แม้ว่าสิ่งที่เยวี่ยเจาหรานเคยได้พูดไว้เริ่มเห็นความจริงบ้างแล้ว แต่หลังจากที่ได้เห็นกับตาตัวเองตอนที่ฮ่องเต้ยิงลูกศรปักทะลุดวงตาทั้งสองข้างของเจ้ากวางตัวนั้น ในใจของเยี่ยนอวิ๋นหลิ่วกลับเริ่มรู้สึกหวาดกลัว เพราะตัวนางเองนั้นมองฝีมือการล่าสัตว์ของฮ่องเต้ไม่ออก แต่การกระทำกลับตบหน้าเยี่ยนอวิ๋นหลิ่วอย่างแรง ถือว่าไม่เลว
การเดินทางไปล่าสัตว์วันแรกนับว่าค่อนข้างน่าเบื่อ แต่พอถึงลานเขามู่หลานก็เป็นเวลาเกือบเที่ยงแล้ว หลังจากที่ทุกคนได้ดูฮ่องเต้ล่าเจ้ากวางตัวนั้นแล้วก็มารับประทานอาหารกันเป็นกลุ่ม อาหารพวกเหล่าขุนนางระดับสูงจะแตกต่างจากอาหารคนทั่วไป ดังนั้นจึงลิ้มลองอาหารอย่างประณีต
หลังจากรับประทานอาหารมื้อกลางวันกับฮ่องเต้เรียบร้อย เยี่ยนอวิ๋นหลิ่วก็เดินตามฮ่องเต้กลับไปนั่งที่เดิม ตามด้วยการแสดงเต้นรำและร้องเพลง เยี่ยนอวิ๋นหลิ่วรู้สึกตกตะลึง การเดินทางมาล่าสัตว์ของฮ่องเต้ครั้งนี้ไม่ธรรมดา คิดไม่ถึงว่าจะมีการเต้นรำด้วย
แม้ว่าจะไม่รู้ว่าการเต้นรำที่สะบัดตัวไปมาและท่าท่างที่พลิ้วไหวแบบนี้จะเกี่ยวข้องกับการล่าสัตว์อย่างไร แต่นางรำที่รำอยู่ด้านหน้าช่างดูดีมากจริงๆ แถมยังเป็นที่โปรดปรานของฮ่องเต้ และยังได้เป็นนางสนมของฮ่องเต้ที่สวยมากๆ คนหนึ่ง
พอถึงช่วงบ่าย นอกจากจะมีการเต้นรำ ร้องเพลง และดื่มสุราอย่างสนุกสนาน เยี่ยนอวิ๋นหลิ่วก็เริ่มหาวไม่หยุด บ่อยครั้งที่นางหันไปมอง ‘ที่นั่งของฝั่งสตรี’ ที่อยู่ไม่ไกลนัก ก็เห็นเยวี่ยเจาหรานหาวไม่หยุดเช่นกัน ทั้งสองคนสบตากันยืนยันว่าต่างก็รู้สึกเช่นเดียวกัน
ด้วยเหตุนี้ ทั้งสองคนจึงไม่ได้สนุกกับงานร้องเล่นเต้นรำในตอนบ่าย แต่เริ่มสนุกกับงานเลี้ยงเนื้อกวางตอนกลางคืน นี่อาจจะเป็นเวลาที่เยี่ยนอวิ๋นหลิ่วและเยวี่ยเจาหรานรอคอยมากที่สุดในงานวันแรกของการล่าสัตว์ ยามนี้เองที่เยี่ยนอวิ๋นหลิ่วและเยวี่ยเจาหรานได้รับสิทธิพิเศษในฐานะสามีภรรยาสามารถร่วมโต๊ะเดียวกันได้
“เมื่อตอนกลางวันเจ้าเป็นอย่างไรบ้าง?” เยวี่ยเจาหรานถามเปรยๆ ด้วยน้ำเสียงนิ่งๆ แล้วเหลือบมองเยี่ยนอวิ๋นหลิ่ว เยี่ยนอวิ๋นหลิ่วจึงถอนหายใจและตอบเสียงเบาว่า “การติดตามฮ่องเต้ก็เหมือนตามเสือ เจออันตรายได้ทุกเมื่อ เจ้าไม่รู้อะไร ขนาดฮ่องเต้อยากได้นางรำคนนั้นเข้าวังหรือไม่ พระองค์ก็ยังถามความคิดเห็นจากข้า...”
