ฮะ!? อะไร เกิดอะไรขึ้น?
[เ้านายเพื่อนคนใหม่ของหยวนเป่ามา!! รีบกดรับเลย]
ซูเหยากดตอบรับด้วยความงงงวย ซิ่วซิ่วเพิ่งจะจากไป เพื่อนใหม่มาไวยิ่งนัก!
[โก้วอู้: ระบบศูนย์การค้ายินดีรับใช้เ้านายของหยวนเป่าฮะ สวัสดีหยวนเป่า!!]
[หยวนเป่า: เฮ้ๆ สวัสดีโก้วอู้ ไม่เจอกันนานเลย]
[โก้วอู้: เดี๋ยวเรามาคุยกัน ฉันขอแนะนำความสามารถของตัวเองให้เ้านายของนายฟังก่อน]
[โก้วอู้: อะแฮ่ม ผมเป็ศูนย์การค้าออนไลน์ขนาดใหญ่ มีสินค้ามากมายให้เลือกสรร แน่นอนว่าสินค้าทุกชนิดนั้นถูกกฎหมายและได้รับอนุญาตให้จำหน่าย ข้อยกเว้นคือสินค้าของผมนั้นถูกติดตั้งตัวกรองไว้เฉพาะสิ่งที่มีขายในยุคจิติญญาของผู้ถูกผูกมัด ดังนั้นสินค้าภายในร้านจึงเป็เพียงสิ่งของที่แสนจะล้าหลังอย่างปี 2024 เท่านั้น โปรดอภัยให้ผมด้วย]
น้ำเสียงผู้ใหญ่เกินวัย จนซูเหยาเผลอหัวเราะ เพราะนางจินตนาการรูปลักษณ์ของโก้วอู้ว่าน่าจะเป็เด็กน้อยที่มักจะหวีผมเรียบ สวมแว่นตาใส่สูทผูกเนกไท แสร้งทำเป็ผู้ใหญ่
“ยุค 2024 ก็ไม่ล้าหลังสักหน่อย” หญิงสาวอดแก้ต่างไม่ได้
[หยวนเป่า: นั่นสิๆ โก้วอู้นายไม่รู้หรอกว่าตอนนี้เ้านายของฉันน่ะอยู่ในยุคดึกดำบรรพ์ เฮ้อ]
[โก้วอู้: อ๋า อย่างนั้นเหรอ ลำบากแย่เลย]
ซูเหยาถอนหายใจหลายเฮือก ที่นี่ลำบากจริงๆ นั่นแหละนะ
“ตอนนี้ฉันซื้อของได้เลยหรือเปล่า?” นางถามขึ้นอย่างไม่แน่ใจ
[โก้วอู้: ได้เลยขอรับ]
[หยวนเป่า: เ้านายอัตราแลกเปลี่ยนของโก้วอู้กับหยวนเป่าไม่เท่ากัน ของหยวนเป่าหนึ่งคือหนึ่ง สองคือสอง ส่วนของโก้วอู้นั้นถูกเทียบตามมูลค่า]
เ้าตัวเล็กเอ่ยเตือนด้วยความหวังดี
ซูเหยาตอบรับในลำคอ ด้วยเงินที่ซิ่วซิ่วทิ้งเอาไว้นางสามารถซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้าและเครื่องเรือนในบ้านได้ทั้งหมด อัตราแลกเปลี่ยนของโก้วอู้วนั้นนำพาความใมาให้เป็อย่างมาก เพราะ 10,000 ตำลึงทองเทียบเท่ากับ 100,000,000 ล้านหยวน!!
