"เด็กน้อยถ้าจิตสังหารของเ้านั้นเกิดขึ้นเพราะบางสิ่งกำลังตั้งตนเป็ศัตรูกับเ้า บางทีเ้าอาจจะยังไม่รู้ว่าเผ่าพันธุ์์อนธการคือสิ่งมีชีวิตที่ใช้ชีวิตแบบไหน ในปีนั้นองค์เหนือหัวได้รับโองการจากพระเ้าผู้ยิ่งใหญ่ เื่นี้ถึงแม้อาจารย์เ้าจะเกิดในภายหลัง ก็ยังรู้ดีว่าเผ่าพันธุ์ของพวกข้าวางตัวเป็กลางเสมอไม่ฝักใฝ่ในฝ่ายใด! แต่ถ้าหากมันผู้ใดโง่เง่ามีจิตคิดร้าย ลงมือท้าทายต่อเผ่าพันธุ์ของข้า พวกข้าก็ไม่รังเกียจที่จะล้างทำลายพวกมัน แม้แต่์ก็เคยถูกความมืดมิดเข้ากลืนกิน จิติญญาของเ้าช่างคล้ายกับพวกข้า"
เมื่อเห็นมิเนอร์วากำลังเงียบครุ่นคิด เทวะัก็ตอกลิ่มสุดท้ายลงไปอีกดอก ัเฒ่านั้นเ้าเล่ห์เสียจริง แต่ที่มันพูดมาก็ไม่ผิดครานั้นแม้แต่เหล่าผู้พิทักษ์โชคชะตาแห่งทวีปเหนือยังต้องออกหน้ามาห้ามปรามเนื่องจากเกรงกลัวว่าผลกระทบจะส่งผลเป็วงกว้าง เหล่าทวยเทพต่างพากันาเ็ล้มตายอย่างน่าสมเพช ใครใช้ให้พวกมันโง่เง่าสังหารเทพรับใช้แห่ง์อนธการกันเล่า โทษของการสังหารที่ว่าหนักแล้ว เหล่าทวยเทพยังละโมบโลภมากชิงเอาหัวใจที่บรรจุส่วนหนึ่งของกฎแห่งโชคชะตาทิศัไปอีก ์ไม่ถล่มก็ดีแค่ไหนแล้ว!
แอสคลีเพียสยังคงจำภาพเหตุการณ์ในปีนั้นได้เป็อย่างดี ตัวมันที่เป็ครึ่งเทพในเกาะกันดารห่างไกลแห่งหนึ่งกำลังแหงนหน้าขึ้นมองท้องนภาอันกว้างใหญ่ ข้างบนนั้นมีกองทัพั์อนธการจำนวนนับไม่ถ้วนกำลังบินมุ่งหน้าไปทางทวีปเหนือ พวกมันร้องคำรามอยู่เป็ระยะราวกับกำลังประกาศเตือนให้ศัตรูของพวกมันได้รับรู้ว่าพวกมันกำลังจะนำเอาหายนะแห่งความมืดมิดไปส่งให้ถึงที่ มีัดำตัวโตท่าทางดุร้ายเกรี้ยวกราดดวงตาเปล่งแสงสีฟ้าลุกโชนดั่งเปลวเพลิงบินนำหน้าอยู่หัวขบวน ขนาดปีกของัตัวนี้ใหญ่เป็อย่างมากแค่ขยับปีกทีสองที สายลมคลั่งยังถูกส่งมาถึงตัวแอสคลีเพียสที่อยู่บนเกาะเพลิออนเบื้องล่าง ช่างเป็ภาพที่ทำให้ผู้คนใจสั่นสะท้าน
หลังฝูงั์อนธการบินผ่านไปได้ไม่นาน ท้องนภาทางทวีปเหนือก็เริ่มปรากฏความมืดเข้าปกคลุมทีละน้อย ในตอนแรกยังคงมีร่องรอยพายุการต่อสู้ 9 แสง 10 สีปรากฏให้เห็นอยู่เป็ระยะ แต่เมื่อเวลาผ่านไปแอสคลีเพียสกลับมองเห็นเพียงแค่ท้องนภาที่ทุกสิ่งถูกปกคลุมด้วยอนธการอันมืดมิด ดังนั้นมันจึงไม่เคยคิดสงสัยในความแข็งแกร่งของอีกฝ่ายแม้แต่น้อย
"ศิษย์มิเนอร์วา ขอกราบทำความเคารพ ท่านราชันย์เทพั์อนธการ ขอท่านอาจารย์เมตตาอบรมสั่งสอนแก่ศิษย์ด้วย"
