“เ้ายังเรียกข้าว่าพี่หย่งซื่อ ซึ่งก็มิเคยมีใครเรียกอย่างสนิทสนม”
“ก็นั่นท่านบอกให้ข้าเรียก”
“อาเฟิง”
เ้าของนามเม้มปาก ก่อนจะพรูลมหายใจออกมาดังพรืดให้พี่หย่งซื่อ บุรุษหน้ามึนได้เห็นกิริยาของนางตรงๆ วันนี้นางเหนื่อยที่จะทะเลาะกับใครเพราะนางปวดเมื่อยไปทั้งร่างกายจากพิษไข้ที่ยังไม่หายดี สิ่งที่นาง้าในยามนี้คือรับสำรับ ทานยาแก้ปวดแล้วนอนพักผ่อน ส่วนเื่ของบุรุษตรงหน้าเขาอยากจะเรียกว่าอาเฟิงก็ช่างเขา ในเมื่อหลังจากวันนี้ไป นางและเขาคงมิได้มีโอกาสพบกันได้บ่อยๆ “แล้วแต่ท่านเถิด ยามนี้เกือบจะค่ำแล้ว ท่านมิกลับจวนรึเ้าคะ” นางยืนอยู่ใกล้ประตูรั้ว และพร้อมจะปิดมันเมื่อพี่หย่งซื่อก้าวขาออกไป
จางหย่งซื่อมอง ‘อาเฟิง’ อย่างนึกทึ่ง นางกล้าไล่บุรุษซึ่งๆ หน้า ทั้งๆ ที่เวลาเช่นนี้ ตามมารยาทแล้วนางควรจะชวนเขารับสำรับ “ข้าหิว”
“นั่นมันเื่ของท่าน เชิญไปรับสำรับเย็นอันหอมหวานที่จวนของท่านผู้ว่าเถิด บ้านของข้ามิได้ทำสำรับเอาไว้เผื่อพี่ ไปเ้าค่ะข้าเดินไปส่งท่านตรงหน้าบ้าน” เอี้ยะหลิ่งเฟิงเดินนำบุรุษที่เพิ่งรู้จักกันในวันนี้ออกไปด้านนอก กลิ่นของอาหารจากฝีมือของท่านยาย หอมตลบอบอวลเรียกน้ำย่อยจากกระเพาะของนางได้ดี สองขาเรียวเล็กรีบเดินไปเปิดประตูไม้พร้อมกับผายมือ “เดินทางปลอดภัยนะเ้าคะ พี่หย่งซื่อ” แกร่ก! (ปิดรั้วไม้)
จางหย่งซื่อยืนกลั้นหัวเราะกับการกระทำอันสุดแสนจะเหลือเชื่อของสตรีที่เขาพึ่งร่วมรักกับนางไปเมื่อคืน ‘อาเฟิง คือสตรีนิสัยแปลกประหลาดโดยแท้’ แม้จะยังไม่เชื่ออย่างสนิทใจว่านางจำเขาไม่ได้ แต่ทุกสิ่งอย่างล้วนน่าเชื่อมากกว่าแปดในสิบส่วนว่ามันจะเป็เช่นนั้นนับั้แ่นางหนีออกจากจวนผู้ว่า
“ได้เวลารับสำรับแล้วขอรับ” เนี่ยฟงกล่าวเตือนนายท่านของตนเองและเห็นอีกฝ่ายเดินนำออกไป จุดมุ่งหมายคงไม่พ้นโรงเตี๊ยมอันเลื่องชื่อในชนบทแห่งนี้ ‘โรงเตี๊ยมต้วนซาน’ ของนายท่านต้วนซานหลี่
โรงเตี๊ยมต้วนซาน
“ยินดีที่ได้พบ ผู้ว่าจางหย่งซื่อ” ต้วนซานหลี่เอ่ยอย่างนอบน้อมแต่มิได้ค้อมกายเพราะตนนั้นอายุมากกว่า
