คนที่มีความกล้าแต่ไร้ซึ่งแผนการใดเช่นเขาไหนเลยจะคิดได้ว่าควรลงมือกับเยี่ยนเจาเจาเมื่อใด?
แต่ดูเหมือนนายท่านจะแน่ใจแล้วว่าต้องเป็นคนผู้นี้
สิ่งนี้ทำให้อาเฟิ่งถึงกับพูดไม่ออก
เขาไม่รู้ว่าจะหาคำพูดใดมาหักล้างคำพูดของนายท่านได้ดังนั้นจึงเลือกที่จะเงียบลง
อาจเป็นเพราะในใจของนายท่านเต็มไปด้วยความสงสัยเขามิอาจเข้าใจได้ว่าในใจของอาเฟิ่งคิดสิ่งใดอยู่ จึงทำได้เพียงเดินไปๆ มาๆผ่านไปครู่หนึ่งถึงเอ่ยขึ้นว่า “มีความเป็นไปได้มากกว่าครึ่งที่จะเป็นเขาเจ้าไม่รู้หรอกว่ากว่าที่เขาจะมาอยู่ในตำแหน่งนี้ได้ แต่ก่อนก็เคยเป็นคนเร่ร่อนอยู่ช่วงหนึ่งอาศัยของประหลาดๆ รวมกับความเฉลียวฉลาดเหล่านั้นเพื่อความอยู่รอด ช่วยให้เขาไม่ต้องอดตาย”
อาเฟิ่งเดาว่าผงพิษเจ็ดราตรีนั่นจะต้องมีความเกี่ยวพันบางอย่างกับคนผู้นั้นมิเช่นนั้นสีหน้าของนายท่านคงไม่เปลี่ยนไปหลังจากที่ได้ยินเรื่องนี้ทั้งสูญเสียความสงบนิ่งอย่างที่เคยเป็นและยังให้คนรีบมาตามตัวเขา
เพียงแต่อาเฟิ่งไม่รู้ถึงเรื่องราวเก่าๆเหล่านั้น ตอนนั้นเขายังไม่ได้เป็นที่ปรึกษาของนายท่าน ดังนั้นจึงไม่มีทางเข้าใจได้
แต่ไม่นานเขาก็ได้ยินนายท่านกล่าวว่า “ในปีนั้นที่เขาสวามิภักดิ์ครั้งแรกก็ได้มอบพิษนั้นให้ข้าซึ่งก็คือผงพิษเจ็ดราตรีนี้ มันช่วยข้าได้มาก ช่วงหลายปีมานี้ได้รับการช่วยเหลือจากข้ามิน้อยยามนี้ได้รับความรุ่งโรจน์ คิดมิถึงเลยว่าเขาจะกล้าเหวี่ยงดาบใส่ข้าช่างน่าสะอิดสะเอียนเสียจริง”
อาเฟิ่งได้ยินเช่นนั้นก็อดรู้สึกหวั่นไหวในใจไม่ได้
คิดมิถึงว่าจะเป็นเขา?
นายท่านเห็นความสับสนปรากฏอยู่บนใบหน้าของอาเฟิ่งจึงกล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงเย็นชา “ทว่าคนผู้นี้โง่มิต่างอะไรจากหมูหลายปีที่ผ่านมาหากมิได้รับการสนับสนุนจากข้า เขาก็เป็นได้แค่ขยะชิ้นหนึ่ง คิดมิถึงเลยว่าถึงตอนนี้เขาจะนั่งไม่ติดจนต้องทำเรื่องโง่เขลาเช่นนี้ออกมา!”
เห็นได้ชัดว่านายท่านโมโหแล้วอาเฟิ่งลังเลอยู่นานก่อนกล่าวตอบ “ผงพิษเจ็ดราตรีแท้จริงแล้วมันเป็นพิษแบบใดกันขอรับ?เป็นไปได้หรือไม่ที่คนอื่นจะรู้เรื่องนี้ด้วย?”
