ตระกูลลาเมทัสไม่เคยปล่อยให้สิ่งใดสูญเปล่า
ร่างของสัตว์อสูรถูกแยกชิ้นอย่างพิถีพิถันราวพิธีกรรมเขี้ยวถูกเจียระไนเป็คมดาบ เล็บกลายเป็หัวลูกศรเกล็ดแข็งถูกตีแผ่เป็เกราะที่ทนทานยิ่งกว่าเหล็กทั่วไปส่วนหนังหนาถูกฟอกจนยืดหยุ่นกลายเป็เครื่องแต่งกายที่ทั้งเบาและแกร่งในเวลาเดียวกัน
โลหิตของอสูรถูกกลั่นเป็ยาบ้างใช้รักษาาแ บ้างกระตุ้นพลังออร่าในร่างกายหัวใจและแก่นพลังถูกผนึกลงในเครื่องประดับ แหวน สร้อยและเครื่องรางที่มอบพลังพิเศษให้ผู้สวมใส่ ส่วนเศษชิ้นเล็กน้อยที่ดูไร้ค่ากลับถูกนำไปสร้างเครื่องใช้งานประจำวัน ั้แ่ตะเกียงที่ไม่ดับแม้ลมแรงไปจนถึงอุปกรณ์ฝึกฝนที่ตอบสนองต่อพลังออร่า
ไม่มีสิ่งใดถูกทิ้งไปทุกชิ้นล้วนถูกแปรรูป
โจเวลเดินดูทุกขั้นตอนด้วยความตื่นตาเขาหยิบจับสิ่งของรอบตัวด้วยความใคร่รู้
‘ไม่เคยคิดว่าจะได้มาเห็นอะไรแบบนี้ยากจะเชื่อจริงๆ’
เมื่อไม่กี่เดือนก่อนเขายังอยู่ในโลกที่ทุกอย่างสะดวกสบาย จนแทบไม่ต้องลงมือทำอะไรด้วยตัวเอง
แต่ตอนนี้ทุกอย่างกลับเป็ขั้นเป็ตอนเสียจนไม่น่าเชื่อว่าจะทำได้ด้วยมือเปล่า
“มีอะไรให้รับใช้ไหมขอรับ นายน้อย”ช่างฝีมือคนหนึ่งกล่าวทัก หลังจากมองเห็นโจเวลเดินไปเดินมาวนเวียน
“ข้าแค่อยากมาดูเท่านั้นพวกเ้าทำงานกันต่อไปเถอะ ไม่ต้องสนใจข้า”
ภาพของนายน้อยไร้ค่าแห่งตระกูลลาเมทัสในอดีตถูกลบล้างไปเสียจนแทบไม่มีใครเชื่อว่าเคยมีอยู่จริง สายตาหลายคู่จับจ้องมาที่เขาบางคนถึงกับหยุดมือ ไม่มีใครอยากเชื่อว่าคนตรงหน้าคือคนเดียวกับที่สังหารอสูรนับร้อยในวันนั้น
เสียงแจ้งเตือนระบบยังมีให้เห็นอยู่เป็ระยะแต่ส่วนใหญ่จะเป็การแจ้งรายละเอียดสิ่งที่พบเห็น
กลิ่นเหม็นเน่าของกองซากศพเริ่มโชยหลังจากผ่านไปเพียงแค่หนึ่งวัน แม้การทำงานของทุกคนจะรวดเร็วแต่ด้วยจำนวนมหาศาล การคัดกรองจึงถูกนำมาใช้
ศพที่อยู่ในสภาพไม่สมบูรณ์หรือชิ้นส่วนที่ไม่มีประโยชน์มากพอจะถูกโยนเข้ากองเพลิงเพื่อทำลายการแพร่เชื้อโรคที่อาจนำภัยมาในรูปแบบใหม่
“ท่านสามารถกินข้าวแล้วมาเดินดูอะไรพวกนี้ได้ยังไงกันขอรับ”เอเมอร์ทำหน้าพะอืดพะอมไม่น้อย
“ถ้าเ้าไม่ไหวก็ออกไปพักก่อนก็ได้”โจเวลชี้ไปยังจุดที่นิโคลนั่งอยู่ไม่ไกล เธอเฝ้ามองเขาไม่วางตา
