บทที่ 26 กลุ่มเยาวชน
ซูจงจวินเคาะประตูปลุกซ่งเฉียวให้ตื่นแต่เช้า เพื่อไปรับเฟอร์นิเจอร์ที่ท่าเรือด้วยกัน
ซ่งเฉียวเปิดประตูออกมาด้วยดวงตาที่ยังง่วงงุน สวมชุดนอนหลวม ๆ ดวงตาแทบลืมไม่ขึ้น ตอนนี้ยังมีอารมณ์หงุดหงิดจากการตื่นนอน พึมพำถามว่าตัวเองจะไม่ไปได้ไหม เธอสามารถอยู่เฝ้าบ้านได้
รูปร่างอ้อนแอ้นของเธอเคลื่อนไหววับแวมอยู่ใต้ชุดนอนตัวหลวม ซูจงจวินที่เหลือบมองโดยไม่ตั้งใจพลันใบหน้าแดงก่ำ แม้จะรีบเบือนสายตาไปอย่างรวดเร็ว แต่แรงดึงดูดดั้งเดิมนั้นก็ทำให้เขาอดมองไปที่หน้าอกของซ่งเฉียวไม่ได้
"รีบไปแต่งตัวแล้วลงมาข้างล่างเถอะ" พูดจบ เขาก็หมุนตัวเดินลงบันไดไปอย่างเก้อเขิน คงจะเพราะภาพที่เห็นทำให้ขาอ่อน เขาจึงสะดุดบันไดไปจังหวะหนึ่ง
"อ๊ะ!" ซ่งเฉียวก้มลงมองตามสายตาของเขา ก็เห็นว่าตัวเองไม่ได้ใส่ชุดชั้นในแล้วมาเผชิญหน้ากับอีกฝ่ายอยู่ หญิงสาวใจนรีบวิ่งกลับเข้าห้องไปอย่างลนลาน
ตอนขึ้นรถ ทั้งสองคนยังเขินอายจนไม่กล้าพูดคุยกัน
ในเมื่อเป็สามีภรรยากันแล้ว ก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะเห็นเื่ส่วนตัวบางอย่าง 'เดี๋ยวก็ชินไปเอง เดี๋ยวก็ชิน' ซ่งเฉียวปลอบใจตัวเองไม่หยุด แต่ก็ยังไม่กล้าขยับตัวได้แต่นั่งเกร็งอยู่ข้างซูจงจวินเท่านั้น
ตอนที่รถขึ้นถนนใหญ่ เสี่ยวจางที่ขับรถอยู่ก็เริ่มชวนคุย
"พี่สะใภ้ ได้ยินว่าเื่น้ำประปามีความคืบหน้าแล้วเหรอครับ?"
เกาะตงซานไม่ได้ใหญ่โตอะไร ข่าวสารจึงแพร่กระจายได้อย่างรวดเร็ว ซ่งเฉียวตอนนี้ก็ชินกับเื่แบบนี้แล้ว
"ก็ประมาณนั้น แต่ต้องรอให้แบบแปลนออกมาก่อนน่ะ"
เมื่อเธอพูดจบ ซูจงจวินก็หันมามองด้วยสีหน้าประหลาดใจ สองวันมานี้เขายุ่งอยู่กับการเขียนแผนการฝึก จึงไม่ได้ยินข่าวนี้เลย จากนั้นในใจก็ผุดความไม่พอใจบางอย่างขึ้นมา ในเมื่อเื่น้ำประปามีความคืบหน้าแล้ว ทำไมผู้หญิงคนนี้ถึงไม่บอกเขาสักคำ ปล่อยให้เขารู้ทีหลังคนอื่น อย่างน้อยเขาก็เป็สามีของเธอนะ
จู่ ๆ ในหัวก็นึกถึงภาพเมื่อเช้าขึ้นมา เขากลืนน้ำลายอึกหนึ่ง พลันเกิดความอึดอัดใจเข้าครอบงำ
ระหว่างทาง ทั้งสองคนยังคงไม่พูดคุยกัน พอมาถึงท่าเรือ ทหารที่ซูจงจวินจัดการไว้ก็กำลังช่วยกันขนของลงมา บางคนถึงกับยกโต๊ะเขียนหนังสือเข้าไปข้างในแล้ว
มีเพียงเตียงสามหลังที่ดึงดูดความสนใจของผู้คนบนท่าเรือ
พอดีจางต้าจวินอยู่ที่ท่าเรือ เขาเดินมาหาซูจงจวินพร้อมรอยยิ้มกว้างแล้วพูดล้อเล่นว่า "นี่วางแผนจะมีสามคนเลยเหรอ?"
