สำนักเถื่อนเดือดปฐพี [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 5 ตอนที่ 132 เจ้าพกเงินมาพอหรือไม่?

            “ข้าหวังว่าจากวันนี้เป็นต้นไปทุกท่านจะไม่ลืมชื่อข้า”

     

            ขุนนางของแคว้นโยวดูเหมือนจะได้ใจมากเกินไป“ข้าขอแนะนำตัวอีกครั้ง ข้าชื่อเกาหนู คิดว่าหลังจากนี้ไป หากทุกท่านจะเล่นพนันจะต้องนึกถึงข้าเป็นคนแรก”

     

            “อย่าได้ใจเกินไป!”

     

            ชายที่อายุราวสี่สิบปีคนหนึ่งยืนขึ้นพร้อมตะโกนเขามีรูปลักษณ์ที่น่าเกรงขาม

     

            ชายผู้นั้นสวมชุดและรองเท้าที่ทำมาจากผ้าธรรมดาแต่กลับมีสง่าราศีที่ทำให้ไม่มีใครกล้าดูถูก

     

            คนของตระกูลเกา

     

            “คนของตระกูลเกาออกตัวแล้วครั้งนี้ไอ้ชั่วนั่นจะได้เห็นดีแน่ ถึงกลับกล้ามาดูถูกชาวเยี่ยน” มีคนพูดขึ้นจากด้านล่าง

     

            “จริงด้วย ตระกูลเกามีรากฐานใหญ่โตในเมื่อท่านเกาออกตัวแล้ว ครั้งนี้คนของแคว้นโยวต้องขายหน้าแน่”

     

            บนชั้นสองหญิงสาวที่ดูเรียบร้อยยืนอยู่ข้างอันเจิง นางเป็นสาวใช้คนสนิทของจวงเฟยเฟยมีชื่อว่าหงหลุน นางไม่ได้มีรูปโฉมที่งดงามมากนัก แต่กลับมีความน่ารักแบบเด็กน้อย

     

            “นั่นคือเกาหยวนหูของตระกูลเกาทุกคนต่างเรียกเขาว่าท่านเกา เป็นเถ้าแก่โรงพนันทั้งหมดในเมืองหลวงนี้”

     

            หงหลุนอธิบายให้อันเจิงฟัง“ตระกูลเกาก็ถือเป็นตำนาน ตอนที่ก่อตั้งแคว้นเยี่ยน เกาตี๋ชิงติดตามราชาไปขยายอาณาจักรผ่านสนามรบมากมาย หลังก่อตั้งแคว้นราชาจึงทรงแต่งตั้งให้เป็นกั๋วกงอันดับเจ็ด เป็นหนึ่งในผู้ก่อตั้งแคว้นเกาตี๋ชิงเป็นบุคคลมีชื่อเสียงมาก หลังจากก่อตั้งแคว้นได้สามปี เขาขอเข้าเฝ้าราชาเพื่อถวายตำแหน่งกั๋วกงของตัวเองคืนไม่ใช่เพียงเขาคนเดียว ตระกูลเกาทั้งตระกูลก็ลาออกจากราชสำนักด้วย”

     

            “ตอนนั้นราชาทรงตกตะลึงมาก ตรัสถามเขาว่าเพราะอะไรเกาตี๋ชิงตอบว่า เขาขอใช้คุณงามความดีที่เคยทำ ร้องขอตราพ้นโทษประหารสามชิ้นเขาเกรงว่าตำแหน่งและเงินที่ได้รับในตอนนี้จะทำให้ลูกหลานหยิ่งผยอง วันใดวันหนึ่งอาจเผลอกระทำความผิดร้ายแรงจนถึงขั้นต้องโทษประหารชีวิตเก้าชั่วโคตร ทว่าราชากลับทรงคัดค้านตรัสว่าเรื่องเหล่านี้ไม่ควรเป็นกังวล เพียงแค่เขาสั่งสอนลูกหลานอย่างเข้มงวด จะไม่มีทางเกิดเรื่องแบบนั้นขึ้นแน่”

     