“ข้าว่าทางนั้นน่าจะอึดอัดกว่าทางนี้นะขอรับ”
“งั้นก็อย่าบ่นช่วยบอกชื่อของสัตว์อสูรพวกนี้ให้ข้าด้วย”
“ทำไมท่านไม่ไปอ่านในห้องสมุดเอาละขอรับ”
“เห็นกับตามันจดจำได้ง่ายกว่า”
“สภาพแต่ละตัวท่านไม่น่าจะจำได้หรอกมั้งขอรับ”
“งั้นไปนั่งตรงนู้นนะ”
“ตัวนี้กระทิงหางเพลิงขอรับ”เอเมอร์รีบบอกชื่อสัตว์อสูรใกล้มือโดยเร็วที่สุด
[ ข้อมูลสัตว์อสูรเพิ่มเข้าสู่ระบบ ]
“ก็แค่นั้น” โจเวลยกยิ้มขึ้นสะใจ
ข้อมูลรวมถึงจุดอ่อนของสัตว์อสูรแต่ละชนิดถูกบันทึกเข้าสู่คลังความรู้ของโจเวลเขาพบว่าการสังหารพวกมันไม่ยากอย่างที่เคยคิดไว้ จุดตายของพวกมันไม่ได้มีเพียงจุดเดียวอย่างที่เขาเคยเข้าใจ
พอรู้เข้าจริงเขาก็อดขบกรามด้วยความขัดใจไม่ได้
[ความเข้าใจเกี่ยวกับจุดอ่อนของสัตว์อสูรเพิ่มขึ้น ]
[ประสิทธิภาพในการต่อสู้กับสัตว์อสูรประเภทเดิมเพิ่มขึ้น ]
เวลาล่วงเลยจาก่บ่ายเริ่มเข้าสู่่เย็นกองูเาสัตว์อสูรเริ่มลดลงจนแทบจะหมดแล้วอัศวินหลายร้อยคนทำงานกันได้รวดเร็วเสียจนน่าใกองอัญมณีหลากสีถูกขนย้ายไปยังคลังของตระกูลในปราการหลายรอบ
[ ทักษะการสังเกตเพิ่มขึ้นเล็กน้อย ]
[ ประสบการณ์ด้านการเอาตัวรอดเพิ่มขึ้น]
โจเวลเพิ่งมารู้อีกว่าสิ่งที่เขาดูดซับตอนก่อนหน้านี้ในดันเจี้ยนนั้น เรียกว่า คอร์หรือแก่นพลังแต่ความบริสุทธิ์และความเข้มข้นจะแตกต่างกันไปตามระดับของสัตว์อสูร
หลังจากที่ลองสอบถามเอเมอร์สารานุกรมเคลื่อนที่ คอร์ของแมงมุมั์อยู่ในระดับ 4 เลยทีเดียวแน่นอนว่าระดับนี้ต้องใช้อัศวินระดับกลางหลายคนในการประสานงานรับมือเขาโชคดีที่สามารถสังหารมันลงไปได้
โดยระดับที่ค้นพบในรอบพื้นที่ของวาลการ์ดอยู่ที่ระดับ6 ซึ่งต้องใช้ทั้งกองทัพเข้ากำราบ
ส่วนสัตว์อสูรของวาเลนอสูรแห่งมิติตัวล่าสุด จัดอยู่ในระดับ 8หรือระดับภัยพิบัติ แต่โชคดีที่มันยังอยู่ในสถานะไม่สมบูรณ์ดยุกเฮนรี่เลยสามารถปราบมันได้สำเร็จ
หากผ่านพิธีกรรมอัญเชิญที่ถูกต้องความร้ายกาจของมันคงเกินกว่าที่ทุกคนจะจินตนาการได้
“พวกเราควรกลับเข้าไปข้างในได้แล้วขอรับ”เอเมอร์รีบทักท้วงหลังจากเห็นท้องฟ้าเริ่มเปลี่ยนเป็สีโทนเข้ม
“จะมืดแล้วสินะ”