โอ้ว ชีวิตของหนอนข้าว~
เดิมทีเมื่อตระหนักรู้ว่าตัวเองนั้นข้ามเวลามายุคโบราณที่แสนจะล้าหลัง อีกทั้งครอบครัวยังยากจนข้นแค้น นางคิดว่าตัวเองจะต้องตื่นเร็วกว่าไก่ นอนช้ากว่าสุนัข กินแย่กว่าหมู และทำงานหนักราวกับวัว โชคดีจริงๆ ที่มีหยวนเป่าผู้มีมิตรสหายมากมาย หากหยวนเป่ามีร่างกาย นางคงอยากจะะโกอดเ้าตัวเล็กเป็แน่
แต่ถึงแม้อัตราแลกเปลี่ยนของโก้วอู้วจะคุ้มค่า แต่ระยะเวลาที่โก้วอู้วผูกมัดนั้นเพียงแค่เดือนเดียว ซูเหยาจึงแลกเปลี่ยนเงินในมือออกไปเพียง 20,000 ตำลึงทองเท่านั้น
แลกน้อยถ้าไม่พอยังสามารถแลกเพิ่มได้ แต่ถ้าแลกมากเกินไปแล้วใช้ไม่ทันระบบของโก้วอู้วจะไม่มีการคืนเงินไม่ว่าจะกรณีใดก็ตาม แล้วอีกอย่าง..พวกของสดอย่างธัญพืช ผักและเนื้อสัตว์ ฟาร์มของนางก็สามารถผลิตได้ไม่จำกัด ไม่จำเป็จะต้องเสียเงินซื้อ ดังนั้นของเช่นนี้จึงไม่อยู่ในสายตา มีเพียงของที่ไม่มีในยุคนี้เท่านั้นที่นางโหยหา
หนึ่งคนสองระบบพูดคุยกันครู่หนึ่ง ก่อนที่ซูเหยาจะกดคำสั่งสร้างบ้าน
[ติ๊ง! สร้างที่พักอาศัยในฟาร์ม ระยะเวลาดำเนินการ 2 ชั่วโมง]
ซูเหยาดวงตาเป็ประกาย “ไวมาก”
เฟอร์นิเจอร์ยังไม่ต้องซื้อ รอตอนเข้านอนน่าจะประจวบกับที่บ้านในฟาร์มถูกสร้างเสร็จพอดี ในตอนนั้นค่อยมาเลือกว่าจะซื้ออะไรบ้าง การตกแต่งบ้านจะใจร้อนไม่ได้ ไม่งั้นเละและรก
เมื่อซูเหยาออกจากฟาร์มพระอาทิตย์ก็เริ่มคล้อย
ซูเหยาสาวเท้ายาวๆ เข้าไปในห้องที่มีซาลาเปาทั้งสองอยู่ด้านใน จากนั้นก็เอ่ยปลุกพวกเขาด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
“ตื่นได้แล้ว หากพวกเ้ายังนอนต่อไปตอนกลางคืนจะนอนไม่หลับเอานะ”
ต้าเปาลุกขึ้นด้วยความงัวเงีย จากนั้นก็หันซ้ายหันขวาสะกิดแฝดคนน้อง ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองซูเหยา
ไม่รอให้เด็กน้อยเอ่ยเอื้อนอันใด นางรีบชิงพูดก่อน
“รีบไปล้างหน้า อาหารเย็นพร้อมแล้ว”
ต้าเปาส่งเสียงในลำคอแล้วค่อยๆ ลากน้องชายให้ลงจากเตียง ภาพตรงหน้าทำเอาซูเหยาถึงกับหัวเราะ
มื้อเย็นวันนี้อันที่จริงนางไม่ได้ลงมือทำแต่อย่างใด ด้วยมีหลายเื่ให้ต้องจัดการ ตอนนี้นางไร้ซึ่งเรี่ยวแรงแล้วจริงๆ ดังนั้นซูเหยาจึงเลือกกดแปรรูปเพื่อทำโจ๊กหมู หมูแดดเดียว ไข่เจียวมะเขือเทศ สามสิ่งนี้ไม่ต้องเสียเงินแต่อย่างใด
เท่านั้นยังไม่พอซูเหยายังเรียกโก้วอู้วออกมาเพื่อสั่งซื้อรายการอาหารเพิ่มอีกหนึ่งอย่างนั่นก็คือกะหล่ำปลีผัดน้ำปลา อาหารง่ายๆ ที่อร่อยและได้คุณค่าและความสดชื่นจากผัก
เพียงครู่เดียว เด็กน้อยทั้งสองคนก็เดินเข้ามาด้วยใบหน้าที่เปียกชุ่มไปด้วยน้ำ ซูเหยาหัวเราะอีกครั้งแล้วเดินกลับไปในห้องเพื่อหยิบผ้าผืนใหม่ที่เพิ่งซื้อจากระบบโก้วอู้มาเช็ดให้ต้าเปาและเอ้อเปาอย่างเบา
สิ่งนี้..สิ่งนี้คือความอ่อนโยนใช่หรือไม่?