            “เกาตี๋ชิงจึงจากราชสำนักไปแต่ทว่าเขากลับมาเข้าเฝ้าด้วยเรื่องเดิมถึงหกครั้ง สุดท้ายราชาจึงทรงประทานอนุญาตในสิ่งที่เขาปรารถนาและมอบตราพ้นโทษประหารให้เขาสามชิ้น ก่อนราชาจะสิ้นพระชนม์ยังตรัสสั่งไว้อีกว่า ตระกูลเกามีความดีความชอบห้ามลูกหลานตระกูลมู่ลืมเด็ดขาด ต่อมาตระกูลเกาเริ่มทำการค้า เพราะชาวเยี่ยนชอบเล่นการพนันพวกเขาจึงเปิดโรงพนันขึ้น โรงพนันของตระกูลเกามีกฎที่ยุติธรรมมากที่สุดไม่รังแกเด็กและผู้อาวุโส แน่นอนว่าเป็นเพียงเรื่องเล่าเพราะข้าไม่เคยเข้าไปที่นั่นผู้หญิงที่จะเข้าไปในนั้นมีเพียงสองประเภท ประเภทแรกคือหญิงสาวจากตระกูลใหญ่ที่ไม่สนใจคำนินทาของใครประเภทที่สองก็คือหญิงสาวทั่วไปที่ไม่สนใจคำนินทาของใครเช่นกัน”

     

            ทั้งสองประเภทก็คือหญิงที่ไม่สนใจคำนินทาแต่กลับมีความหมายแฝงลึกอยู่ในนั้น

     

            “ถึงแม้ว่าตระกูลเกาจะลาออกจากราชสำนักแล้วแต่เพราะตอนนั้นอำนาจพวกเขาในกองทัพมีไม่น้อย ผู้คนจำนวนมากชื่นชอบเกาตี๋ชิงฉะนั้นกิจการตระกูลเกาจึงเจริญรุ่งเรืองและใหญ่โตมากขึ้นเรื่อย ๆ บวกกับการควบคุมดูแลกิจการของตระกูลเกาพวกเขาเป็นคนถ่อมตนและมีความสัมพันธ์ที่ดีกับหน่วยทหารตลอดอีกทั้งยังไปมาหาสู่กับบุคคลสำคัญหลายคนในราชสำนักด้วย ฉะนั้นโรงพนันในเมืองฟางกู้ตอนนี้จึงอยู่ในความดูแลของตระกูลเกาทั้งหมดและในแคว้นเยี่ยนนอกเมืองฟางกู้ได้ยินมาว่ามีโรงพนันของตระกูลเกาอีกสามร้อยยี่สิบแห่ง”

     

            หงหลุนมีเสียงที่ไพเราะน่าฟัง นางเล่าทั้งหมดจบจากนั้นก็หันไปมองอันเจิงแล้วพูด“อย่าได้ประเมินคนในตระกูลเกาต่ำเกินไปเชียว ตอนนั้นเกาตี๋ชิงมีพลังวัตรในขอบเขตมหภาคที่แข็งแกร่งมากที่สุดได้ยินว่าอีกแค่นิดเดียวก็สามารถเข้าขอบเขตแห่งสวรรค์ขั้นล่างได้แล้ว และที่ตระกูลเกาเป็นปึกแผ่นดั่งขุนเขาก็เพราะพวกเขามีผู้ฝึกพลังวัตรขั้นสูงควบคุมอยู่ฉะนั้นต่อให้ไทเฮาจะอยากกำจัดโรงพนันของพวกเขามากเท่าไหร่สุดท้ายมันก็เป็นได้แค่ความหวังเท่านั้น”

     

            อันเจิงพยักหน้า “หากเป็นอย่างที่เจ้าพูดเกาหยวนหูท่านนี้ก็เป็นผู้ดูแลตระกูลเกาในตอนนี้?”

     

            หงหลุนส่ายหน้า “ข้าไม่รู้แต่เรื่องออกหน้าออกตาก็ล้วนเป็นเขาทั้งนั้น”

     

            ชั้นล่าง เกาหยวนหูก้าวยาว ๆขึ้นไปบนแท่น จากนั้นก็เดินไปยืนข้างโต๊ะพลางมองก้อนหินเหล่านั้นอย่างละเอียดแล้วขมวดคิ้ว

     

            เกาหนูยิ้มแล้วพูดขึ้น“ท่านนี้ชื่อว่า...?”