โจเวลมองไปรอบพื้นที่พบว่ากองไฟหลายจุดเริ่มจัดเตรียมไว้ แต่อัศวินหลายคนก็เริ่มทยอยพากันกลับไปข้างในส่วนที่เหลือคงเป็เวรยามเดินตรวจตราตามหน้าที่
ดวงตาสีโลหะของเขาไปสะดุดเข้ากับเศษผ้าเกือบไหม้เกรียมผืนเล็กที่อยู่กับพื้นไม่ไกล
[ ตรวจพบเบาะแสปริศนา ]
[เงื่อนไขลับของเส้นทางเหนือราชันถูกกระตุ้น ]
“มันดูคุ้นตาเนอะว่าไหม”โจเวลกล่าวขณะหยิบมันขึ้นมาถือ
“ชัดยิ่งกว่าชัดอีกขอรับข้าจำไม่ได้ว่ามีทหารของตระกูลนั่นอยู่กับเราด้วย” เอเมอร์มีสีหน้าตึงเครียด
เศษผ้าถูกเผาจนขอบงอกรอบสีเดิมแทบเลือนหาย แต่ลวดลายบางส่วนยังคงอยู่พอให้จำได้ว่าไม่ใช่ของคนในปราการแห่งนี้
“ไม่มีทางเป็แค่เื่บังเอิญ”
“คงต้องให้ท่านลอร์ดตรวจสอบดูก่อนขอรับ”
“งั้นเก็บไว้ที่เ้าแล้วค่อยส่งให้ท่านพ่อ” โจเวลยื่นมันไปให้ด้วยใบหน้าเ็า
“ไม่เอาขอรับเือะไรไม่รู้ติดอยู่ด้วย เหม็นมากขอรับ” เอเมอร์ปิดจมูกปัดปฏิเสธ
“นี่คือคำสั่ง”
“บ้าอำนาจเกินไปแล้วขอรับ”
“ถือไว้!”
“ก็ได้…ขอรับ”สุดท้ายก็ไม่อาจหลบเลี่ยงภารกิจอันยิ่งใหญ่นี้ได้
หากใครมาเห็นคงคิดว่าโจเวลกลั่นแกล้งเอเมอร์อยู่ซึ่งมันเป็ความจริงเสียด้วย หลังจากทะเลาะกันไม่กี่คำทั้งสองได้พากันเดินไปยังทางเข้าของปราการโดยมีของติดไม้ติดมือไปบ้างคนละเล็กน้อย
[ ระบบมาเฟีย -โจเวล ลาเมทัส ]
[ ระดับชื่อเสียง : ERank ]
[ ฉายา : คมดาบแรกแห่งลาเมทัส ]
[ อิทธิพล : C]
[ ความเกรงขาม : C+]
[ เล่ห์เหลี่ยม : B]
[ จิตอสูร : 2,014 ]
[ การปกครอง ]
[ อาณาเขต : FRank ]
[ ลูกน้อง : 2 คน ]
ค่าพลังในหน้าต่างระบบยังมีอะไรไม่เปลี่ยนแปลงมากนักค่าอิทธิพล ความเกรงขามและเล่ห์เหลี่ยมยังไม่ถูกยกระดับขึ้น
อิทธิพล คือ อำนาจในการควบคุมสถานการณ์
ความเกรงขาม คือ แรงกดดันทางจิตใจ
และเล่ห์เหลี่ยม คือความสามารถในการวางแผน หลอกล่อ และอ่านเกม
นี่คือทั้งหมดที่โจเวลย่อความหมายลงมายังมีอะไรที่แฝงไว้อยู่อีกค่อนข้างเยอะและทั้งหมดเชื่อมโยงเข้าหากัน
อีกทั้งระดับของชื่อเสียงยังมีผลต่อการต่อสู้โดยตรงอีกด้วยยังไม่นับการยกระดับอาณาเขตซึ่งสามารถเสริมพลังให้ลูกน้องภายใต้สังกัดได้อีกมหาศาลแต่ทั้งนี้…การจะยกขีดจำกัดขึ้นต้องผ่านเงื่อนไขมากมาย