สำหรับความดื้อรั้นของนายท่านแม้ว่าอาเฟิ่งจะรู้มานานแล้วว่ามีความคิดเห็นที่มิตรงกันแต่ในบางครั้งด้วยฐานะของที่ปรึกษา เขาก็ยังต้องตักเตือนให้ระวังอยู่บ้าง
แม้ว่าคนผู้นั้นจะไม่ฉลาดจริงๆ แต่ก็ไม่สมควรโง่เช่นนี้มองเพียงแวบเดียวก็สามารถมองออกแล้วว่าเป็นความผิดของตน หรือจะคิดว่าบนโลกใบนี้ไม่มีผู้ใดจดจำผงพิษเจ็ดราตรีได้เช่นนั้นหรือ?
“เป็นไปไม่ได้เด็ดขาด!ตอนนั้นเพื่อให้เขามีจิตใจที่ซื่อสัตย์ถึงที่สุด สูตรผงพิษเจ็ดราตรีจึงถูกทิ้งเอาไว้ในมือของเขาและไม่มีผู้ใดรู้เรื่องนี้”
นายท่านกล่าวด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม
อาเฟิ่งกล่าวตอบอย่างรวดเร็ว “ในเมื่อเป็นเช่นนี้ นายท่านเคยคิดหรือไม่ว่าตั้งแต่จับตัวศิษย์สำนักโอสถมามันบังเอิญเกินไปหรือไม่ที่เขาสามารถแก้พิษผงพิษเจ็ดราตรีได้?”
น้ำเสียงของเขาทำให้คนประหลาดใจ
เมื่อครู่นายท่านโดนความโกรธและความไม่อยากเชื่อเข้าครอบงำความคิดยามนี้เมื่อโดนอาเฟิ่งปลุกสติจึงทำให้รู้สึกได้ว่าคำพูดของอาเฟิ่งเมื่อครู่ดูสมเหตุสมผลยิ่งนัก
แต่เมื่อเมล็ดพันธุ์ของความกลัวถูกปลูกในใจพวกมันย่อมมิอาจถูกกำจัดทิ้งออกไปได้ตลอดกาล
ความโกรธบนใบหน้านายท่านค่อยๆบรรเทาลง แต่แววตาของเขายังคงแสดงถึงความหนักอึ้ง เงียบอยู่นานเขาถึงได้กล่าว “ปกติแล้วหมอในวังหลวงจะมีวิธีการแก้พิษบางชนิดอยู่เขาจะมีใจคิดเป็นอื่นหรือไม่นั้น พวกเราจำเป็นต้องหาสิ่งยืนยัน”
ทว่าไม่นานนายท่านก็ตระหนักได้อย่างรวดเร็วการที่อาเฟิ่งพูดเรื่องพวกนี้กับเขาก็เป็นเพราะกำลังคิดแผนการใหญ่แทนเขาดังนั้นเขาจึงกล่าวเสริมอีกประโยค “ถ้ามิใช่เขามันก็หมายความว่าจะต้องมีคนแอบวางแผนอย่างลับๆ มิใช่แค่ต้องสืบหาผู้ลงมือ แต่ต้องสืบเกี่ยวกับหมอผู้นั้นด้วย”
ในใจของอาเฟิ่ง ผู้อื่นไม่รู้ว่ามันไม่มีร่องรอยของรอยยิ้มอยู่หรือไม่แต่อย่างน้อยในแววตาของเขาก็ยังชมเชยคำพูดของนายท่าน “นายท่านปราดเปรื่องยิ่งขอรับ”
นายท่านยกมือขึ้นโบกไปมา “เจ้าออกไปและวางแผนการอีกสักหน่อยเถอะ”
“ขอรับ” อาเฟิ่งยกมือขึ้นคำนับก่อนเดินจากไปอย่างรวดเร็ว
อุปนิสัยของนายท่านอาเฟิ่งเองก็รู้อยู่มิน้อยเขาเกลียดที่สุดก็คือคนที่อกตัญญู แม้ว่าตอนนี้เขาและนายท่านจะมิอาจตกลงกันได้แต่มันก็ดีกว่าทำตามความปรารถนาของอีกฝ่าย
แต่มันก็เป็นเช่นนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่าอาเฟิ่งอดคิดไม่ได้ว่าครั้งนั้นที่ตนเลือกนายท่าน เป็นการเลือกที่ผิดพลาดหรือไม่กันแน่?