     

            “เกาหยวนหู”

     

            “ท่านเกา ดูจากชุดบนร่างแล้วคาดว่าท่านคงไม่ได้มีตำแหน่งในราชสำนัก แต่สามารถเข้ามาในที่นี้ได้ อย่างไรก็คงไม่ธรรมดาท่านเกาเป็นคนแรกที่กล้าก้าวออกมา คาดว่าท่านน่าจะมีคำตอบในใจแล้วไม่ทราบว่าท่านเกาเลือกหินก้อนไหน แล้วเตรียมจะวางเงินเท่าไหร่หรือ?”

     

           เกาหยวนหูมองก้อนหินเหล่านั้นอย่างไม่ค่อยแน่ใจสุดท้ายเขาก็เลือกก้อนหินที่มีขนาดใหญ่เท่าลูกแตงโม “ก้อนนี้แล้วกัน”

     

            หินก้อนนี้มีลักษณะราวกับลูกสาลี่ด้านหนึ่งใหญ่ ด้านหนึ่งเล็ก บนก้อนหินมีลำแสงสีฟ้าเป็นประกาย ลำแสงนั้นมาจากของภายในที่เปล่งทะลุก้อนหินออกมา

     

            เกาหยวนหูยกก้อนหินขึ้นมาตรงหน้าจากนั้นก็หันไปทางแสงอาทิตย์แล้วมองดู ก้อนหินมีความหนักแน่นมากดูไม่มีความบกพร่องอะไรเลย ยิ่งไปกว่านั้น ยังเห็นเงาราวกับดวงจันทร์จากนั้นเขาก็เอามาดมแล้วขมวดคิ้ว สุดท้ายเขาวางก้อนหินลงและยืนมองอยู่ประมาณห้านาที

     

            อันเจิงรู้ว่า เกาหยวนหูต้องกำลังสัมผัสกลิ่นอายพลังภายในก้อนหินแน่ๆ หากเป็นของวิเศษทั่วไป ต่อให้จะปิดไว้แน่นหนาแค่ไหน อย่างไรก็ต้องมีกลิ่นอายของพลังเล็ดลอดออกมาบ้างอันเจิงไม่รู้ว่าพลังวัตรของเกาหยวนหูอยู่ในขอบเขตใดแต่สามารถเป็นผู้ดูแลของตระกูลเกาได้ เขาต้องมีความสามารถในการมองทะลุสิ่งของต่างๆ และมีพลังวัตรที่ไม่ต่ำต้อยแน่นอน

     

            เกาหนูราวกับไม่ได้ใส่ใจอะไรเลยเขายืนหัวเราะแล้วมองไปยังเกาหยวนหู

     

            ผ่านไปครู่หนึ่ง เกาหยวนหูยืนยันอีกครั้ง“ข้าเลือกก้อนนี้”

     

            เกาหนูถาม “ท่านเกาคิดจะเดิมพันเท่าไหร่?พนันว่ามีหรือไม่มีหยกแห่งวิญญาณ? หากมีท่านจะพนันว่าเป็นหยกแห่งวิญญาณระดับอะไร?”

     

            ทั้ง ๆ ที่เกาหยวนหูเลือกแล้วแต่เขายังคงนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะตอบอีกครั้ง “หนึ่งหมื่นตำลึง พนันว่ามีและเป็นของระดับสีขาว”

     

            สายตาเกาหนูมีความเหยียดหยามพุ่งขึ้นมาเงินจำนวนหนึ่งหมื่นตำลึงไม่เข้าตาเขาเลยสักนิด

     

            “ในเมื่อวางเดิมพันแล้ว อย่างนั้นก็ตกลงตามนี้”

     