ซ่งเฉียวที่อยู่ข้าง ๆ หน้าแดงด้วยความเขินอาย จึงแอบหลบไปอยู่ด้านหลังซูจงจวิน
เมื่อเห็นภรรยาสาวพึ่งพาสามีของเธอเช่นนั้น จางต้าจวินก็มองด้วยสายตาหยอกล้อมากขึ้น เขามองซูจงจวินขึ้นลงอย่างเกินเลย ส่วนซูจงจวินก็จ้องกลับด้วยสีหน้าเ็า แล้วพูดเสียงเย็นว่า "ก็แค่มีเงินมากจนไม่รู้จะเอาไปใช้ที่ไหนไง"
จางต้าจวินมาจากครอบครัวที่แต่งงานใหม่ แม่ของเขาพาเขาที่เป็ลูกติดไปด้วย ตอนนี้มีพี่น้องต่างพ่อสามคน น้องชายคนที่สองและสามแต่งงานก่อนเขา แต่พ่อแม่กลับลำเอียง ทุกเดือนเขาต้องส่งเงินเดือนครึ่งหนึ่งกลับบ้าน เพื่อเลี้ยงดูพ่อเลี้ยง แม่แท้ ๆ และพี่น้องทั้งสามคน
เมื่อปีที่แล้วตอนน้องชายคนที่สองแต่งงาน เงินสินสอดก็เป็เขาที่จ่าย
เื่นี้ทำให้หลิวเยว่ที่กำลังคบหาดูใจกันทะเลาะกับเขายกใหญ่ เกือบจะเลิกรากันไป จนซูจงจวินต้องมาช่วยเหลือ ออกความเห็นให้ใช้ความขัดแย้งครั้งนี้เขียนจดหมายกลับไปให้ครอบครัว บอกว่าต่อไปจะส่งเงินเดือนแค่หนึ่งในสามเท่านั้น
เขาเบื่อที่สุดเวลามีคนพูดเื่เงิน ต้องรู้ว่าเขารับราชการทหารมาสิบปี กว่าจะเริ่มเก็บเงินได้ก็ตอนแต่งงานกับหลิวเยว่นี่แหละ
แน่นอนว่าสีหน้าเขาบึ้งตึงทันที พึมพำเบา ๆ ว่าซูจงจวินไม่มีอารมณ์ขัน แต่ซูจงจวินเป็ผู้บังคับบัญชาของตน และกำลังมองเขาด้วยสายตาเ็า เขาจึงต้องกลืนความน้อยใจไว้ แล้วเดินตามพวกที่กำลังขนของเข้าไปข้างใน
"คุณนี่เก่งเื่โจมตีจุดอ่อนคนอื่นจริง ๆ นะ" ซ่งเฉียวก็เคยได้ยินเื่ที่บ้านของจางต้าจวินมาบ้าง เขาเป็คนที่น่าสงสารมากจริง ๆ
"เขาอยากเห็นผมเป็ตัวตลก แล้วจะไม่ให้ผมโต้กลับเลยเหรอ?"
ในที่สุดทั้งสองคนก็ได้คุยกัน ซูจงจวินรู้สึกโล่งใจ อารมณ์ดีขึ้นมาทันที จึงรีบไปกำกับดูแลไม่ให้การขนย้ายทำเฟอร์นิเจอร์เสียหาย
ซ่งเฉียวที่อยู่ด้านหลังแอบทำปากเบ้ใส่แผ่นหลังของซูจงจวิน คนคนนี้ช่างจู้จี้จุกจิกเสียจริง
หลังจากขนเฟอร์นิเจอร์ลงจากเรือแล้ว ผู้โดยสารที่เหลือก็ค่อย ๆ ทยอยลงจากเรือตามมา ในกลุ่มคนมีชายหญิงหลายคนที่มีบุคลิกผิดแผกไปจากคนอื่น ดึงดูดความสนใจของทุกคน ดูเหมือนจะเป็คนมีความรู้ ยังไม่ทันที่ใครจะได้ถาม ก็มีชายสองคนสวมชุดเ้าหน้าที่แบบสี่กระเป๋าเดินตามมา ทั้งสองมีสีหน้าเคร่งขรึม แถมยังมีแววดูถูกอยู่ในที
กลุ่มคนเหล่านี้ลงจากเรือมาอย่างเอิกเกริก ผู้คนที่ท่าเรือพากันหลบทางให้โดยอัตโนมัติ พวกเขาลงจากเรือแล้วก็ยืนอยู่ริมถนน ดูเหมือนกำลังรอใครบางคน
"พวกนี้เป็ใครกัน?" ซ่งเฉียวรู้สึกว่าชายสองคนนั้นดูไม่เป็มิตร จึงถอยห่างออกมาและเดินเข้าไปหาซูจงจวิน
"ชายหญิงที่มาด้วยกันน่าจะเป็สำนักงานเยาวชนที่มาช่วยชนบท" ซูจงจวินมีสีหน้าไม่ค่อยดี ไม่ชอบที่กลุ่มคนพวกนี้ขึ้นเกาะมาโดยไม่แจ้งกองทัพล่วงหน้า
แต่พวกเขาถือเอกสารมาด้วย ถึงจะปฏิเสธก็ต้องทำตามขั้นตอน ตอนนี้ทั่วประเทศมีความวุ่นวายเกิดขึ้นระลอกแล้วระลอกเล่า สำนักงานส่วนใหญ่ถูกบุกรุก อำนาจแตกกระจัดกระจาย การจะทำอะไรตามกฎระเบียบปกตินั้นยากเหลือเกิน
ผู้คนที่ท่าเรือค่อย ๆ เงียบลง พากันมองดูกลุ่มคนเ่าั้โดยไม่ยอมจากไป
ไม่นานผู้อำนวยการโรงเรียนและเลขาธิการหมู่บ้านชาวประมงก็รีบร้อนมาที่นี่ แม้ทั้งสองคนจะไม่ค่อยพอใจแต่ก็ยังฝืนยิ้มและพูดคุยกับเ้าหน้าที่จากสำนักงานเยาวชน
ไม่ได้ยินว่าพวกเขาพูดอะไรกัน แต่สีหน้าของเ้าหน้าที่สำนักงานเยาวชนทั้งสองคนดูไม่ค่อยดีเมื่อมองไปที่กลุ่มคนหนุ่มสาว ซ่งเฉียวได้ยินคำว่าชนชั้นนายทุน พวกหัวรุนแรง และสำนักงาน ผู้อำนวยการก้มหน้าเช็ดเหงื่อ หลังจากฟังคำสั่งจากทั้งสองคนก็พาหญิงสาวสองคนในกลุ่มจากไป ส่วนที่เหลือตามเลขาธิการหมู่บ้านชาวประมงไป
หลังจากสั่งการเสร็จ ทั้งสองคนก็เดินกลับไปที่ท่าเรือ เมื่อเดินผ่านขบวนขนย้ายเฟอร์นิเจอร์ของซูจงจวิน พวกเขาก็หยุดเดิน ขมวดคิ้วลูบเฟอร์นิเจอร์แล้วแกล้งเคาะสองที คนหนึ่งอยากจะพูดอะไรบางอย่าง แต่อีกคนทำหน้าบึ้งห้ามเอาไว้
ซูจงจวินหน้าบึ้งเดินเข้าไป
"มีอะไรรึเปล่าครับ?" เขาถามอย่างดูแคลน
อีกฝ่ายมองสำรวจเขา เมื่อเห็นยศทหาร คนที่ห้ามเพื่อนไม่ให้พูดก็ยิ้มและเอ่ยขึ้น "สวัสดีครับเพื่อนร่วมชาติ พวกเราเป็เ้าหน้าที่สำนักงานเยาวชนเขตฉงหยางของเมืองปินไห่ แค่ไม่คิดว่าบนเกาะจะมีเฟอร์นิเจอร์ดี ๆ แบบนี้น่ะครับ"
เขายิ้มอย่างประชดประชัน ราวกับกำลังสงสัยในสถานะทางการเงินของซูจงจวิน
ซูจงจวินหัวเราะเยาะ "พวกเราทำงานสุจริต มีเงินเก็บบ้างก็เป็เื่ปกติไม่ใช่เหรอครับ?"