มิเนอร์วาคุกเข่าก้มกราบ เอ่ยขอร้องแก่อีฟริท ตัวมันในตอนนี้ไม่ได้ลังเลที่จะกราบตัวตนระดับเทพเป็อาจารย์ เพียงแค่มีสิ่งอื่นเข้ามารบกวนทำให้จิตใจของเด็กหนุ่มไม่อยู่กับเนื้อกับตัว พอเห็นอีฟริทเอ่ยถึงเื่จิตสังหาร สติมันยิ่งเตลิดไปไกล กว่าจะได้สติคุกเข่ากราบอีกฟริทเวลาก็ล่วงเลยมาสักพักแล้ว
"ดี! ศิษย์ข้า ไหนลองเล่าให้อาจารย์ฟังซิใครกันมันกล้าทำร้ายเ้า?"...อีฟริทถามด้วยความเอาใจใส่น้ำเสียงอ่อนลงหลายระดับ
"หึ! บนชั้นหนังสือชั้นที่ 1 เล่มที่ 3 ชั้นที่ 2 เล่มที่ 5 ชั้นที่ 3เล่มที่ 7 ชั้นที่ 4 เล่มที่ 9"...แอสคลีเพียสแค่นเสียงตอบแทนศิษย์ มันกังวลว่ามิเนอร์วาจะมองว่าตัวมันด้อยกว่าอีฟริท ััิญญาของอีฟริทไม่สามารถขยายออกไปได้เป็เพราะว่าเสี้ยวดวงจิตของมันถูกผนึกไว้ในลูกเต๋ากำหนดชะตา แตกต่างจากแอสคลีเพียสที่ผูกจิตไว้กับร่างของมิเนอร์วาจึงล่วงรู้ความลับนี้ได้ก่อน
"ศิษย์ข้าไหนลองถือข้าไว้ในมือแล้วถ่ายเทััิญญาของเ้ามาให้ข้าดูหน่อย แล้วก็หลังจากนี้ไปพกข้าไว้กับตัวจะเป็ประโยชน์กับเ้ามากที่สุด"
อีฟริทเพียงบอกวิธีง่ายๆ ให้แก่มิเนอร์วา และเด็กหนุ่มก็ไม่ใช่คนขี้ขลาด หลังขออนุญาตอีฟริทเด็กหนุ่มรวบรวมสมาธิส่งพลังิญญาเข้าไปในลูกเต๋าสีดำสนิททันที ดวงจิตของอีฟริทจับจ้องตามพลังิญญาของมิเนอร์วาที่แผ่ไปถึงชั้นหนังสือ มันพบว่าในหนังสือแต่ละเล่มตามที่แอสคลีเพียสบอกมีคำศัพท์ที่ถูกเขียนเอาไว้ด้วยวิธีพิเศษ ถ้าไม่ตั้งใจแผ่ััิญญาเพ่งดูให้ดีย่อมหาไม่เจอ คำทั้งหมดรวมกันได้ใจความว่า
"ศัตรูของครอบครัว อยู่ด้านหลัง!"
และถ้าแผ่ััิญญาเข้าปกคลุมให้ทั่วชั้นหนังสือ จะพบช่องว่างเล็กๆ บางเท่ากระดาษหนึ่งแผ่นบนแผ่นไม้ที่ถูกประกอบขึ้นเพื่อใช้เป็ฝาด้านหลังชั้นหนังสือ ทุกด้านถูกประกอบเข้าด้วยกันอย่างแนบสนิทไม่มีวิธีเปิด พื้นที่ว่างด้านในที่บางเฉียบมีกระดาษแผ่นบางถูกซ่อนเอาไว้ กระดาษชนิดนี้เป็กระดาษพิเศษ เดาว่าน่าจะมีความสามารถในการอำพรางตัวเองจึงทำให้ไม่มีใครค้นพบ บนกระดาษแผ่นบางนั้นมีรายชื่อหลายสิบชื่อถูกเขียนเอาไว้ และหนึ่งในนั้นคือชื่อของ ดีมัวร์!...เมื่อคนร้ายทั้งหมดอยู่ตรงหน้าแต่ไม่สามารถหาหลักฐานมาเอาผิดได้ สิ่งนี้น่าจะเป็สาเหตุที่ทำให้มิเนอร์วาปะทุจิตสังหารขึ้นมา จิ๊กซอว์แต่ละชิ้นค่อยๆ ถูกประกอบ อีฟริทัเทวะผู้เจนโลกย่อมคาดเดาสิ่งต่างๆ ได้อย่างทะลุปรุโปร่ง มันให้คำแนะนำง่ายๆ แต่ดีที่สุดสำหรับสถานการณ์ในตอนนี้
"ศิษย์ข้า เหลืออีกเพียงไม่กี่วันก็จะถึงคืนงานเลี้ยง เ้าจะต้องเก็บซ่อนอารมณ์ทุกอย่างไว้ในใจ 'ในค่ำคืนมืดมิดที่เหล่าอสุรกายใช้หลบซ่อน จะมีเพียงผู้ที่ฝืนอดทนรอเท่านั้น ที่จะได้พบกับแสงอบอุ่นยามรุ่งอรุณที่ปลอดภัย' เ้าเข้าใจคำพูดข้าใช่หรือไม่?"