            เขายังคงมองเกาหยวนหูด้วยสายตาเหยียดหยาม“ถึงแม้จะเป็นเงินเพียงแค่หนึ่งหมื่นตำลึง แต่ทว่าท่านเกาก็เป็นคนแรกที่ก้าวออกมาถือว่ามีความกล้าหาญไม่น้อย แน่นอนว่าข้าก็ต้องรักษากฎที่ตั้งขึ้น แคว้นโยวเราจะวางเงินเป็นจำนวนมากกว่าสามในสิบส่วนเราขอเดิมพันเป็นเงินหนึ่งหมื่นสามพันตำลึง หากผ่าแล้วของด้านในเป็นของระดับสีขาวของนั้นและจำนวนเงินทั้งหมดนี้ก็จะเป็นของท่าน แต่หากท่านเกาแพ้พนันเงินมัดจำและเงินจำนวนหนึ่งหมื่นตำลึงก็จะไม่ได้คืน”

     

            เขานั่งลงแล้วพูด “เพื่อความยุติธรรมการผ่าหินก้อนนี้ ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของโรงจวี้ฉ่างแล้วกัน”

    จางอี้ฟูและเกาหยวนหูมองหน้ากันแวบหนึ่งดูออกว่ายอดฝีมือที่มากประสบการณ์ทั้งสองคนตื่นเต้นไม่น้อย

    ด้วยรากฐานของตระกูลเกาแน่นอนว่าเขาไม่ได้ใส่ใจเงินจำนวนหนึ่งหมื่นตำลึงอยู่แล้วแต่ที่เขากังวลคือศักดิ์ศรีของตระกูลเกาและชื่อเสียงของแคว้นเยี่ยนต่างหาก

     

            ผู้ที่ตื่นเต้นกว่าจางอี้ฟูและเกาหยวนหูก็คือช่างผ่าหินเขาอายุราวหกสิบปีและมีประสบการณ์ผ่าหินมามากกว่าสามสิบปีแล้ว หลายปีมานี้เขาเคยผ่าเจอหยกแห่งวิญญาณมากมาย ทั้งหยกแห่งวิญญาณระดับสีแดงและสีทองก็เคยเจอมาหมดแล้ว

     

            ความจริงแล้ว ความฝันสูงสุดของช่างผ่าหินก็คือการผ่าเจอหยกแห่งวิญญาณระดับสีม่วงนั่นถึงจะเป็นความหวังอันสูงสุดของพวกเขา แต่ใต้หล้านี้มีช่างผ่าหินมากมายและผู้ที่ผ่าเจอหยกแห่งวิญญาณระดับสีม่วงก็มีน้อยจนนับคนได้เลย

     

            ช่างผ่าหินเดินเข้าไปใกล้เวที ในมือถือมีดที่เปล่งประกายแสงเย็นยะเยือกไปรอบด้านมีดผ่าหินแต่ละเล่มต่างก็มีเรื่องเล่าของตัวเองและการผ่าหินทุกครั้งก็ต้องมีความหวัง

     

            นี่เป็นผู้ที่มีประสบการณ์มานับไม่ถ้วนเขายืนตรงหน้าก้อนหินอย่างนิ่งสงบ มือข้างหนึ่งประคองหินที่เปล่งประกายลำแสงสีฟ้าอีกข้างก็ถือมีดเอาไว้แน่น เขาสูดหายใจเข้าลึก ๆ จากนั้นก็มองไปยังเกาหยวนหูเกาหยวนหูพยักหน้าให้เขาเล็กน้อย ช่างผ่าหินรู้สึกว่าการผ่าหินครั้งนี้เป็นครั้งที่ตัวเองตื่นเต้นมากที่สุด

     

            อันเจิงเดินลงมาจากชั้นสอง จากนั้นก็เข้าไปดูในระยะใกล้

     

            การผ่าหินก็ไม่ต่างไปจากการปอกเปลือกผลไม้ค่อย ๆ เลาะออกทีละชั้นด้วยประสบการณ์ที่นับไม่ถ้วนของช่างผ่าท่านนี้เขากวาดมีดไปมาเพื่อกะน้ำหนักมีดที่จะเฉือนลงไป เพราะครั้งนี้เกี่ยวข้องถึงศักดิ์ศรีของแคว้นเยี่ยนฉะนั้นช่างผ่าหินจึงเลือกวิธีที่นิ่มนวลที่สุด เขาฟันมีดลงไป มีดเฉือนเข้าไปในเนื้อหินอย่างช้าๆ จากนั้นก็ยกมีดขึ้นอีกครั้ง ไม่เพียงแค่การถือมีดของเขาเท่านั้นที่นิ่งแต่ทว่าการกดก้อนหินของเขาก็นิ่งมากเช่นกัน

