหน้ารับคำสั้นๆ ว่า"ดี"

            อันซิ่วเอ๋อร์จึงยิ้มออกมา กล่าวว่า"หลายวันก่อนข้ากับหรงเหอและคนอื่นๆ ไปจับปลาไหลนามาจากในนาเอามาทำซุปใส่ไข่ รสชาติอร่อยมากเลยเจ้าค่ะ ข้าอยากให้ท่านได้ลองชิมจริงๆแต่น่าเสียดายที่ท่านไม่อยู่"

            "ไม่เป็นไรเจ้ากินก็เหมือนข้าได้กินแล้ว" จางเจิ้นอันยังคงแย้มยิ้มบางๆ

            "ไม่เหมือนกันเสียหน่อยเจ้าค่ะ"อันซิ่วเอ๋อร์ส่ายหน้า จางเจิ้นอันจึงกล่าวว่า "เช่นนั้นรอพวกเราไปถึงเมืองหมิ่นเยว่แล้ว ข้าจะให้คนหาปลาหลินมาให้เจ้าค่อยทำให้ข้ากิน ดีหรือไม่?"

            "ดีเจ้าค่ะ!" อันซิ่วเอ๋อร์พลันยิ้มกว้างอย่างมีความสุข

            ทั้งสองเดินเล่นในตัวอำเภออยู่ครู่ใหญ่กินดื่มจนอิ่มหนำสำราญ เมื่อเห็นว่าฟ้ามืดค่ำแล้ว จึงกลับโรงเตี๊ยมไปพักผ่อนการขี่ม้ามาทั้งวันนั้นเหน็ดเหนื่อยอย่างยิ่งอันซิ่วเอ๋อร์ปกติแล้วเป็นคนนอนหลับยากหากผิดที่ผิดทางแต่บางทีอาจเป็นเพราะมีจางเจิ้นอันอยู่ข้างกาย นางจึงผล็อยหลับไปแทบทันทีที่ศีรษะถึงหมอน

            เช้าตรู่วันรุ่งขึ้นทั้งสองซื้อเสบียงแห้งติดตัวจากในเมืองเล็กน้อย แล้วจึงเริ่มออกเดินทางต่อถึงแม้ครานี้จางเจิ้นอันจะชะลอความเร็วลงมากแล้วแต่อันซิ่วเอ๋อร์ก็ยังคงรู้สึกโคลงเคลงอย่างหนักอยู่ดีนางชักจะรู้สึกว่าตนเองคงไม่เหมาะกับการขี่ม้าจริงๆ เสียแล้ว

            จางเจิ้นอันจำต้องหยุดพักเป็นระยะๆพลางกล่าวตำหนิตนเองอีกครา "รู้เช่นนี้ข้าน่าจะหารถม้าให้เจ้าสักคัน"

            "ไม่เป็นไรเจ้าค่ะอีกนานหรือไม่กว่าจะถึง?" ประโยคนี้อันซิ่วเอ๋อร์ถามซ้ำแล้วซ้ำเล่า

            "เจ้าทนอีกหน่อย พวกเรารีบไปอีกนิดก็น่าจะถึงก่อนฟ้ามืด" จางเจิ้นอันตอบ

            "เช่นนั้นก็รีบไปเถิดเจ้าค่ะ!"อันซิ่วเอ๋อร์โอบเอวเขาไว้มั่น เอนศีรษะซบแผ่นหลังกว้างเร่งให้เขาเดินทางต่อ นางอยากจะไปให้ถึงที่หมายโดยเร็วที่สุดจริงๆ

             

    คล้ายกับเรื่ององค์หญิงชาวนาตัวน้อยผู้เป็นที่รัก 【จบ】 ที่คุณอ่าน

    [จบแล้ว] คุณหนูสี่ สตรีเปื้อนเลือด

    [จบแล้ว] คุณหนูสี่ สตรีเปื้อนเลือด

    นิยาย รัก
    324K 1320
    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    525K 663
    การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง [แปลจบแล้ว]

    การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง [แปลจบแล้ว]

    นิยาย รัก
    289K 908
    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    386K 808
    พลิกฟ้าคืนชีวาชายาอนุ [แปลจบแล้ว]

    พลิกฟ้าคืนชีวาชายาอนุ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    295K 786
    ยามสกุณาหวนคืนขับขาน โผทะยานสู่ยุค 80

    ยามสกุณาหวนคืนขับขาน โผทะยานสู่ยุค 80

    นิยาย รัก
    627K 1276
    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    579K 730
    เกิดใหม่เป็นคุณหนูจิ้งจอกของท่านอ๋อง (แปลจบแล้ว)

    เกิดใหม่เป็นคุณหนูจิ้งจอกของท่านอ๋อง (แปลจบแล้ว)

    นิยาย รัก
    149K 452
    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    931K 592
    บ้านสกุลหลินมีปฐมเทพหญิง [แปลจบแล้ว]

    บ้านสกุลหลินมีปฐมเทพหญิง [แปลจบแล้ว]

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    2.21M 577