"ข้าจะอดทนท่านอาจารย์!"
ในตอนแรกความโกรธเกลียดของมิเนอร์วาบอกให้ตัวมันล้างแค้นดีมัวร์ให้บุญคุณความแค้นสิ้นสุดลงตรงนั้น แต่เมื่อได้ฟังคำแนะนำของราชันย์ัความคิดก็ต้องเปลี่ยนไป ใช่แล้วตัวมันไม่ได้แข็งแกร่งอะไรมากมายขนาดนั้น อีกทั้งยังไม่รู้ว่ารายชื่อทั้งหมดแท้ที่จริงแล้วยังมีบุคคลที่สมรู้ร่วมคิดรายอื่นอีกหรือไม่ มีเพียงต้องค่อยๆ สืบหาหลักฐานไปอย่างช้าๆ เมื่อมั่นใจแล้วค่อยกำจัดล้างแค้นก็ยังไม่สาย การที่หุนหันพลันแล่นมีแต่จะทำให้ศัตรูที่อาศัยอยู่ในเงามืดไหวตัวทัน
"ดี! บอกคนรับใช้ของเ้าสร้างตุ้มหูที่สามารถบรรจุข้าได้อย่างพอดี ข้าจะได้อยู่ข้างกายคอยปกป้องเ้าตลอดเวลา นี่คือวิธีที่ดีที่สุดสำหรับปกป้องชีวิตของเ้า"
เนื่องจากว่าไม่ได้ทำการย้ายจิตผูกร่างจึงไม่สามารถสนทนาพูดคุยกันภายในห้วงิญญาได้ อีกทั้งการจะให้อีฟริทใช้ััิญญาร่วมกับมิเนอร์วายิ่งเป็ไปไม่ได้ ทำได้เพียงให้มิเนอร์วาถ่ายพลังิญญาให้ ตัวมันที่ตระหนักในข้อนี้ดีจึงคิดวิธีง่ายๆ ในการสื่อสารกันแบบลับๆ และยากจะจับสังเกต นั่นคือ'การกระซิบ' นั่นเอง เสียงกระซิบจากเทพมีหรือที่ตัวตนระดับมนุษย์ธรรมดาจะได้ยิน ลูกเต๋าสีดำถูกวางกลับลงไปในกล่องไม้ที่ถูกปิดกลับสภาพเดิม มิเนอร์วาปิดประตูกลไกเดินไปหยุดที่ชั้นหนังสือ สายตาจ้องเพ่งไปยังหนังสือเล่มต่างๆ ก่อนจะหยุดลงที่แผ่นไม้ด้านหลัง
"ไม้ภูตพรายจริงๆ เสียด้วย"
ในฐานะผู้แข็งแกร่งของแก่นแห่งพืชพันธุ์และเชี่ยวชาญทางด้านนี้โดยเฉพาะ แอสคลีเพียสจำแนกได้ทันทีที่เข้าใกล้ระยะพิเศษที่ไม้ชนิดนี้จะปล่อยกลิ่นเพื่อให้ผู้ที่อยู่ใกล้รู้สึกผ่อนคลาย กลิ่นเฉพาะตัวนี้มันย่อมจำได้ อีกทั้งต้นไม้ภูตพรายนี้ยังมีคุณสมบัติที่พิเศษเป็อย่างมากนั่นคือ การปกปิดตัวตน ไม้ชนิดนี้สามารถอำพรางตัวเองจากสายตาผู้อื่น ถ้าผู้ที่เข้ามาใกล้ไม่มีจิตคิดถึงไม้ชนิดนี้ย่อมไม่สามารถมองเห็นไม้ชนิดนี้ได้ นี่ถ้าข้อความนั้นไม่ได้บอกให้มองด้านหลัง ไม่แน่ว่าของที่ถูกซ่อนไว้ด้านในคงไม่มีทางได้รู้จักกับแสงสว่างอย่างแน่นอน ต้องนอนนิ่งอย่างเดียวดายภายในไม้ภูตพรายนี้ไปตลอดกาล
"ท่านอาจารย์ไม้ภูตพรายคือสิ่งใดกัน?"