ไม่มีผู้ใดสามารถให้คำตอบกับการสงสัยของเขาได้
แต่ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น นับจากนี้ไปการวางแผนอย่างลับๆมากมายก็จะขยายออกแล้ว
หัวหน้าหนุ่มที่ได้รับคำสั่งจากนายท่านให้ออกตามหาคนทรยศว่าเป็นคนของฝั่งใดเขาได้กลับไปยังจวนเล็กๆ ที่เป็นสถานที่คุมตัวเยี่ยนเจาเจาเป็นการชั่วคราวอย่างรวดเร็วราวกับลมกรด
แต่คนด้านหลังที่ตามเขามาได้บอกเขาว่านายท่านมีแผนการใหม่สำหรับการซุ่มโจมตีอย่างไม่มีสาเหตุและไม่มีซากกระดูกหลงเหลือแล้ว
เขื่อนยาวพันลี้กลับถูกกองทัพมดเจาะจนพังทลาย[1] แม้ทุกฝ่ายจะมีการเตรียมพร้อมเอาไว้ แต่สุดท้ายก็ยังหลุดออกจากวงล้อนี้ไป
แต่วงล้อนี้มันถูกบีบเอาไว้ในมือของคนอื่นจนแน่น
ตอนที่หัวหน้าหนุ่มกลับมาก็เป็นช่วงเย็นของวันแล้ว
ตอนนี้หมอหนุ่มบอกว่าต้องไปอาบยาเพื่อขับพิษออกจากร่างให้เยี่ยนเจาเจาพอดีหัวหน้าหนุ่มก็กำลังวุ่นอยู่กับการสืบสวนว่าใครเป็นไส้ศึกกันแน่หลังจากฟังการรายงาน เขามิได้รู้สึกว่ามันมีอะไรที่มิเหมาะมิควรดังนั้นเขาจึงถอนกำลังคนส่วนใหญ่ที่เฝ้าจับตาดูเยี่ยนเจาเจากลับมา และเริ่มตามหาไส้ศึกอย่างละเอียด
ในช่วงไม่กี่วันมานี้พวกเขาใช้กำลังไปไม่น้อยสำหรับการจับตามองเยี่ยนเจาเจาและท่านหมอคิดมิถึงว่าทั้งสองคนนี้จะไม่มีการเคลื่อนไหวใด ทุกอย่างล้วนเป็นปกติ และพอคิดดูแล้วก็เห็นว่ามันไม่น่าจะมีความผิดปกติอะไร
แต่ฝั่งของเยี่ยนเจาเจานั้นยังคงเงียบสงบเช่นเดิม
ในตอนกลางวัน หมอหนุ่มได้บอกทหารรักษาการณ์ว่าต้องการยาบางตัวตัวยานี้เป็นสมุนไพรที่ไม่มีอยู่ที่นี่ จำเป็นต้องไปที่ร้านขายสมุนไพรในตัวเมืองเซียงเฉิงถึงจะสามารถหาซื้อได้
ในจวนได้มีการใช้กฎอันเข้มงวดแล้ว แต่ทหารที่อยู่กับหมอหนุ่มมีป้ายคำสั่งที่หัวหน้าหนุ่มมอบให้เมื่อครั้งก่อนด้วยป้ายคำสั่งนี้จึงทำให้ทหารรักษาการณ์ออกไปตามหาสมุนไพรตามที่หมอหนุ่มต้องการได้อย่างง่ายดาย
หมอหนุ่มใช้ยาบางส่วนเพื่อทำเป็นยาลูกกลอนมอบให้เยี่ยนเจาเจาส่วนยาที่เหลือก็ใช้ทำเป็นตัวยาสำหรับอาบช่วงกลางคืน
ตามปกติเมื่ออยู่ในห้องอาบน้ำหมอหนุ่มจะปิดตาและฝังเข็มให้เยี่ยนเจาเจา อาฮวาจะอยู่ข้างๆรับหน้าที่เป็นลูกมือช่วยเติมยาลงไปในอ่างน้ำ สาวใช้ที่มาจับตาดูตอนนี้ก็มิอยู่แล้วนางอยู่ที่ด้านนอกของห้องเซียงฝาง กำลังพูดคุยอยู่กับทหารรักษาการณ์อีกสองนาย
ในครั้งนี้ทหารหนุ่มมิได้มาด้วยได้ยินว่าเขาไม่สบายจึงได้เปลี่ยนกะเฝ้ายามกับคนอื่น ฝากให้คนที่สนทนาอยู่มาเฝ้ายามเยี่ยนเจาเจาแทน
ทหารรักษาการณ์ทั้งสองคนไม่ได้มีความคิดใดต่อเยี่ยนเจาเจาอีกทั้งพวกเขาก็ไม่เต็มใจและไม่ใช่คนประเภทที่ชอบแอบดูหญิงสาวร่างกายอ่อนแออาบน้ำ
ที่ยิ่งไปกว่านั้นในวันที่อากาศร้อนเช่นนี้ใครมันจะอยากอยู่ในห้องอาบน้ำที่ร้อนอบอ้าวเต็มไปด้วยไอน้ำเช่นนี้กัน?
เมื่อคืนวานสาวใช้เหงื่อออกทั้งคืนจึงคิดว่าตนมิจำเป็นต้องเฝ้าจับตาดูอยู่ด้านใน
อย่างไรก็ตามที่ด้านนอกก็ยังสามารถได้ยินเสียงจากด้านในที่ยิ่งไปกว่านั้นหมอหนุ่มก็อยู่คนเดียวมาตลอดไหนเลยจะสามารถทำเรื่องหลอกลวงออกมาได้กัน?
การอาบพิษครั้งนี้ยาวนานเป็นพิเศษ จู่ๆทหารรักษาการณ์และสาวใช้ที่อยู่ด้านนอกก็รู้สึกได้ว่าอุณหภูมิลดลงอย่างกะทันหัน
สมุนไพรไล่ยุงที่จุดในจวนก็มีกลิ่นแปลกๆบางอย่างแฝงอยู่
หลังจากผ่านการจับตามองอย่างเข้มงวดมาตลอดหลายวันก็ไม่มีเรื่องใดเกิดขึ้นทหารรักษาการณ์เหล่านี้จึงรู้สึกผ่อนคลายอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เมื่อรู้สึกได้ว่าเริ่มเวียนศีรษะจึงชวนกันไปที่ห้องปลดทุกข์เพื่อปลดปล่อย
ไม่ไกลจากที่นี่ เดินไปทางลานกว้างและออกจากประตูจวนที่เยี่ยนเจาเจาอยู่สองก้าวก็จะเป็นห้องที่ทหารรักษาการณ์ใช้
คนที่พูดคุยก็ออกไปแล้ว สาวใช้ผู้นั้นก็เกิดความรู้สึกเบื่อหน่ายขึ้นมา
ที่ด้านในมีเสียงดังตึงตังสาวใช้ผู้นั้นไม่มีเรื่องใดให้ทำจึงผลักประตูเข้าไป นางเดินไปพร้อมเอ่ยขึ้นว่า “อาฮวา เหตุใดวันนี้ถึงได้นานนัก!”
อาฮวามิได้ตอบ แต่เป็นด้านหมอหนุ่มที่เอ่ยตอบอย่างไม่รีบร้อน “วันนี้แม่นางต้องถ่ายเลือดพิษออกมา จึงใช้เวลานานสักหน่อย”
จากนั้นก็ได้ยินเสียงของเยี่ยนเจาเจาร้องออกมาด้วยความเจ็บปวดได้ยินอาฮวาพูดเบาๆ ว่า “อืออืออือ” สองสามครั้ง สาวใช้ผู้นั้นพลันได้กลิ่นเลือดโชยออกมา
ดูเหมือนมิมีอะไรที่ดูผิดปกติ
การตอบสนองของสาวใช้ดูเป็นกลางมากกว่ายามปกตินางไม่คิดว่ามีสิ่งใดที่ดูไม่เหมาะสมเลยสักนิด
กล่าวตามตรงหากเยี่ยนเจาเจามิได้เป็นเชลยสาวใช้และทหารรักษาการณ์ที่อยู่ในจวนก็ล้วนชอบนางกันทั้งนั้น... แต่จะมีใครบ้างเล่าที่ไม่ชมชอบสาวงามที่พูดจาอ่อนโยนเช่นนี้
แต่แม้จะเป็นเช่นนั้นก็ไม่มีผู้ใดกล้ายื่นมือเข้ามาช่วยเหลือเยี่ยนเจาเจาเพียงเพราะความรู้สึกชื่นชอบอันเบาบางนี้ ถือเป็นเรื่องธรรมชาติของมนุษย์ที่ต้องพบเจอ
ผู้ที่สามารถช่วยเหลือเยี่ยนเจาเจาเพราะความรู้สึกและสามารถทำมันได้จริงเห็นจะมีเพียงคนที่ยืนอยู่ตรงหน้าของนางผู้เดียวเท่านั้น
ในห้องอาบน้ำมีเสียงดังเป็นระยะ ประเดี๋ยวก็มีเสียงเติมน้ำประเดี๋ยวก็มีเสียงเปิดหีบยาและเสียงใส่ยาสมุนไพร
มิรู้ว่าเป็นเพราะอากาศร้อนอันอบอ้าวหรือไม่เสียงของหมอหนุ่มที่กล่าวจึงได้ดูแหบแห้ง สาวใช้ผู้นั้นเองก็มิได้รู้สึกถึงปัญหาอะไรจึงตอบกลับไปและกลับไปนับดาวอย่างเบื่อหน่ายอยู่ที่จุดเดิม
นับดาวอยู่นาน สาวใช้ถึงได้รู้สึกว่ามีบางอย่างผิดปกติ
เหตุใดวันนี้ทักษะการฟังของนางถึงได้แย่ลงแม้แต่ห้องเซียงฝางมีคนอยู่กี่คนก็ยังฟังไม่ออก?
ทว่าในตอนที่รู้สึกได้ว่ามีบางอย่างผิดปกติสาวใช้ผู้นั้นก็ตระหนักได้ว่ามิใช่เพียงทักษะการได้ยินของตนเท่านั้นที่ลดลงสัมผัสทั้งห้าเองก็ย่ำแย่ลงอย่างเห็นได้ชัด ภาพที่เห็นตรงหน้าพร่ามัวแม้แต่การยืนก็ยังทำได้ไม่มั่นคง
ในใจของนางรู้แล้วว่ามีบางอย่างผิดปกติทว่าตอนที่เอื้อมมือไปหยิบพลุไฟตรงเอวเพื่อจะส่งสัญญาณ นางก็รู้สึกเจ็บบริเวณหลังเอวขึ้นมา
ยังมิทันได้หันไปมองว่าเป็นฝีมือของผู้ใดนางก็รู้สึกได้ว่ามีมือเอื้อมมาปิดที่ปาก หางตาเหลือบเห็นแสงเย็นผ่านช่วงคอไปหลังจากนั้นก็หมดสติไปทันที
ทหารทั้งสองนายออกไปปลดทุกข์ เกรงว่าไปแล้วก็คงมิกลับมาอาจจะถูกวางยาพิษไปเช่นกัน
มิน่าเล่าถึงได้ขับเลือด...
เกรงว่าจะเป็นการกลบกลิ่นคาวเลือดจากการสังหาร...
น่าเสียดายที่ประโยคนี้นางทำได้เพียงพูดมันกับยมราช
เมื่อเยี่ยนเจาเจาได้ยินเสียงของหนักๆตกลงบนพื้นที่สวนด้านนอก มุมปากของนางก็ยกขึ้น
แววตาที่เดิมทีดูหดหู่และโศกเศร้าได้หายไปจนหมดสิ้นแทนที่ด้วยรอยยิ้มอย่างชัดเจน
ไม่รู้ว่าอาฮวาล้มลงที่ด้านข้างตั้งแต่ตอนไหนเยี่ยนเจาเจาก้มศีรษะลงมองนางด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยความรังเกียจและเหยียดหยัน
เยี่ยนเจาเจาลุกขึ้นจากอ่างน้ำร่างกายของนางขาวผ่องไร้ที่ติ หยดน้ำที่เกาะอยู่ไหลตกลงมาเป็นทิวยาว
แม้ส่วนสูงของนางจะไม่มากเท่าไร แต่แขนขาทั้งสองข้างก็เรียวยาวส่วนเอวคอดสวยจนมิอาจบรรยายได้
แม้จะยืนอยู่ตรงนั้น ก็ยังราวกับเป็นรูปปั้นของเทพเจ้าที่มิอาจลบหลู่
นางกล้าทำเช่นนี้เพราะว่าดวงตาของหมอหนุ่มถูกปิดทับด้วยผ้าจนมิอาจมองเห็นได้ตอนที่หันกลับไปหยิบผ้าเช็ดตัวที่วางอยู่ตรงชั้นวาง ก็เห็นว่าปลายใบหูของหมอหนุ่มค่อยๆเปลี่ยนเป็นสีแดง
สาวน้อยเฉลียวฉลาดเพียงแต่เกรงว่ามิว่าจะคิดอย่างไรนางก็คงคิดมิถึงว่าบนโลกใบนี้จะมีผู้ที่มีวรยุทธ์ขั้นสูงที่แม้ดวงตาทั้งสองข้างจะถูกปิดเอาไว้จนมองไม่เห็น แต่สามารถประมวลผลจากการได้ยินแล้วนำมาเปลี่ยนเป็นภาพในหัวว่าภาพที่ปรากฏอยู่เบื้องหน้าตอนนี้เป็นอย่างไร
ร่างกายอบอุ่นมีกลิ่นหอมอ่อนโยนราวหยกใสช่างสวยงามและทรงเสน่ห์ชวนให้หลงใหล
หมอหนุ่มส่งเสียงไอออกมาอย่างมิเป็นตัวเองแม้ดวงตาจะถูกปิดเอาไว้ด้วยผ้าผืนหนึ่งแต่ก็ยังสามารถหลบเลี่ยงสิ่งของที่วางระเกะระกะรอบตัวได้อย่างราบรื่น เขาเดินไปหยิบเสื้อผ้าสะอาดมาสวมให้เยี่ยนเจาเจา
แม้จะพูดว่าเป็นการสวมเสื้อผ้า แต่ก็เป็นเพียงการสวมเสื้อคลุมเท่านั้นส่วนเสื้อทับตัวใน เยี่ยนเจาเจาได้เปลี่ยนมันเรียบร้อยแล้ว
--------------------------------------------------------
เชิงอรรถ
[1] เขื่อนยาวพันลี้กลับถูกกองทัพมดเจาะจนพังทลายหมายถึง ภัยจากเรื่องเล็กน้อยจะนำพาไปสู่หายนะครั้งใหญ่