เซี่ยซูมี่ยิ้มอารมณ์ดีที่ได้ซื้อเสื้อผ้าชั้นดีแต่ราคาน่าคบ คงไม่มีใครจะรู้สึกคุ้มทุนไปมากกว่านี้แล้ว เมื่อซื้อของครบหมดแล้ว เซี่ยซูมี่ก็ให้สามีไปบังคับเกวียนมายังร้านข้าว ส่วนตนนั้นจะไปรอเขาที่ร้าน
“เถ้าแก่เ้าคะ ข้ามาเอาของที่ฝากเอาไว้เ้าค่ะ” เซี่ยซูมี่เมื่อไปถึงร้านขายข้าวสารก็เดินเข้าไปแจ้งกับทางเ้าของร้าน
“ฮูหยินน้อยนี่เอง เกวียนเ้าอยู่ไหนล่ะ? ข้าจะได้บอกลูกน้องให้ขนไปให้” ระหว่างที่ถามเถ้าแก่ก็สอดสายตามองหาเกวียนที่จะขนของขึ้นไปให้
“กำลังมาเ้าค่ะ ข้ามาบอกเถ้าแก่เอาไว้ก่อน เกรงว่าท่านจะมีลูกค้าแล้วจะเกะกะเ้าค่ะ” เซี่ยซูมี่อธิบายเื่ที่ตัวเองนั้นมาคนเดียว
“ดีๆ หากว่าสามีเ้ามาถึงแล้วก็บอกลูกน้องในร้านได้เลย ข้ากำชับพวกเขาเอาไว้แล้ว” หลังจากที่เถ้าแก่ได้รู้ที่มาที่ไป เขาก็ไปขายของให้กับลูกค้าคนอื่นต่อ เซี่ยซูมี่นั่งรอสามีบังคับเกวียนมายังร้านค้า นั่งรอเพียงไม่นานก็เห็นวัวสีขาวสองตัวที่ดูโดดเด่นกว่าวัวทั่วไปกำลังมุ่งหน้ามาทางนี้
“มาแล้วล่ะเ้าค่ะ” เซี่ยซูมี่บอกกับคนงานที่รอยกของในร้าน
เมื่อซ่งเวยหลงมาถึง ลูกน้องในร้านขายข้าวสารก็ทำการยกของขึ้นเกวียนให้ โดยที่ซ่งเวยหลงไม่จำเป็ต้องลงจากเกวียนเลยด้วยซ้ำ
“นี่เ้าค่ะ ขอบใจพวกท่านมาก” เซี่ยซูมี่ให้เงินกับคนยกของไปคนละ 10 อีแปะ พวกเขาต่างก็ยิ้มดีใจ เพราะทำงานที่ร้านข้าวสารแห่งนี้มาก็นาน แต่ไม่เคยมีผู้ใดให้เงินพิเศษเลยสักครั้ง นี่จึงเป็ครั้งแรกที่พวกเขาได้เงินพิเศษนี้ ลูกน้องต่างพากันจดจำใบหน้าของสองสามีภรรยาที่ใจดีทั้งสองเอาไว้ เผื่อว่าภายภาคหน้าจะได้ตอบแทนน้ำใจของพวกเขา
คนงานที่นี่ก็ไม่ได้ต่างจากทาสสักเท่าไหร่ แม้ว่าจะไม่ได้ถูกขายเพื่อมาเป็แรงงานทาส แต่ก็ทำงานไม่ต่างจากทาส เถ้าแก่ร้านนี้ใจดีกว่าร้านอื่น ๆ ที่พวกเขาเคยทำงานมา ค่าแรงจ่ายให้ทุกวัน เพราะรู้ดีว่าทุกคนต่างต้องใช้จ่าย พวกเขาทำงานั้แ่ยามอิ๋น เลิกงานอีกทีก็ยามโหย่วได้ค่าแรงวันละ 40-50 อีแปะเท่านั้น เมื่อทำเพียงแค่ยกของขึ้นเกวียนได้ตั้ง 10 อีแปะ จึงรู้สึกซาบซึ้งใจไปตามๆ กัน
“ขอบคุณฮูหยินมากขอรับ”
พวกคนงานต่างก้มหัวขอบคุณด้วยความซาบซึ้งใจ ทำให้เซี่ยซูมี่นึกไปยังลูกน้องในยุคที่ตนเองจากมา ป่านนี้ไม่รู้ว่าพวกเขาจะเป็อย่างไรบ้าง แล้วธุรกิจของตนนั้นจะมีคนสานต่อหรือไม่ เมื่อคิดถึงเื่นี้ก็ได้แต่ถอนหายใจ
“เป็อะไรไปหรือ? พี่เห็นเ้าถอนหายใจั้แ่อยู่ที่ร้านขายข้าวสาร จนตอนนี้เ้ายังไม่เลิกถอนหายใจอยู่อีก” ซ่งเวยหลงขมวดคิ้วสงสัยกับท่าทางแปลกๆ ของภรรยา ก่อนหน้านี้นางยังยิ้มแย้มแจ่มใสที่เถ้าแก่เนี้ยลดราคาผ้าอยู่เลย แต่ตอนนี้กลับถอนหายใจยาวตลอดทาง จนใกล้จะถึงร้านขายเครื่องเทศแล้ว
“ไม่มีอะไรหรอกเ้าค่ะ ข้าก็แค่สงสารชนชั้นแรงงานเท่านั้น” เซี่ยซูมี่เองก็ไม่รู้จะอธิบายอย่างไรให้สามีเข้าใจ การที่คนเราจะกุมความลับของตัวเองเอาไว้นั้นไม่ใช่เื่ง่ายเลยสักนิด อย่างเช่นในตอนนี้ที่รู้สึกเหมือนอกจะะเิ ที่ไม่สามารถเล่าความในใจให้ใครฟังได้
“เราเองก็ไม่ต่างจากพวกเขาเท่าไหร่หรอก ยังคงเป็ชนชั้นแรงงานอยู่ เ้าเสียใจหรือไม่ที่ไม่มีสามีเป็บัณฑิต” ซ่งเวยหลงรู้สึกเศร้าใจเล็กน้อยที่ไม่ได้เป็คนใหญ่คนโตให้ภรรยาภาคภูมิใจ
“ข้าบอกท่านหรือเ้าคะว่าอยากเป็ภรรยาบัณฑิต? ขุนนางแล้วอย่างไร? ชาวนาแล้วอย่างไร? ทุกคนล้วนต้องเดินดิน กินข้าวเหมือนกันทั้งนั้น หน้าที่และความรับผิดชอบต่างหากที่แตกต่างออกไป พวกขุนนาง บัณฑิตก็ใช่ว่าจะไม่มีเื่ทุกข์ใจนี่เ้าคะ อย่างน้อยๆ ข้าว่าก็น่าจะปวดหัวเื่อนุทั้งหลาย ที่แก่งแย่งชิงดีกันเป็ที่หนึ่ง เป็ภรรยาพรานป่าดีแล้วเ้าค่ะ ไม่ต้องไปแก่งแย่งชิงดีกับผู้ใด” เซี่ยซูมี่ออกความเห็น
นางไม่เห็นอยากจะเป็ภรรยาขุนนาง หรือซิ่วไฉเลยแม้แต่น้อย เป็เพียงคนธรรมดาใช่ว่าจะประสบความสำเร็จไม่ได้ อย่างเช่นตนในเมื่อก่อนก็จบเพียงชั้นมัธยมเท่านั้น ไม่มีโอกาสได้เรียนระดับมหาวิทยาลัย ก็ยังประสบความสำเร็จเป็นักธุรกิจชื่อดังได้ ไม่เห็นจำเป็ต้องดูถูกความสามารถของตัวเองเลยสักนิด
“พี่สัญญาจะมีเพียงเ้าคนเดียวตลอดไป" ซ่งเวยหลงรับปากหนักแน่น ด้วยความที่ตนนั้นไม่คิดที่จะมีบ้านรองให้ปวดหัว รักเดียวใจเดียวง่ายกว่าที่จะเผื่อแผ่ความรักให้กับผู้อื่น สู้เอาความรักที่มีทั้งหมดมอบให้กับเพียงคนคนเดียวง่ายกว่ากันเยอะ
“จำคำของท่านเอาไว้ก็แล้วกันเ้าค่ะ” เซี่ยซูมี่แสร้งทำเสียงเข้มแก้เขิน เพราะไม่คิดว่าจู่ๆ สามีจะหยอดคำหวานด้วยน้ำเสียงหนักแน่น และหน้าตาจริงจังถึงเพียงนี้
ทั้งสองคนขับเกวียนไปเอาของตามร้านค้าต่างๆ ที่ฝากเอาไว้ พบว่าตอนนี้ใกล้ยามเว่ยที่นัดหมายสหายเอาไว้แล้ว จึงรีบพากันไปรอยังจุดนัดพบ กลับพบว่ามีเกวียนอีกคันหนึ่งจอดอยู่ยังที่ตรงนั้นด้วย ภายในเกวียนมีข้าวของมากมาย ซึ่งกะด้วยสายตาแล้วก็คงจะไม่แพ้ที่เซี่ยซูมี่ซื้อมาด้วยเช่นกัน
“นั่นอาจื่อนี่เ้าคะ” เซี่ยซูมี่เห็นสหายของสามียืนพิงเกวียนอยู่
“อืม” ซ่งเวยหลงพอจะเดาเหตุการณ์ได้ เมื่อดูของในเกวียนที่จอดอยู่ก็คิดว่าสหายน่าจะเช่าเกวียนอีกคันกลับบ้านอย่างแน่นอน เดิมทีเขาเองก็เป็กังวล ว่าวัวทั้งสองตัวจะแบกรับน้ำหนักมหาศาลนี่ได้หรือไม่ หากว่าต้องขนสัมภาระของเขาและสหายรวมกัน แต่เมื่อเป็เช่นนี้เขาเองก็หมดห่วง
“อาหลง อาซ้อ ข้านึกว่าพวกท่านหนีกลับบ้านไปก่อนแล้วเสียอีก” อาจื่อกล่าวยิ้มๆ เพราะเขาปวดหัวกับภรรยา ที่เอาแต่โวยวายจะขึ้นเกวียนของสหายกลับบ้าน บ่นว่าเขานั้นสิ้นเปลืองที่ไปจ้างเกวียนอีกคันเพื่อขนของกลับบ้าน แต่เมื่อเห็นข้าวของบนเกวียนของสหายแล้ว อาจื่อกลับคิดว่าตนคิดถูกแล้วที่จ้างเกวียนแยกกลับบ้าน
“จะเป็เช่นนั้นได้อย่างไรกันล่ะเ้าคะ” เซี่ยซูมี่พูดขึ้น
“ข้าแค่ล้อเล่นน่ะอาซ้อ พวกท่านมุ่งหน้ากลับบ้านไปเลยขอรับ ข้าจะให้คนขับเกวียนขับตามพวกท่านไปเอง ของที่ท่านแม่ฝากซื้อก็มีมากพอสมควร หากใช้เกวียนท่านเพียงคันเดียว เกรงว่าวัวของท่านจะล้มป่วยเอาได้” อาจื่อบอกจุดประสงค์ของตัวเองไป เซี่ยซูมี่รู้สึกชอบใจนิสัยของอาจื่อยิ่งนัก เพราะเขารู้จักเห็นใจผู้อื่น ต่างจากภรรยาเขาเป็อย่างมาก ที่ตอนนี้นางกำลังนั่งหน้างออยู่บนเกวียน
“ถ้าเช่นนั้นก็รีบไปกันเถอะ แดดเริ่มไล่หลังมาแล้วล่ะ” ซ่งเวยหลงไม่ได้รั้งสหายเอาไว้ เขาบังคับเกวียนมุ่งหน้าไปยังหมู่บ้านป่า เนื่องจากว่าตอนนี้เป็ยามเว่ยแดดจึงยังอยู่ตรงกลางหัวอยู่ โชคดีที่เกวียนพวกเขานั้นมีหลังคา ทำให้สามารถบังแดดให้กับภรรยาเขาได้ ไม่เช่นนั้นผิวสวยๆ ของนางคงโดนแดดโลมเลียอย่างแน่นอน
ระหว่างทางเซี่ยซูมี่ไม่ได้พูดคุยอะไร เนื่องจากว่านางเองก็เหนื่อยจากการเลือกเดินซื้อของในครั้งนี้ ทำให้หญิงสาวเผลอหลับไปโดยไม่รู้ตัว ทางด้านซ่งเวยหลงที่รู้สึกเงียบหูแปลกๆ เพราะปกติแล้วมักจะได้ยินเสียงเจื้อยแจ้วของหญิงสาวข้างๆ หูตลอดการเดินทาง แต่เมื่อหันหลังกลับไปมอง พบว่านางได้หลับไปแล้ว ซ่งเวยหลงได้แต่ยิ้มบางให้กับภรรยา พร้อมทั้งตั้งหน้าตั้งตาบังคับวัวให้ลากอย่างนิ่มนวลที่สุด เพื่อที่ให้คนที่อยู่ในห้วงนิทรานั้นหลับได้สบายที่สุด
กลับถึงบ้าน ซ่งเวยหลงกำลังจะปลุกหญิงขี้เซาที่หลับไม่รู้เื่ ว่าตอนนี้ถึงบ้านแล้ว แต่แล้วต้องเปลี่ยนใจเพราะอยากให้นางนอนให้เต็มที่ ชายร่างสูงใหญ่ใช้สองแขนช้อนร่างบางเข้ามาแนบอก จากนั้นก็อุ้มหญิงสาวเข้าไปนอนยังห้องนอนที่เขาไปเปิดเอาไว้ก่อนหน้านั้น ท่ามกลางสายตาของคนงานสร้างบ้านที่อยู่บริเวณรั้วบ้านเดียวกัน เซี่ยซูมี่แกล้งหลับจึงจำต้องมุดหน้าเข้าหาอกแกร่งด้วยความอาย ไม่คิดว่าชายหนุ่มจะกล้าอุ้มตัวเองเข้าไปในบ้านเช่นนี้ ต่างจากอีกคนที่ยิ้มมุมปากเมื่อหญิงสาวมุดหน้าเข้ามาในอ้อมอกของตน
“ตื่นแล้วเหตุใดไม่ยอมเดินเอง” ซ่งเวยหลงหลังจากที่วางหญิงสาวแ่เบาลงบนเตียง อดไม่ได้ที่จะบีบจมูกให้คนที่แกล้งหลับลืมตา
“อื้อ…” เซี่ยซูมี่เดิมทีจะแกล้งหลับต่อ แต่แล้วก็ต้องรีบตื่น พร้อมทั้งตีมือหนาที่ถือวิสาสะบีบจมูกตนอยู่ในตอนนี้
“หึ เ้าเล่ห์ดีนัก” ซ่งเวยหลงเอ่ย
“ก็ท่านไม่ยอมปลุกข้าเองนี่เ้าคะ อีกอย่างข้าก็ไม่คิดว่าท่านจะ จะ พาข้ามานอนที่เตียงเองด้วย” เซี่ยซูมี่อายเกินกว่าจะพูดว่าเขาอุ้มมานอนยังเตียง
“เ้าพักเถอะ ที่เหลือข้าจัดการเอง วันนี้เหนื่อยมาทั้งวันแล้ว” ซ่งเวยหลงลูบศีรษะภรรยาเบาๆ ด้วยความรักใคร่ นางคงจะเหนื่อยจริงๆ ถึงได้เผลอหลับมาตลอดทางเช่นนี้
“ข้าหายเหนื่อยแล้วล่ะเ้าค่ะ เดี๋ยวข้าจะไปทำอะไรอร่อยๆ ให้ท่าน..พี่กินดีกว่า” เซี่ยซูมี่เกือบลืมคำว่าท่านพี่ แต่เมื่อเห็นสายตาเฉี่ยวคมคู่นั้นที่มองมาก็จำได้ในทันที
“ตามใจเ้าเถิด พี่ขอตัวไปขนของลงจากเกวียนสักครู่ เ้าวัวสองตัวนั้นคงจะหิวน้ำหิวหญ้ากันแล้วล่ะ” ซ่งเวยหลงไม่คิดขัดภรรยา หากนางไหวก็ให้นางทำไป เพราะเขาเองก็เริ่มจะหิวขึ้นมาแล้วเช่นกัน
“เ้าค่ะ” เซี่ยซูมี่จับมือชายหนุ่มที่ลูบหัวตัวเองเอาไว้ไม่ยอมปล่อย เพราะรู้สึกอบอุ่นหัวใจอย่างไม่เคยเป็มาก่อน ไม่อยากจะปล่อยเขาไป อยากจะอยู่ท่านี้ไปนานๆ อย่างน้อยๆ ก็ให้นานกว่านี้อีกหน่อย
“พี่ต้องไปแล้ว” ซ่งเวยหลงมองหญิงสาวที่นอนจับมือของตนไม่ยอมปล่อย ส่วนนางนั้นทำได้เพียงส่ายหน้าเท่านั้น ซ่งเวยหลงเองก็รู้สึกดีที่เป็เช่นนี้
ชายหนุ่มอดใจไม่ไหว ก้มหน้าต่ำลงมาจนหน้าผากของทั้งสองชิดกัน ชายหนุ่มถือจังหวะที่ได้ใกล้ชิดหญิงสาวนี้ เขาสูดดมเอากลิ่นหอมเฉพาะตัวของนาง จากนั้นก็ลากจมูกและปากให้ัักับดวงตาคู่งาม ไล่ลงมายังพวงแก้มหอมพร้อมทั้งหยุดเพื่อสูดดมให้ชุ่มปอด แต่กลับยังไม่รู้สึกพอยิ่งอยากจะััมากกว่านั้น
ทางด้านเซี่ยซูมี่ตอนนี้กำลังใจเต้นแรง กำมือของชายหนุ่มแน่น ทั้งๆ ที่มือของทั้งสองคนนั้นชื้นไปด้วยเหงื่อ แม้ว่าหัวใจจะเต้นโครมครามด้วยความตื่นเต้น แต่กลับไม่คิดที่จะผลักไสร่างหนาออก ซ้ำยังหลับตาเพื่อรับััวูบไหวจากคน้าเสียด้วยซ้ำ ตอนนี้เขากำลังก้มหน้าลงมายังซอกคออุ่นเพื่อสูดดมความหอม พร้อมทั้งขบเม้มให้พอรู้สึกถึงััที่เขา้าจะมอบให้
“อือ” เซี่ยซูมี่เผลอครางออกมาอย่างลืมตัว ปฏิเสธไม่ได้ว่ารู้สึกดีไม่น้อยที่ถูกเขาทำเช่นนี้
ซ่งเวยหลงเมื่อได้ยินเสียงหวานของร่างบาง กลับทำให้ตัวเขาเองฮึกเหิมในใจ ไล่ััจากซอกคอขาว แล้วมาหยุดอยู่ที่ริมฝีปากบางสีแดงนุ่มคู่นี้ พร้อมทั้งประกบริมฝีปากของตัวเองเบาๆ หลังจากที่ทำความคุ้นเคยกันแล้วก็ฉกชิงเอาความหอมหวานจากโพรงปากราวคนกระหายรสชาติัันี้มานานแสนนาน
“อือ” มีเพียงเสียงครางเท่านั้นที่บ่งบอกว่าทั้งสองพอใจกับรสัันี้มากน้อยแค่ไหน
“มอออออออออ มอออออออออออ” แต่แล้วก็ต้องมีอันมาดับไฟรักร้อนแรงนี้ เมื่อวัวคู่ผัวเมียต่างร้องประท้วง เนื่องจากว่าเ้านายหายไปนาน ทิ้งให้พวกมันยืนรออยู่พักใหญ่ แต่ไม่มีวี่แววว่าจะมาปลดเกวียนเทียมเพื่อพามันเข้าคอก เพื่อไปกินน้ำกินหญ้าอย่างที่ควรจะเป็
พร้อมรับทุกเสียงกรีดร้อง ง ง ง ช้าๆ ได้ NC งามๆ อิอิ