มิเนอร์วาในตอนแรกก็ไม่เคยรู้ว่าด้านหลังชั้นหนังสือนั้นปิดทึบ เพราะโดยปกติตัวมันคิดว่ากำแพงด้านหลังนั้นคือของจริง
"ไม้วิเศษชนิดหนึ่งกำเนิดจากกาลเวลา ทำให้ร่างกายสามารถอำพรางตัวเองจากสายตาที่ไม่มีจิตคิดเกี่ยวกับตนเอง ตัวเ้าก็คงจะไม่เคยคิดว่าข้างหลังนั่นมีไม้ชนิดนี้ปิดอยู่ จนกระทั่งเ้าไปเจอข้อความชุดนั้น 'รายชื่อ' ที่เอ่ยถึงตอนนี้อยู่ภายในไม้ภูตพราย ย่อมนับรวมเป็ส่วนหนึ่งของมัน พอเ้าคิดถึงรายชื่อหรือก็คือส่วนที่เป็ตัวมัน ไม้ภูตพรายรวมทั้งรายชื่อทั้งคู่ก็เลยแสดงตัวต่อเ้า"
"ที่แท้ก็เป็การพรางตัวของไม้ภูตพรายช่างพิสดารจริงๆ แล้วข้านำจะกระดาษแผ่นนั้นออกมาได้อย่างไรท่านอาจารย์"
มิเนอร์วาพยักหน้าหงึกหงักพลางถามอย่างใคร่รู้ ในตอนนี้จิตใจมันสงบลงมากแล้วหลังจากคิดตามอาจารย์อีฟริทเด็กหนุ่มก็เริ่มควบคุมอารมณ์ได้ เห็นท่าทางที่เปลี่ยนไปของลูกศิษย์ แอสคลีเพียสก็ตอบคำถามอย่างเอ็นดูสงสาร
"มาเด็กน้อยวันนี้ข้าจะสอนบทเรียนแก่เ้า 'ถ้าแก่นมีพื้นฐาน พืชก็ย่อมมีเมล็ด' เ้าต้องค่อยๆ มอง แยกแยะให้ได้ว่าไม้ชนิดก่อนที่มันจะผสานตัวกันสนิทพวกมันเคยผสานตัวกันแบบไหน? มันผสานกันจนสนิทแล้ว สนิทแล้วนั่นไม่ได้แปลว่าไม่มีรอยเชื่อมต่อให้สังเกตเห็น เด็กน้อยเ้าลองสังเกตดูเองสิ ข้าจะคอยสอนเ้าเองว่าดูยังไง"
แอสคลีเพียสเอ็นดูสงสารศิษย์เป็อย่างมาก หลังอารมณ์เด็กหนุ่มสงบลง สายตาแบบที่เด็กควรมีก็ค่อยๆ กลับมาถึงแม้ตาขาวจะยังแดงอยู่บ้างแต่ก็ไม่มากแล้ว มันหวังใช้การสอนครั้งนี้เบี่ยงเบนความสนใจของมิเนอร์วาให้เวลาในการปรับอารมณ์ให้สงบขึ้น และตลอด่เช้าและบ่ายยกเว้นเวลากินและเข้าห้องน้ำ เด็กหนุ่มล้วนวุ่นวายกับการช่วยสาวใช้ย้ายหนังสือ เนื่องจากทั้งบ้านมีสาวใช้แค่ 2 คน หากดึงมาช่วยทั้งคู่เกรงว่าจะเป็การทำให้หน้าที่หลักของพวกนางได้รับผลกระทบ เด็กหนุ่มจิตใจดีจึงขอให้มาช่วยแค่เพียงหนึ่งคน
เป็การจัดวางตู้ที่แปลกประหลาดเป็อย่างมาก เนื่องจากตู้ถูกย้ายมายังข้างหน้าโต๊ะทำงานโดยหันด้านสันหนังสือออกไปทางประตู ในมุมมองของคนปกติคงจะเห็นภาพที่ปรากฏเื้ัแบบปกติเพราะไม่มีจิตคิดเกี่ยวกับไม้แผ่นนี้ แต่ไม่ใช่กับมิเนอร์วาที่นั่งหันหน้าเข้าหาชั้นหนังสือ สาวใช้ที่กำลังจะปิดประตูมองกลับไปที่เ้านายของตน ภาพที่เด็กหนุ่มนั่งหันหน้าจ้องมองผ่านช่องเล็กๆ ของชั้นหนังสือนั้น กับทำให้ผู้ที่พบเห็นต้องคิดว่าบุคคลที่มองมาช่างลึกลับเปี่ยมเสน่ห์แบบแปลกๆ เสียเหลือเกิน ภาพเบื้องหน้าของมิเนอร์วาขณะนี้คือไม้แผ่นใหญ่ที่มีลายคดเคี้ยวมากมาย หลังจากได้ยินเสียงประตูปิดลง แอสคลีเพียสก็เอ่ยสอนต่อทันที
"ไม้ชนิดนี้เติบโตมาจากกาลเวลา ลายเส้นต่างๆ บนตัวไม้ย่อมมีประวัติศาสตร์ที่ถูกบันทึกไว้ เส้นสั้นคือปัจจุบัน เส้นยาวคืออดีต เ้าต้องมองหาจุดเชื่อมต่อของอดีต เมื่อเ้ามองออกย่อมหาอดีตที่ไม้ชนิดนี้แยกตัวออกจากกันได้และนั่นคือวิธีง่ายๆ แต่มีประสิทธิภาพที่พวกพื้นฐานไม้ชอบใช้กัน 'การสังเกต' นั่นเอง และแน่นอนวิธีสังเกตของพืชแต่ละชนิดย่อมแตกต่างกันขึ้นอยู่กับพื้นฐานที่มันโตมา"
"แบบนี้ก็เหมือนกับวิธีการอนุมานหาแก่นของศิษย์ใช่หรือไม่? การย้อนรอยตามหาพื้นฐานจากแก่น"
"แน่นอนว่าย่อมไม่เหมือน ถึงวิธีจะเหมือนกันแต่เ้าตามหาแก่นจากความว่างเปล่าไร้ซึ่งต้นตอพื้นฐานใดๆ ความยากที่เจอย่อมแตกต่างจากการหาพื้นฐานที่มีอยู่แล้วและความซับซ้อนของพื้นฐานที่ได้ย่อมแตกต่างกันอย่างเทียบไม่ติด!"
อีฟริทที่มองดูสองศิษย์อาจารย์กำลังพูดคุยกัน คนหนึ่งสอนคนหนึ่งเรียนจึงพูดเสริมออกไป จะอย่างไรตัวมันก็เป็หนึ่งในอาจารย์ที่เด็กหนุ่มกราบ
"ความซับซ้อนของการตระหนักรู้ด้วยตัวเองแน่นอนย่อมต้องพิเศษกว่า ดังเช่นการวาดภาพ ภาพที่ต้องใช้จิตใจััวาดขึ้นมาเองย่อมต้องวาดยากกว่าการลอกเลียนแบบภาพที่มีอยู่แล้ว แน่นอนการลอกเลียนให้เหมือนกับภาพที่มีอยู่แล้วต่อให้วาดให้เหมือนทุกจุด เส้นบางเส้นย่อมมีขนาดไม่เท่ากัน นี่จึงเป็ที่มาของทางเดินแต่ละเส้นทางของสิ่งมีชีวิตต่อให้คล้ายกันแต่ก็ยังคงมีความแตกต่าง!"