รายการสินค้าในระบบร้านค้ายังคงไม่มีอะไรน่าสนใจเพราะระดับชื่อเสียงยังต่ำ มีเพียงยารักษาอาการทั่วไป รวมถึงอาวุธที่ค่อนข้างหยาบเมื่อเทียบกับสิ่งที่มีอยู่ในการ
ดวงตาสีเงินไล่อ่านข้อมูลทั้งหมดอย่างเป็ระบบไม่มีรายละเอียดใดตกหล่นจากสายตา
[ ตรวจพบภัยคุกคามใหม่ ]
โดยที่พวกเขาไม่ทันรับรู้เลยว่ามีเงาของใครบางคนแอบเฝ้ามองจากมุมไกลรอยยิ้มอันชั่วร้ายฉีกกว้างขึ้นจนเกือบจะถึงใบหูความโเี้แฝงอยู่ภายในดวงตาที่แดงก่ำ
…
ลมกลางคืนพัดเอากลิ่นชื้นของป่ามาปะปนกับกลิ่นควันไฟที่เริ่มก่อตัวเหนือหมู่บ้านริมชายแดนลาเมทัส เงาไม้สูงโยกไหวภายใต้แสงจันทร์ราวกับกำลังเตือนบางอย่างที่สายตาคนธรรมดามองไม่เห็น
กึก…กึก…กึก…
ฟังดูไม่ใช่ทั้งเสียงของสัตว์หรืุ์หากแต่เป็เสียงกระทบกันของโลหะอย่างรุนแรง
“พังแล้ว!”
ประตูรั้วไม้ด้านทิศตะวันตกถูกกระแทกจนบิดงอก่อนจะแตกออกเป็เสี่ยงในครั้งที่สามเศษไม้ปลิวกระจายพร้อมกับร่างมหึมาที่พุ่งทะลุเข้ามา
ออร์ค ิัหยาบหนา สีเขียวคล้ำปนดำเส้นเืปูดนูนตามแขนที่กำขวานเหล็กขนาดเกินมนุษย์จะใช้ได้แต่สิ่งที่ทำให้ทุกคนชะงัก ไม่ใช่รูปร่างของมัน
คือ ความเป็ระเบียบแบบแผน
ออร์คแถวหน้าเรียงตัวเป็แนวกำแพงถือโล่หนังเสริมกระดูกอสูร ขยับเข้าพร้อมเพรียงกันเป็ระบบด้านหลังมีพวกถือหอกยาวที่แทงผ่านช่องว่างระหว่างโล่
ขณะที่อีกกลุ่มหนึ่งกระจายขึ้นหลังคาอย่างรวดเร็วเทน้ำมันราดหลังคา ก่อนจุดไฟในชั่วลมหายใจเปลวเพลิงลุกพรึบกลืนกินทุกอย่างในพริบตา
เสียงกรีดร้องปะปนกับไม้แตกเหล็กฟาดกระทบกัน และเปลวไฟที่ลุกลามอย่างหิวกระหาย
มันไม่ใช่การบุกแบบป่าเถื่อนอย่างที่ถูกจดบันทึกไว้ในตำราเล่มใดแต่มันคือกลศึกยุทธวิธีอันชาญฉลาด ที่แม้แต่มนุษย์ยังรู้สึกหนาวสันหลัง
“ตั้งแนว! เร็วเข้า-”
เสียงหัวหน้าหมู่บ้านขาดห้วงเมื่อขวานเล่มหนึ่งฟาดใส่โล่ไม้จนแตกกระจาย แรงกระแทกทำให้เขาถอยหลังไปหลายก้าวก่อนจะทันเห็นบางสิ่งสะท้อนแสงไฟ
เกราะของออร์คไม่ใช่เศษเหล็กหยาบแต่มันถูกตีขึ้นรูปได้ประณีต ขอบโลหะเรียบกริบ มีรอยสลักสัญลักษณ์ซ้ำกันทุกตัวเส้นโค้งบิดไขว้คล้ายวงแหวนที่ไม่ปิดสนิท
มองเพียงแวบเดียวก็รู้ได้ทันทีตราสังกัดหน่วย