อีกฝ่ายััได้ถึงความโกรธในน้ำเสียงของซูจงจวิน เขารู้ว่าพวกเ้าหน้าที่สำนักงานเยาวชนอย่างพวกเขาไม่เป็ที่ต้อนรับ โดยเฉพาะจากทางทหาร แต่วันเวลายังอีกยาวไกล ต้องมีวันที่ทางกองทัพต้องมาขอความช่วยเหลือจากพวกเขาแน่
"เป็เื่ปกติหรือไม่ เดี๋ยวก็รู้เองครับ" อีกฝ่ายยิ้มพลางสบตากับสายตาอันเยือกเย็นของเขา
"ใช่แล้ว จะปกติหรือไม่ปกติ เดี๋ยวก็รู้เอง" ซ่งเฉียวเดินไปข้างกายซูจงจวิน ยิ้มพลางตอบพวกเขากลับไป "เรือกำลังจะออกแล้ว พวกคุณสองคนจะไม่ไปเหรอคะ?"
พูดจบ เสียงแตรจากเรือที่อยู่ด้านหลังก็ดังขึ้น วันนี้เสียงแตรฟังดูเหมือนบทเพลงอาลัย แม้แต่นกทะเลที่บินวนเวียนแถวนี้เป็ประจำก็ยังใกับเสียงแตรนี้ รีบบินออกห่างจากท่าเรือไปไกล ๆ
ระหว่างทางกลับบ้าน ซูจงจวินที่เงียบไปนาน ในที่สุดก็เอ่ยปาก แต่พอเอ่ยปากกลับเป็การสั่งสอนซ่งเฉียว "วันนี้คุณใจร้อนเกินไป การไปสร้างศัตรูกับพวกคนเลวพวกนี้มันไม่คุ้มค่าหรอก"
"พูดถึงตัวคุณเองเหรอ?" ที่จริงเธอก็แค่ทนไม่ได้ที่เห็นเขาถูกรังแก เลยไปช่วยเป็ทัพหลังให้ แต่ทำไมสุดท้ายกลับต้องมาโดนเขาว่าอีก
ไม่รู้บุญคุณคนเลยจริง ๆ!
"ผมมีสถานะนี้นะ!" เขาชี้ไปที่ชุดทหารของตัวเอง
"ฉันก็มีคุณอยู่ไง" ซ่งเฉียวหลุดปากออกไปโดยไม่ทันคิด แต่พอพูดออกไปก็รู้สึกเสียใจ นี่เธอกำลังออดอ้อนผู้ชายอยู่เหรอ? เธอเป็บ้าอะไรไปเนี่ย!
ซูจงจวินชะงักไป ขณะหันไปมองซ่งเฉียว ภาพของเธอที่ง่วงนอนเมื่อเช้านี้ซ้อนทับกับผู้หญิงที่อยู่ตรงหน้า หัวใจของเขาเต้นรัวเหมือนกลอง แต่ละจังหวะหนักหน่วงกว่าจังหวะก่อนหน้าขึ้นไปเรื่อย ๆ
เกิดอะไรขึ้นกับเขากัน?
ขณะที่ทั้งสองกำลังมองหน้ากันอยู่ หวังว่าอีกฝ่ายจะพูดอะไรสักอย่างมาก่อน เสี่ยวจางก็ขับรถจี๊ปมาเบรกกะทันหันตรงหน้าพวกเขา "ผู้พันครับ หน่วยสื่อสารได้รับโทรเลขจากทางบ้านของพี่สะใภ้ครับ"
ซูจงจวินรีบหลบสายตาทันที ความเก้อเขินที่เกิดขึ้นกะทันหันทำให้เขาต้องกระแอมไอเพื่อแก้สถานการณ์ ซ่งเฉียวก็กระแอมตามเช่นกัน แล้วก้มหน้าไปรับโทรเลขจากมือของเสี่ยวจาง
ยิ่งอ่าน คิ้วของเธอยิ่งขมวดแน่น ดวงตาเต็มไปด้วยความกังวลที่ไม่อาจสลายไปได้