สำหรับเรื่องนี้เยี่ยนอวิ๋นหลิ่วไม่ได้เสแสร้งไม่เข้าใจ กระทั่งสถานะของนางในตอนนี้ยังนางสามารถอยู่กินและมีความรักกับคนที่ชอบ แล้วฮ่องเต้จะไม่มีอำนาจแบบนี้เชียวหรือ?
ดังนั้นนางยิ่งไม่เข้าใจ ตอนที่สายตาของฮ่องเต้มองหญิงสาวแทบจะกลืนกินผู้หญิงคนนั้นเข้าไป แต่ทรงยังแกล้งถามว่า : เจ้าคิดว่าอย่างไร?
หรือฮ่องเต้คิดว่านางเป็นคนโง่ คิดว่านางจะมองไม่ออกหรอกหรือว่าฮ่องเต้อยากได้นางรำคนนั้นขนาดไหน? หรือว่าฮ่องเต้จะพูดหรือจะทำอะไรล้วนต้องได้รับสิ่งกระตุ้นเพื่อเพิ่มความกล้าหาญอย่างนั้นหรือ? ฮ่องเต้คิดว่าให้ตัวเองนั้นเป็นใคร เหลียงจิ้งหรู [1] หรือ…
“เจ้านี่ช่างโง่เสียจริง ฮ่องเต้ก็แค่อยากจะยืมปากของเจ้าให้เจ้าพูดออกมาเท่านั้น อีกอย่างเจ้าก็ไม่กล้าพูดว่าไม่สวยหรอก ใช่หรือไม่?” เยวี่ยเจาหรานหัวเราะเบาๆ และอดไม่ได้ที่จะตอบแบบนั้นไป เยี่ยนอวิ๋นหลิ่วเม้มริมฝีปากแน่นแล้วพูดอีกว่า “แต่เห็นได้ชัดว่าฮ่องเต้กลัวฮองเฮา เพราะข้าเห็นตอนนั้นฮ่องเต้เหลือบมองไปทางฮองเฮา”
เยวี่ยเจาหรานไม่มีคำจะพูด และไม่มีข้อโต้แย้ง ทำได้เพียงพูดต่อว่า “ฮองเฮาถือว่ามีค่ามากที่สุด ฮ่องเต้ให้เกียรติความคิดเห็นของฮองเฮาซึ่งก็สมควรยิ่ง...”
ให้เกียรติอะไรกัน? กลัวฮองเฮาชัดๆ !
เยี่ยนอวิ๋นหลิ่วไม่ได้สนใจที่จะพูดคุยกับเยวี่ยเจาหรานเรื่องกลัวหรือไม่กลัวฮองเฮา นางปิดปากหลังจากพูดไปแค่คำสองคำ และจดจ่อกับอาหารเรียกน้ำย่อยอย่างถั่วลิสงที่อยู่บนโต๊ะ ถึงอย่างไรพวกเขาสองคนนั่งอยู่ด้านนอกสุด ดูเหมือนว่าจะนั่งไกลจากฮ่องเต้และฮองเฮาห่างออกไปหนึ่งแสนแปดพันลี้ ไม่สามารถมองเห็นวิวทิวทัศน์ที่นี้ได้เลย!
หลังจากกินถั่วลิสงไปแค่สองเม็ด นางรำรูปร่างเพรียวบางคนนั้นที่เห็นเมื่อช่วงสายก็เดินออกมา และได้รับคำสั่งจากฮ่องเต้ให้นั่งข้างพระองค์ เยี่ยนอวิ๋นหลิ่วอดไม่ได้จะที่จะเหลือบมองสีหน้าของฮองเฮา แล้วก็ส่ายหัวเบาๆ
“เจ้าดูสิ สีหน้าของฮองเฮาดูไม่ค่อยดีเท่าไรนัก” เยี่ยนอวิ๋นหลิ่วโยนถั่วลิสงเข้าปากแล้วพูดกับเยวี่ยเจาหราน
เยวี่ยเจาหรานแสดงความเข้าใจและรับได้กับเรื่องนี้ และพูดอย่างนุ่มนวลว่า “ถ้าหากว่าเจ้าต้องใช้สามีร่วมกับนางรำ สีหน้าของเจ้าคงจะดูแย่กว่าฮองเฮา ใช่หรือไม่?”
“ข้าไม่เป็นเช่นนั้น!” เยี่ยนอวิ๋นหลิ่วเหมือนจะจับจุดของเยวี่ยเจาหรานได้ แล้วพูดต่อว่า “ตอนนี้มันเกี่ยวกับที่ว่าเจ้าต้องการแบ่งสามีอย่างข้าให้กับคนอื่นหรือไม่ แต่ข้าไม่รู้สึกมีความสุขที่จะแบ่งสามีของข้าให้กับคนอื่น”
ช่างทำเป็นไร้เดียงสาเสียจริง ในใจเยวี่ยเจาหรานอดไม่ได้ที่จะให้นิยามกับเยี่ยนอวิ๋นหลิ่ว แล้วก็ยิ้มออกมาโดยไม่พูดอะไร
เนื่องจากการมาถึงของนางรำคนนั้น จึงทำให้บรรยากาศภายในงานอึดอัดเล็กน้อย อย่างไรก็ตามฮองเฮาคือมารดาของแคว้น แต่ตอนนี้นางรำกลับได้รับอนุญาตให้เข้าไปนั่งข้างฮ่องเต้ ฮองเฮาควรแล้วที่จะไม่สบายใจ แม้แต่คนที่ติดตามฮองเฮาก็แสดงความไม่พอใจ และคิดว่าตอนนี้ฮ่องเต้ดื่มเยอะเกินไปแล้ว
แต่เรื่องนี้ในสายตาของเยี่ยนอวิ๋นหลิ่วและเยวี่ยเจาหรานเป็นเหมือนแค่เรื่องตลกข่าวบันเทิงซุบซิบที่จะเพิ่มบทสนทนาหลังน้ำชาและมื้อเย็น จริงๆ แล้วเรื่องก็ไม่ได้เกี่ยวข้องกับสองคนนี้พอที่จะพูดออกมาได้ ดังนั้นคืนนี้เยวี่ยเจาหรานและเยี่ยนอวิ๋นหลิ่วจึงเพียงแค่กินให้อิ่ม กินเนื้อสัตว์เยอะๆ พยายามชดเชยพลังงานทั้งหมดที่ใช้ไปทั้งวัน
เยี่ยนอวิ๋นหลิ่วกำลังตั้งใจแทะขากวางอยู่นั้น ฮองเฮาที่นั่งอยู่ด้านบนปรบมือสองครั้ง และเสียงอันอ่อนโยนของฮองเฮาก็ดังกังวานถึงเยี่ยนอวิ๋นหลิ่วและเยวี่ยเจาหราน
ช่างน่าชื่นชม เยี่ยนอวิ๋นหลิ่วอดไม่ได้ที่ใช้ข้อศอกกระทุ้งไปที่เอวของเยวี่ยเจาหราน แล้วพูดด้วยน้ำเสียงเบาๆ ว่า “เสียงของฮองเฮาราวกับระฆังใหญ่ ข้านึกว่าฮองเฮาพกม่ายเค่อเฟิง [2] มาเอง”
“งานเลี้ยงในงานล่าสัตว์ในวันนี้ ฝ่าบาททรงเลี้ยงเนื้อกวางย่างให้กับพวกขุนนางทั้งหลายเพื่อเป็นรางวัล แต่หม่อมฉันไม่มีความสามารถในการล่าสัตว์ จึงอยากขอความกรุณาจากฝ่าบาท...”
ฮองเฮาชูจอกขึ้นมาด้านหน้า คำพูดนี้ทำให้ฮ่องเต้มีสติกลับคืนมาแล้วยอมปล่อยให้ฮองเฮาพูดต่อ
ได้ยินฮองเฮาพูดต่ออีกว่า “ช่วงเดือนสิบเป็นฤดูใบไม้ร่วง เป็นช่วงเวลาที่เหมาะสำหรับการออกล่าสัตว์ ซึ่งในระหว่างการล่าสัตว์ มีสตรีมากมายอยู่ที่นี่ด้วย และได้แต่นั่งอยู่ตรงนี้ดูพวกท่านสุขสำราญ จึงรู้สึกเบื่อเล็กน้อย ทำไมไม่ให้หม่อมฉันคิดการแข่งขันให้พวกนางบ้างล่ะเพคะ คงทำให้พวกนางรู้สึกสนุกสนานขึ้น ฝ่าบาททรงคิดเห็นอย่างไรเพคะ?”
ทันทีที่พูดจบ เยวี่ยเจาหรานเข้าใจอย่างทะลุปรุโปร่งกับความหมายลึกซึ้งของฮองเฮา คงคิดมาเพื่อนางรำคนสวยคนนั้นเป็นแน่ มิเช่นนั้นอยู่ดีๆ ฮองเฮาคงไม่พูดออกมา…
“ได้ยินมาว่าการออกล่าสัตว์บางทีก็ได้สัตว์แปลกใหม่ที่น่าสนใจมากมาย หากสามารถนำมาทำเป็นเสื้อขนสัตว์หรือของเย็บปักถักร้อยได้ก็คงจะน่าสนุกมากทีเดียว อย่างนั้นกำหนดก่อนงานเลี้ยงประจำปี เมื่อถึงเวลาผู้ที่ชนะอันดับหนึ่ง ฝ่าบาทย่อมไม่ตระหนี่ ตกรางวัลให้อย่างงาม ฝ่าบาทเห็นว่าอย่างไรเพคะ?” หลังจากฮองเฮาพูดจบ ฮ่องเต้รู้สึกว่าไม่เลว ดูเหมือนว่าสถานการณ์ตอนนี้เริ่มค่อยๆ ดีขึ้น
ของเย็บปักถักร้อย? เสื้อขนสัตว์? ไม่ว่าอย่างไรเยวี่ยเจาหรานก็ยังไม่เข้าใจ ที่จริงก็เหมือนเวลาที่ช้างสารชนกันหญ้าแพรกก็แหลกลาญ [3] เยี่ยนอวิ๋นหลิ่วที่ยังแทะขากวางไม่เสร็จก็แข็งทื่ออยู่ที่เดิม ไม่มีความรู้สึกราวกับตุ๊กตา
เชิงอรรถ
[1] เหลียงจิ้งหรู หรือ Fish Leong เป็นนักร้องสาวมาเลเซียเชื้อชาติจีนเจ้าแม่เพลงรักไต้หวัน บรรพบุรุษเป็นชาวกวางตุ้ง ปัจจุบันทำงานเพลงในไต้หวันเป็นหลัก
[2] ม่ายเค่อเฟิง หมายถึง ไมโครโฟน
[3] ช้างสารชนกันหญ้าแพรกก็แหลกลาญ หมายถึง คนใหญ่คนโตขัดแย้งมีปัญหากัน หรือผู้นำของแต่ละฝ่ายทะเลาะกัน แต่ส่งผลให้ผู้น้อยหรือประชาชนได้รับผลกระทบไปตามๆ กัน