“ยินดีที่ได้พบเช่นกันผู้าุโต้วน” จางหย่งซื่อมิได้สนใจจะสานต่อวาจาและเื่ยาปลุกกำหนัดแต่เขาเดินผ่านเ้าของโรงเตี๊ยมเข้าไปนั่งด้านในพร้อมกับเนี่ยฟงผู้เป็คนสนิทและสหายโดยไม่ใส่ใจ รายการอาหารสี่ย่างถูกสั่งขึ้นโต๊ะ โดยที่เขามองบรรยากาศรอบกายที่เป็ไปอย่างสงบ โรงเตี๊ยมแห่งนี้มีสามชั้น ด้านล่างเป็แบบเปิดโล่ง ส่วนอีกสองชั้น้า หากเดาไม่ผิดคงมีห้องพักร่วมด้วยเหมือนโรงเตี๊ยมทั่วไป ด้านหน้าเป็ร้านค้าประปรายอาทิเช่นร้านขายขนม ร้านหมั่นโถว ร้านบะหมี่ ผู้คนเดินสวนไปมาประปราย เทียบไม่ได้กับเมืองหลวงที่มีคนพลุกพล่าน ถามว่าเขาชอบบรรยากาศแบบใดมากกว่ากันก็คงต้องบอกว่า ชอบที่นี่มากกว่า แต่ด้วยอายุการทำงานของเขาที่จะมีโอกาสได้อยู่ที่นี่เพียงห้าปี หากไม่ผูกพันจนทิ้งไม่ได้ เขาก็คงต้องกลับเมืองหลวงถิ่นกำเนิดของตน ชั่วขณะหนึ่งที่คิดถึงเวลากลับ สมองเกิดภาพสตรีในบ่อน้ำขึ้นมา ‘อาเฟิง’ เขาควรจะทำเป็ไม่รู้เื่อะไรเพราะไม่ได้อยากจะให้นางมาวุ่นวายเกี่ยวข้องใช่หรือไม่…ไม่สิ? เป็นางต่างหากที่หนีออกไปเองโดยไม่้าความรับผิดชอบ สตรีเช่นนางนี่มัน!!! “น่าขัดใจจริงๆ”
เนี่ยฟงมองนายท่านของตนและคาดเดาถึงเื่ที่อีกฝ่ายเปรยออกมา แน่นอนคงไม่พ้นสตรีที่มีนามว่า “เอี้ยะหลิ่งเฟิงรึ”
“อย่าทำเป็รู้ดี”
“อันที่จริงแล้ว หากจะให้ข้าพูดในฐานะสหายที่คบกันมานาน อาการของคนถูกวางยาแน่นอนว่าคงจำสิ่งใดมิค่อยได้ สมองมึนเบลอ พูดจามิรู้ความแต่หากสติยังหลงเหลือก็อาจจะมีบ้างที่จะจดจำเป็คำพูดบางคำ เอาเถอะถึงอย่างไรเ้าก็มิที่คิดจะรับนางไว้อยู่แล้ว หลังจากที่วันนี้เ้าแน่ใจว่านางจำเ้าไม่ได้ ก็มิต้องไปข้องแวะกับนางอีก ดีหรือไม่” เนี่ยฟงนึกลอบยิ้มในใจ มิใช่ว่าอยากจะให้หย่งซื่อทิ้งนางทั้งที่นางเสียตัวให้สหายเขา แต่ยามนี้เขาแค่เพียงเห็นสหายเสียอาการจึงอยากกระตุ้นความรู้สึกมันสักนิด ‘แน่นอนว่าเขายังคงตั้งใจจะช่วยเหลือเอี้ยะหลิ่งเฟิง สตรีผู้น่ารักผู้นั้นอยู่’
“อย่ามาสอนข้า”
“ฮึ”
สองบุรุษมิได้สนทนากันอีกเนื่องจากอาหารที่สั่งได้ถูกนำมาวางบนโต๊ะ มากกว่าเสี่ยวเอ้อแล้วยังมีต้วนชิงหลานเสนอตัวมารินสุรา!!