“ใคร…เป็คนสอนให้กับพวกมัน”
คำถามไม่ทันจบเสียงแหลมของหอกก็พุ่งทะลุไหล่เขา เืสาดกระเซ็นลงพื้นดินที่เริ่มร้อนจากเปลวไฟ
ในความโกลาหลนั้นเด็กหนุ่มผู้ช่วยเสมียนหมู่บ้านหลบอยู่หลังโอ่งน้ำ มือสั่นเทาแต่สายตากลับจดจ้องไปยังเงาด้านหลังแนวออร์ค
ตรงขอบป่า มีใครบางคนยืนอยู่
ร่างสูงในผ้าคลุมสีหม่นนิ่งไม่ขยับดุจผู้ชมที่กำลังเสพความพินาศตรงหน้าด้วยความพึงพอใจ
เพียงแค่ร่างนั้นยกมือขึ้นเป็สัญญาณออร์คทั้งแนวก็เปลี่ยนรูปขบวนทันที ภายใต้การควบคุมของบางสิ่งที่มองไม่เห็น
หัวใจของเด็กหนุ่มเต้นแรงด้วยความหวาดกลัว
“มีคนสั่งการจริงๆ”
เขากัดฟันก่อนจะวิ่งฝ่าควันไฟไปยังหอเอกสาร ไม้กระดานร้อนระอุใต้ฝ่าเท้าเสียงไฟแตกดังเปรี๊ยะอยู่รอบตัว เขาผลักประตูเข้าไป คว้ากระดาษแช่ปลายปากกาลงหมึกทั้งที่มือยังสั่น
ตัวอักษรถูกเขียนอย่างเร่งรีบบิดเบี้ยวแต่ชัดเจน
“ถึงปราการลาเมทัส การรุกรานโดยออร์คมีการจัดทัพเป็ระบบ เกราะเหล็กมีตราเดียวกันทุกตัวมีบุคคลไม่ทราบฝ่ายควบคุมจากแนวหลัง เป้าหมายไม่แน่ชัด พวกมันสังหารทุกคนที่พบเจอ”
ตึง!
บางอย่างกระแทกผนังด้านนอกแรงสั่นะเืทำให้ฝุ่นร่วงลงมาจากเพดาน
เขากลืนน้ำลาย ฝืนเขียนบรรทัดสุดท้าย
“ร่างนั้นมีเขาบนหัวที่ดูน่ากลัว-”
ประตูไม้ถูกฉีกออกจากบานพับออร์คสองตัวก้าวเข้ามา ดวงตาสีแดงสะท้อนแสงไฟ
เด็กหนุ่มสะดุ้ง หันไปคว้ากระบอกส่งสารมือสั่นจนแทบผูกเชือกไม่ติด เขาเปิดหน้าต่างลมร้อนปะทะหน้าเปลวไฟลุกลามไปทั่วหมู่บ้านแล้ว
“ได้โปรด…ไปให้ถึง”
ทันทีที่เขายกแขนขึ้นเงาหนึ่งก็เคลื่อนไหวจากด้านหลังออร์ค ทั้งรวดเร็วและแม่นยำ
มีดสั้นพุ่งผ่านอากาศ
ฉึก
“อ๊าก!”
คมเหล็กปักเข้าที่ข้อมือเขากระดาษหลุดจากมือ ปลิวลงพื้นก่อนจะถูกเปลวไฟที่ลามเข้ามาเลียกินในพริบตาหมึกดำบิดเบี้ยว ละลาย กลืนหายไปทีละตัวอักษร
“มะ ไม่!”
เด็กหนุ่มทรุดลงจ้องข้อความที่ยังไม่ทันส่งถูกเผาจนเหลือเพียงเถ้าถ่าน
ด้านนอกเสียงฝีเท้าหนักกึกก้องไม่ขาดสาย
ตรงขอบป่า ร่างในผ้าคลุมยืนนิ่งเฝ้ารอผลลัพธ์ของแผนการที่บ่มเพาะมานาน
หมู่บ้านทั้งแห่งถูกกลืนหายไปในเปลวเพลิงและความเงียบงันและบางสิ่ง…กำลังเคลื่อนตัวเข้าหาปราการลาเมทัส
“หมากตัวแรก…เดินแล้ว”