     

            มีดฟันลงหนึ่งครั้ง เฉือนหินหลุดออกหนึ่งชั้น

     

            หลังจากผ่าไปหนึ่งครั้ง ราวกับลำแสงสีฟ้าเปล่งประกายมากขึ้นกว่าเดิมหากแบ่งแยกตามระดับชั้นของหยกแห่งวิญญาณนั่นก็คือ เขียว ขาว แดง ทอง ม่วงแสงสีฟ้าที่เปล่งประกายออกมานี้ราวกับแปลกประหลาดไม่น้อย

     

            เมื่อเห็นดังนั้น สีหน้าอันเจิงก็ดูแย่ลงเพราะเขารู้ว่าเกาหยวนหูแพ้พนันแล้ว

     

            มีดผ่าลงอย่างต่อเนื่องผิวของหินหลุดออกทีละชั้น แสงสีฟ้าก็เปล่งประกายมากขึ้นเรื่อย ๆ แต่ทว่าไม่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างอื่นเกิดขึ้นอีกขณะนี้หน้าผากของช่างผ่าหินเริ่มมีเหงื่อไหลออกมาแล้วส่วนเกาหนูที่นั่งอยู่ไกลออกไปกลับมีรอยยิ้มได้ใจเพิ่มขึ้น

     

            “เป็นหินที่สวยมาก หากผ่าแล้วเสียหายก็คงเสียดายน่าดู”

     

            อันเจิงพูดขึ้นอย่างกะทันหัน ทันใดนั้นทุกความสนใจก็พุ่งเป้ามาที่อันเจิง

     

            อันเจิงเดินไปด้านหน้าของเกาหยวนหูแล้วยกมือขึ้นคารวะ “ท่านเกา”

     

            เกาหยวนหูคารวะกลับ “เจ้าคือคุณชายอัน?”

     

            อันเจิงพยักหน้า “ข้าน้อยเอง ของในก้อนหินนี้อาจเป็นของที่ท่านเกาไม่ต้องการแต่ข้ากำลังต้องการอยู่พอดี ฉะนั้นท่านเกามอบสิ่งนี้ให้ข้าได้หรือไม่?”

     

            เกาหยวนหูชะงักไปในใจรู้สึกซาบซึ้งขึ้นมา

     

            เกาหนูยืนขึ้นแล้วพูด “แบบนี้ไม่ได้การพนันยังไม่สิ้นสุด เขาจะมอบให้เจ้าได้อย่างไร?”

     

            อันเจิงหยิบเงินออกมาจากแขนเสื้อจากนั้นก็นับเงินจำนวนหนึ่งหมื่นตำลึงให้เกาหยวนหู“บ้านข้ามีเด็กสาวที่ชอบแสงสีฟ้าแบบนี้พอดี ตามมาอ้อนวอนข้าทุกวันแต่ทว่าข้ายังไม่เจอสักที ตอนนี้ก็เจอแล้ว ท่านเกาส่งต่อให้ข้าได้หรือไม่?”

     

            เกาหยวนหูไม่ทันได้ตอบอันเจิงก็หยิบเงินออกมาอีก “นี่คือเงินจำนวนสองหมื่นตำลึงหนึ่งหมื่นห้าพันตำลึงคือค่าเสียหาย อีกห้าพันตำลึงคือค่ามัดจำ ข้าก็จะเข้ามาร่วมพนันด้วย”

     