“เชิญท่านผู้ว่าจางเ้าค่ะ สุราชนิดนี้เป็สุราที่สั่งตรงมาจากเมืองหลวง บิดาข้ามอบให้ท่านที่ห่างจากบ้านเกิดมาหลายวันโดยมิคิดเบี้ยเ้าค่ะ” นางแสร้งยิ้มทั้งๆ ที่อยากจะต่อว่าอีกฝ่ายเกี่ยวกับเื่ที่นางไปนั่งรอเขาจนถึงยามอิ่ว (18.00) นอกจากไม่พบตัวบุรุษเ้าของจวนแล้ว นางยังต้องนั่งหิวจนไส้แทบจะขาด ความผิดครานี้เป็เพราะนางพลาด แต่ไม่นึกเลยว่าอีกฝ่ายจะเข้ามาหานางจนถึงโรงเตี๊ยม!
“ข้าบอกรึว่าอยากทาน เอาออกไปจากโต๊ะ”
ต้วนชิงหลานทำหน้าเหวอเสียอาการ นางหันซ้ายหันขวาและเชื่อว่าผู้คนที่มาทานอาหารในโรงเตี๊ยมร่วมสิบกว่าโต๊ะย่อมได้ยินคำที่ท่านผู้ว่ากล่าวแน่ๆ มือขาวบางสั่นระริก แต่ยังคงรินสุราให้บุรุษอีกหนึ่งคนที่นั่งร่วมโต๊ะ ก่อนจะเดินหนีไปพบกับบิดา ทั้งสองจึงร่วมสนทนาในเื่ที่คนของท่านผู้ว่ามาแจ้งข่าวเื่สาวใช้ของนางใส่ยาปลุกกำหนัดลงไปในน้ำชา บิดาของนางแสร้งทำเป็ไม่รู้และโยนความผิดไปให้อาจิ้ง
‘หรือนี่จะเป็อีกเื่ที่ทำให้ท่านผู้ว่าจางเมินเฉยต่อนางมากขึ้น’ “พรุ่งนี้ในยามซื่อ (09.30) ข้าจะไปหาท่านผู้ว่า ไปเพื่อขอโทษ”
“ก็ดี นำของฝากไปมากหน่อย บิดาสนับสนุนเ้า เพราะในชนบทเช่นนี้มิมีบุรุษใดคู่ควรกับเ้ามากไปกว่าจางหย่งซื่ออีกแล้ว เชื่อเถอะหากเ้าพยายามให้มาก อีกไม่นานจางหย่งซื่อต้องหันมาสนใจลูก”
“เ้าค่ะ” ต้วนชิงหลานลอบมองไปยังบุรุษรูปงามด้วยดวงตาฉ่ำหวาน นางตกหลุมรักบุรุษหยาบกระด้างผู้นี้จนถอนตัวไม่ได้เสียแล้ว ‘และนางต้องสมหวังเท่านั้น’
วันรุ่งขึ้น
เอี้ยะหลิ่งเฟิงเข็นผักมากกว่าสองตะกร้าเดินมุ่งหน้าไปยังโรงเตี๊ยมสกุลต้วน โรงเตี๊ยมที่สั่งผักของนางเมื่อสองวันก่อน ระยะทางเพียงหนึ่งลี้ (500เมตร) มิได้ทำให้นางเหน็ดเหนื่อยอันใด อาจจะเป็เพราะความเคยชินมาร่วมสามเดือนที่อยู่ในร่างนี้ นางจึงมีร่างกายแข็งแรงและเข็นผักได้อย่างสบายๆ โดยคิดเอาไว้ว่าในขากลับ นางจะแวะซื้อมูลสัตว์กลับบ้านสวนไปด้วย ใบหน้างามชื้นเหงื่อจนต้องละจากการเข็นรถแล้วยกมือขึ้นมาปาดเหงื่อ อีกไม่กี่ก้าวก็จะถึงที่หมาย ร่างบอบบางเดินตรงไปพร้อมกับเอ่ยทักทายเสี่ยวเอ้อ “พี่โอเปา ช่วยรับผักด้วยเ้าค่ะ”