ความอ่อนโยนที่เขาไม่เคยได้รับจากผู้ใดแม้กระทั่งมารดาผู้ให้กำเนิด เมื่อนึกถึงเื่ราวตลอดการเดินทางที่ตนถูกดูแลโดยหญิงสาวตรงหน้า ดวงตาของเด็กชายก็ชื้นแฉะไปด้วยน้ำตา จนเขาต้องกะพริบตาถี่ๆ เพื่อขับไล่น้ำใสๆ ให้ออกไปอย่างรวดเร็ว มิเช่นนั้นคนอื่นจะมองว่าเขาอ่อนแอเอาได้
ซูเหยาที่เห็นว่าต้าเปาผู้นิ่งเฉยมาตลอดจู่ๆ ก็มีน้ำตา ก็รู้สึกใเป็อย่างมาก นางเอ่ยขึ้นอย่างไม่สบายใจ
“ขอโทษๆ ข้าทำเ้าเจ็บใช่หรือไม่”
ต้าเปาส่ายหน้าแล้วรีบเช็ดน้ำตา “เปล่า”
คิ้วของซูเหยาขมวดเป็ปม นางกวาดสายตามองร่างกายของต้าเปาโดยทั่วเพื่อดูว่าเขาได้รับาเ็ตรงไหนหรือมีสิ่งใดที่ทำให้ร่างกายไม่สบายหรือเปล่า
“เปลื้องชุดให้ข้าดู” บางทีาแอาจอยู่ในร่มผ้า
ต้าเปาแทบสำลัก มือของเขารีบปัดห้ามเป็พัลวัน
“ข้าไม่ได้เป็อะไรจริงๆ ก็แค่นึกถึงเื่บางเื่”
“เอาล่ะๆ ถ้าเ้ารู้สึกไม่สบายกายหรือไม่สบายใจต้องรีบบอกข้านะรู้ไหม” แม้ซูเหยาจะยังไม่สบายใจที่ไม่รู้สาเหตุของเื่ราว แต่นางก็เคารพความคิดของเ้าตัว ในเมื่ออีกฝ่ายไม่อยากบอกจะรบเร้าก็คงไม่ใช่เื่ที่ดีนัก
ภายใต้เหตุการณ์เล็กๆ ที่เกิดขึ้น ทั้งสามคนก็มายังโต๊ะอาหารที่ถูกจัดเตรียมเอาไว้
“แล้วคนอื่นล่ะ?” เอ้อเปาเห็นว่าวันนี้มีเพียงแค่สามคนจึงถามขึ้นอย่างสงสัย แม้ว่าในการเดินทางพวกเขาจะแยกนั่งรถม้าคนละคันกับคนตระกูลซู แต่ในระหว่างทางเมื่อมีการหยุดพักตามป่าหรือโรงเตี๊ยม ถึงจะไม่ได้พูดคุยกับคนอื่นแต่ทุกคนจะรับประทานอาหารร่วมกัน เอ้อเปาจึงค่อยๆ ชินกับการดำรงอยู่ร่วมกันของเขาและคนตระกูลซูไปโดยปริยาย
“พวกเ้ากินกันไปก่อน ข้าจะเอาโจ๊กอีกหม้อไปให้พวกเขา ต่อไปนี้นี่คือบ้านของเรา ครอบครัวเรามีกันสี่คน เราจะกินอาหารร่วมกับผู้อื่นเป็ครั้งคราวเท่านั้น”