            อันเจิงสังเกตเห็นว่า เกาหนูไม่ได้มองไปยังท่านอ๋องทานซงแต่กลับใช้สายตาถามไปยังชายสวมชุดแดงที่อยู่ไกลออกไปชายชุดแดงพยักหน้าด้วยสีหน้าเมินเฉย จากนั้นเกาหนูจึงยิ้มขึ้น “เช่นนั้นก็ได้ คุณชายท่านนี้อายุยังน้อยแต่ทว่าใจกว้างไม่เบาพวกเราแคว้นโยวชอบสหายใหม่ ในเมื่อเจ้ายินยอมพนันแทนท่านเกา อย่างนั้นหินก้อนนี้จะไม่ผ่าก็ได้แต่เจ้าต้องเลือกก้อนใหม่”

     

            เกาหนูยิ้มแล้วสะบัดเงินในมือ“แต่ถึงกระนั้น นี่เป็นเงินที่เจ้าชดใช้แทนท่านเกา หากจะผ่าหินต่อต้องคิดต่างหาก”

     

            อันเจิงพยักหน้า “ไม่มีปัญหา”

     

            เกาหนูเห็นสีหน้ามั่นอกมั่นใจของอันเจิงเขาจึงไม่กล้าประเมินอันเจิงต่ำไป จากนั้นก็ผายมือไปยังก้อนหินบนโต๊ะ “คุณชายอัน โปรดเลือกหนึ่งก้อน”

     

            อันเจิงเดินเข้าไปดูก้อนหินหลากหลายสีบนโต๊ะจากนั้นก็หยิบหินขึ้นมาดูแล้ววางลง หยิบขึ้นมาอีกก้อนแล้วก็วางลงอีกทำเหมือนเดิมซ้ำ ๆ เขามองดูก้อนหินไม่ต่ำกว่าห้าหกก้อนแล้วขมวดคิ้วมากขึ้นเรื่อย ๆ

     

            เกาหนูถามขึ้นอย่างอดไม่ได้ “คุณชายอันเจ้ากำลังทำอะไรอยู่?”

     

            อันเจิงหันกลับมามองเขาแวบหนึ่ง“คำนวณเงิน”

     

            เกาหนูชะงักไป “หมายความว่าอย่างไร?”

     

            อันเจิงล้วงเงินในกระเป๋าออกมาอีกครั้งจากนั้นก็วางไว้บนโต๊ะ “วันนี้ข้าไม่ได้เตรียมตัวออกจากบ้านจึงนำเงินมาเพียงเท่านี้ ประมาณ...ห้าแสนตำลึง”

     

            เขานำก้อนหินที่ตนดูเมื่อครู่วางกองไว้“ทั้งหมดสิบห้าก้อน คำนวณแล้วหนึ่งก้อนพนันหนึ่งหมื่นห้าพันตำลึงก็น่าจะพอ แต่ข้าคิดว่าไม่จำเป็นต้องวุ่นวายขนาดนั้นจะให้ผ่าหินหลายสิบก้อนก็คงเสียเวลา และยังเป็นการไม่ให้โอกาสกับคนอื่นด้วยแบบนั้นก็ดูไม่ดีนัก”

     

            อันเจิงหยิบก้อนหินออกมาหนึ่งก้อน “ข้าเลือกก้อนนี้ที่เหลือใครอยากได้ก็เอาไป”

     

            คำพูดเหล่านี้ชัดเจนมากแล้วฉะนั้นจวงเฟยเฟยจึงยิ้มที่มุมปาก “อย่างนั้นข้าในนามโรงจวี้ฉ่างขอเลือกหนึ่งก้อนก็แล้วกัน”

     

            นางลุกขึ้นยืน จากนั้นก็หยิบหินก้อนหนึ่งจากกองหินที่อันเจิงหยิบมา

     

            นางหันไปมองอันเจิง “คุณชายอันเจ้าคิดจะเดิมพันเท่าไหร่”

     

           อันเจิงนำเงินจำนวนห้าแสนตำลึงวางไว้บนโต๊ะ “ห้าแสนตำลึงก็แล้วกัน ข้าพนันก้อนนี้เป็นหยกแห่งวิญญาณระดับสีทอง ขนาดใหญ่ประมาณกำปั้น”

     

            อันเจิงหันไปหาเกาหนู “ขอถามว่าเจ้าพกเงินมาพอหรือไม่?”

    คล้ายกับเรื่องสำนักเถื่อนเดือดปฐพี [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน