สถานการณ์ตึงเครียดถึงขีดสุด บุหงาและพ่อคำต่างมองอาคมด้วยความกังวลใจ เพราะทุกคนรู้ว่าหากขัดใจขุนนาง อาจหมายถึงการติดคุกหรือโทษที่ร้ายแรงกว่านั้น
แต่ อาคม ผู้ซึ่งเป็นักเจรจาธุรกิจระดับโลก ไม่เคยมองสถานการณ์นี้เป็ภัยคุกคาม แต่มองเป็ การต่อรองทางธุรกิจที่ต้องชนะ
“ท่านหลวงขอรับ” อาคมเริ่มใช้ลูกเล่น “ท่านรู้ดีว่าการเก็บส่วยจากหมู่บ้านนี้เป็ไปอย่างยากลำบาก เพราะภัยแล้งและความอดอยาก”
หลวงวิจิตรไพศาลเงียบ ฟังอย่างตั้งใจ
“ในปีนี้” อาคมเน้นเสียงหนัก “ที่นาของข้าให้ผลผลิตข้าวต่อไร่มากกว่าที่นาอื่น สามเท่า!”
อาคมหันไปทางชาวบ้าน “จริงหรือไม่ที่ข้าบอกให้ท่านนายบ้านทราบว่า ข้าสามารถทำให้ผลผลิตข้าวทั้งหมู่บ้านเพิ่มขึ้น อย่างน้อยสองเท่า ในฤดูหน้า?”
ชาวบ้านต่างส่งเสียงรับรองด้วยความตื่นเต้น “จริงขอรับ!” “จริงเ้าค่ะ!”
อาคมหันกลับมาทางหลวงวิจิตรไพศาล “ท่านหลวง ท่านไม่จำเป็ต้องออกแรงกดดันหรือรีดไถเพิ่มเติมเลยขอรับ ข้าจะมอบส่วยที่เพิ่มขึ้นให้กับท่านเอง!”
“เ้าหมายความว่าอย่างไร?” ขุนนางเริ่มสนใจในผลประโยชน์
“หากผลผลิตเพิ่มขึ้นสองเท่า” อาคมยื่นข้อเสนออย่างเด็ดขาด “ข้าขอรับรองว่า ส่วนแบ่งภาษีส่วยที่จะส่งเข้าพระคลังและส่วนแบ่งของท่าน จะเพิ่มขึ้นจากเดิมถึงหนึ่งเท่าตัวโดยไม่ต้องใช้กำลังใด ๆ!”
“แต่มีข้อแม้เดียวขอรับ” อาคมกล่าวต่อเสียงดังฟังชัด “คือ ข้าขออำนาจควบคุมและกำกับดูแลการสร้างระบบชลประทานนี้ให้แล้วเสร็จสมบูรณ์แบบ โดยไม่มีใครมาขัดขวาง เพราะหากงานของข้าไม่เพอร์เฟค ผลลัพธ์ที่ท่านจะได้ก็จะไม่สมบูรณ์ตามไปด้วย”
หลวงวิจิตรไพศาลจ้องมองอาคมด้วยความประหลาดใจ ความกล้าและวาทศิลป์ของชายหนุ่มผู้นี้ทำให้เขาไม่อาจปฏิเสธได้ เพราะนี่คือข้อเสนอที่ให้ผลประโยชน์ทางตัวเลขที่ไม่อาจโต้แย้งได้
“เ้ามันคนบ้า! แต่ข้าชอบความกล้าได้กล้าเสียของเ้า” หลวงวิจิตรไพศาลกล่าวอย่างเ้าเล่ห์ “ข้าจะยอมให้เ้าดำเนินการต่อ แต่จงจำไว้ ข้าจะจับตาดูความสมบูรณ์แบบของเ้า! หากข้าวในฤดูหน้าไม่เพิ่มขึ้นตามที่เ้าว่า หรือมีชาวบ้านคนใดร้องเรียน... ข้าจะกลับมา และคราวนี้โทษของเ้าจะไม่ใช่แค่การถูกขัดขวาง แต่เป็การลงโทษถึงชีวิต!”
อาคมโค้งคำนับอย่างองอาจ “ขอบพระคุณขอรับท่านหลวง ข้าไม่เคยทำสิ่งใดที่ไม่สำเร็จ”
หลวงวิจิตรไพศาลควบม้าจากไป ทิ้งไว้เพียงฝุ่นควันและความเงียบงัน
ชาวบ้านเฮขึ้นด้วยความโล่งใจ บุหงายิ้มอย่างภาคภูมิใจที่อาคมสามารถพลิกวิกฤตให้เป็โอกาสได้สำเร็จ
“ข้าได้เวลามาแล้ว” อาคมคิด “ตอนนี้เหลือแต่ต้องทำให้ระบบนี้ เพอร์เฟค ๑๐๐% เท่านั้น!”
แม้ว่าระบบชลประทานที่อาคมวางผังไว้จะเริ่มเป็รูปเป็ร่าง แต่ความเร็วในการทำงานของชาวบ้านยังคงต่ำกว่ามาตรฐานที่เขาตั้งไว้มาก สาเหตุหลักมาจาก เครื่องมือ ที่มีอยู่ในยุคอยุธยา
อาคมมองชาวบ้านที่กำลังใช้จอบเหล็กขนาดเล็กขุดดินแข็ง ๆ อย่างทุลักทุเล มือที่เคยัักับเทคโนโลยีล้ำสมัยในอดีตเริ่มหงุดหงิดกับความล่าช้า
“แรงงานคนหนึ่งคนควรทำได้มากกว่านี้ถึงสิบเท่า หากมีเครื่องมือที่ออกแบบตามหลักกลศาสตร์ที่ดีพอ” อาคมคิด
เขาเรียกบุหงามาปรึกษา “บุหงา... การทำงานของเรายังช้าเกินไปนัก หากปล่อยไว้เช่นนี้เราอาจไม่ทันฤดูปลูกข้าว และข้าอาจต้องถูกลงโทษตามคำขู่ของหลวงวิจิตรไพศาล”
“แล้วเราจะทำอย่างไรเ้าคะ? เครื่องมือที่เรามีก็มีอยู่เท่านี้” บุหงาถามด้วยความกังวล
“เราต้องสร้างมันขึ้นมาเอง” อาคมตอบอย่างเด็ดขาด “เราต้องสร้างเครื่องมือที่ใช้งานง่าย แข็งแรง และมีประสิทธิภาพสูง ข้า้าช่างไม้ ช่างเหล็ก และช่างฝีมือดีที่สุดในหมู่บ้าน!”
อาคมรวบรวมช่างฝีมือสามคนที่มีทักษะดีที่สุดมา โดยมีพ่อคำซึ่งเคยมีทักษะงานไม้อยู่บ้างคอยช่วยควบคุม
โจทย์ของอาคม: ทำอย่างไรให้เครื่องมือเหล็กชิ้นเล็ก ๆ สามารถทำหน้าที่ของเครื่องจักรกลสมัยใหม่ได้?
จอบ-พลั่วแบบเพิ่มแรง:
อาคมออกแบบ พลั่ว (คล้ายจอบแต่มีขอบกว้างกว่า) โดยปรับองศาของด้ามจับและใบพลั่วให้เป็มุมที่เหมาะสมตามหลัก ฟิสิกส์ของการงัด (Leverage) เพื่อให้ผู้ใช้งานออกแรงได้น้อยที่สุดแต่สามารถพลิกดินได้ในปริมาณมาก
เขาอธิบายให้ช่างเหล็กทราบว่า ต้องใช้เหล็กที่มีความแข็งแรงเป็พิเศษเฉพาะตรงส่วนขอบพลั่ว และต้องให้ ความโค้ง เล็กน้อยเพื่อช่วยในการตักและโกยดิน
รถเข็นแบบปรับปรุง:
การขนดินจากจุดขุดไปถมคูคลองเป็งานที่หนักที่สุด อาคมจึงออกแบบ รถเข็นแบบล้อเดียว (Wheelbarrow) โดยเน้นให้ล้อมีขนาดใหญ่และแข็งแรง ใช้เพลาที่มั่นคง เพื่อให้สามารถแบกน้ำหนักได้มากกว่าการหาบหามถึงสามเท่า
คราดปรับหน้าดินแบบใหม่:
อาคมให้ช่างทำ คราดเหล็ก ขนาดกว้างสำหรับปรับหน้าดินให้เรียบและสม่ำเสมอในวงกว้าง เพื่อเตรียมดินสำหรับการหว่านเมล็ดพันธุ์อย่าง สมบูรณ์แบบ
ช่างฝีมือทั้งสามคนมองแบบแปลนที่อาคมวาดด้วยกิ่งไม้บนพื้นดินอย่างไม่เข้าใจ พวกเขาไม่เคยเห็นการออกแบบที่คำนวณ "องศา" และ "จุดศูนย์ถ่วง" อย่างละเอียดเช่นนี้มาก่อน
“ท่านอาคม... เหตุใดเราต้องทำด้ามจับให้โค้งงอเช่นนี้ด้วยขอรับ? มันไม่เหมือนที่เคยทำมาเลย” ช่างไม้คนหนึ่งถาม
“เพราะมันจะช่วย ผ่อนแรง ให้แก่แขนและหลังของท่านได้ถึง ๒๐% นั่นคือท่านจะสามารถทำงานได้นานขึ้นโดยไม่เหนื่อย” อาคมตอบด้วยเหตุผลที่ไม่อาจปฏิเสธได้ “งานของข้าไม่มีที่ว่างสำหรับความเหนื่อยล้าที่ไม่จำเป็”
ส่วนที่ 3: ปฏิบัติการสร้างเครื่องมือ
ด้วยการกำกับดูแลที่เข้มงวดของอาคม การสร้างเครื่องมือใหม่ก็ดำเนินไปอย่างรวดเร็ว อาคมสั่งให้ช่างเหล็กเน้นการตีเหล็กให้ได้ความแข็งแกร่งและรูปทรงตามที่กำหนดไว้โดยไม่ลดหย่อนคุณภาพแม้แต่น้อย
เมื่อ พลั่วพลิกแรง และ รถเข็นล้อใหญ่ ถูกนำออกมาใช้งานจริงเป็ครั้งแรก ชาวบ้านถึงกับร้องฮือด้วยความตื่นเต้น
“คุณพระช่วย! นี่มันเบาอย่างกับยกสำลีเลยนี่นา!”
“รถเข็นนี่บรรทุกดินได้มากกว่าที่เคยหาบมาถึงสี่เท่า! งานเราเสร็จเร็วขึ้นหลายวันเลยนะเนี่ย!”
ประสิทธิภาพของการทำงานเพิ่มขึ้นอย่างก้าวะโ! การขุดคลองชลประทานที่เคยต้องใช้เวลาหลายสัปดาห์ ก็สามารถทำเสร็จได้ในเวลาไม่ถึงสิบวัน!
อาคมมองผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นอย่างพอใจ นี่คือสิ่งที่เขา้า—ประสิทธิภาพ (Efficiency) และ ความสมบูรณ์แบบ (Perfection) ที่มาจากการออกแบบอย่างมีหลักการ
บุหงาที่สังเกตการณ์อยู่ตลอดเวลากล่าวกับอาคมด้วยความชื่นชมอย่างแท้จริง “ท่านอาคม... ท่านไม่ได้เป็เพียงนักเกษตรศาสตร์ แต่ท่านยังเป็ ช่างประดิษฐ์ ที่เก่งกาจที่สุดที่ข้าเคยเห็นมาเลยเ้าค่ะ”
“ข้าคือสถาปนิกและนักวางผังเมือง” อาคมตอบ “สิ่งที่ข้าทำคือการ ออกแบบ สิ่งที่สมบูรณ์แบบ บุหงา” อาคมหันมาสบตากับเธออย่างจริงจัง “เครื่องมือเหล่านี้จะทำให้เรามีเวลาเหลือเฟือสำหรับการทำสิ่งต่อไป...”
“สิ่งที่ต้องทำต่อไปคือการสร้างชุมชนใหม่... ชุมชนที่ถูกออกแบบให้สมบูรณ์แบบทั้งการเกษตร และที่อยู่อาศัย” อาคมคิด