เอ้อเปารีบส่ายหน้า “ข้าไปด้วย”
ต้าเปารีบพูดต่อด้วยเสียงที่เบา “ไปด้วยกันทั้งหมด ช่วยกันถือ”
มุมปากของซูเหยาโค้งขึ้น “ตกลง เช่นนั้นก็ไปกันทั้งหมด รีบไปรีบกลับ”
ภาชนะที่ใช้ในการบรรจุอาหารคือปิ่นโตสเตนเลสสามชั้นจำนวนสองเถาเพื่อให้เพียงพอสำหรับจำนวนคนแปดคน ส่วนโจ๊กนั้นก็ใส่หม้อดินเผา เดิมทีนางได้มองหาภาชนะชนิดอื่นแต่ในบ้านนี้มีเพียงถ้วยดินเผาไม่กี่ใบ ซึ่งมันเพียงพอสำหรับใช้ในครอบครัวเล็กๆ ของตนเท่านั้นและมันก็ถูกใช้สำหรับอาหารบนโต๊ะในตอนนี้แล้วด้วย ดังนั้นปิ่นโตจึงเป็ตัวเลือกที่ดีที่สุด
สามแม่ลูกแบ่งหน้าที่กันโดยมีผู้เป็มารดาประคองโจ๊กหม้อดิน ต้าเปาและเอ้อเปาถือปิ่นโตคนละเถาเพื่อเดินไปยังบ้านเช่าที่ครอบครัวซูอาศัยอยู่
เสียงของทั้งสามคนดังมาจากนอกประตู แม้จะแปลกใจแต่นางหลี่ซื่อที่กำลังจะกินหมั่นโถวหยาบก็รีบมาเปิดประตูให้
แม่เฒ่าซูมองไปยังสามแม่ลูกที่กระเตงกันมา ก่อนจะดุซูเหยาที่พาลูกมาใน่ค่ำเช่นนี้
“เดินกันมามืดค่ำ อันตรายยิ่งนัก เ้ายังพาหลานข้ามาอีก ตอนนี้เราเป็สองครอบครัวแล้วนะ”
แม้จะพูดอย่างนั้นแต่แม่เฒ่าซูก็ช่วยรับปิ่นโตทั้งสองเถาที่ส่งกลิ่นหอม ก่อนจะถามขึ้นว่า “สิ่งนี้คืออะไร?”
รอยยิ้มปรากฏขึ้นในดวงตาของซูเหยา นางตอบกลับไปว่า
“นั่นคือปิ่นโตเ้าค่ะท่านย่า เป็ภาชนะ ข้าเห็นว่ามันสะดวกในการถือก็เลยเอาใส่อาหาร วันนี้พวกเราแค่เอาอาหารมาส่งเท่านั้น เดี๋ยวจะรีบกลับแล้ว”
“เหตุใดไม่อยู่กินด้วยกันเล่า ไหนๆ ก็มาแล้ว” เป็พ่อเฒ่าซูที่พูดขึ้น
ซูเหยารีบปฏิเสธ “โต๊ะถูกตั้งเตรียมไว้แล้วเ้าค่ะ เอาไว้คราวหน้า ตอนนี้ข้าต้องรีบกลับก่อนที่อาหารบนโต๊ะจะเย็น”
พูดจบทั้งสามก็ขอตัวลาแล้วเร่งฝีเท้าให้รวดเร็วกว่าตอนขามา