มิเนอร์วาพยักหน้าตอบรับอย่างกระจ่างแจ้งในคำอธิบายของอาจารย์ทั้งสอง สายตาจับจ้องไปที่ลายต่างๆ บนตัวไม้แผ่นใหญ่ ห้วงสมองประมวลวิเคราะห์ความน่าจะเป็มากมาย จนในที่สุดก็เห็นเส้นบางๆ ที่เรียงตัวต่อแถวเป็เส้นตรงทั้ง4เส้นเป็รูปทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้า พวกมันราวกับเป็ฝาของกล่องไม้ที่ถูกปิดไว้แนบสนิทไม่มีช่องว่างกลืนกินเป็เนื้อเดียวกันทั้งหมด
"นำพลังิญญาของเ้าใส่ลงไปดูสิ บังคับให้พวกมันปกคลุมเส้นทั้ง4นั้นแล้วลองจินตนาการว่ากำลังยกพวกมันขึ้นมาเหมือนกำลังเปิดกล่องตามปกติ"
ทันทีที่ััิญญาของเด็กหนุ่มไหลเป็ตามเส้นลายไม้จนกันเป็4เหลี่ยม ความคิดที่กระทำตามคำสอนก็ส่งผล ไม้ภูตพรายขนาดไม่ใหญ่มากทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้าก็ถูกแยกออกมาด้านในมีกระดาษแผ่นบางแปะติดไว้ ได้มาเห็นรายชื่อบัดซบพวกนี้กับตา ถึงอารมณ์ที่ปะทุขึ้นมาจะไม่ได้รุนแรงเท่าก่อนหน้านี้ แต่ก็ยังคงส่งผลให้อากาศรอบๆ ตัวเย็นลงระดับหนึ่ง รายนามทั้งหมดถูกเด็กหนุ่มจดจำเอาไว้ในใจอย่างแม่นยำ ราวกับว่าพวกมันคือส่วนหนึ่งของสิ่งที่จะเป็เป้าหมายของชีวิตต่อจากนี้ เมื่อท่องจำได้ขึ้นใจมิเนอร์วาเลือกที่จะไม่เอากระดาษรายนามออกมาแต่เลือกที่จะปกปิดไว้ดังเดิม
แผ่นไม้ที่ถูกแยกออกมาประสานตัวกันสนิทดังเดิมหลังจากถูกวางกลับเข้าที่ ราวกับเป็กระบวนการรักษาตัวเองอย่างเป็ธรรมชาติของไม้ชนิดนี้ ราชันย์เทวะัที่เข้าใกล้วัตถุเป้าหมายย่อมััได้ถึงเจตนาของอดีตอย่างรางๆ จะอย่างไรตัวมันก็เป็ผู้มีพลังในขอบเขตโชคชะตา ถึงจะไม่ได้ส่องความลับฟ้า แค่อนุมานเอาจากร่องรอยย่อมพอจะคาดเดาได้บางส่วน
"ศิษย์ข้า ในปีนั้นพ่อของเ้าได้ใช้พลังแห่งข้า ทำการโยนเต๋าออกไปสองครั้ง ครั้งแรกเขาโยนได้ 3 แต้ม เขาบ่นโวยวายถึงโชคชะตาที่ไม่เข้าข้าง แล้วทำการโยนอีกครั้ง แต่ผลกลับออกมาแค่ 4 แต้มแต่เขาก็ยังคงโทษฟ้าดินว่าไม่ให้โอกาสเขา"
"แล้วเหตุใดท่านพ่อถึงยังไม่พอใจในแต้มที่ได้ 4แต้มก็น่าจะหมายถึงความโชคดีใช่ไหมขอรับ?"
"ใช่ 4 แต้มคือโชคดี แต่ยังไม่มากพอ หรือจะพูดอีกอย่างมันไม่มากพอที่จะทำให้เขาพบเจอวาสนาที่จะทำให้แข็งแกร่ง ข้าััได้รางๆ ว่าในรายชื่อเหล่านี้มีตัวตนระดับครึ่งเทพ และเหนืุ์อยู่ด้วย แต่ข้าไม่สามารถระบุเจาะจงได้ แง้มดูชะตาฟ้าสิ่งที่ต้องแลกย่อมมากเกินจะจินตนาการ"
"เหนืุ์เป็ตัวตนแบบไหนหรือขอรับ ท่านอาจารย์?"
"ในโลกนี้ ถ้าจะให้ระบุแบบเป็ทางการสำหรับเผ่าพันธุ์ที่อ่อนแอ ย่อมแบ่งได้เป็ 4 ระดับ ระดับที่ 1 ข้ารับใช้ หรือที่พวกมนุษย์เรียกว่าผู้วิเศษ เป็กระบวนการเปลี่ยนแปลงทางด้านต่างๆ ของร่างกายและััิญญา จากสิ่งมีชีวิตธรรมดาอ่อนแอพัฒนาจนสามารถตามหาพื้นฐานและบังคับใช้พลังได้บ้างเพียงเล็กน้อยเหมือนกับเ้าในตอนนี้ ระดับที่ 2 อัศวิน หรืออีกชื่อที่มนุษย์เรียกคือ ผู้วิเศษชั้นสูง ใน่ระดับนี้พวกมันจะสามารถควบคุมพัฒนาพลังพื้นฐานเดิมของตนให้แข็งแกร่งจนสามารถใช้ออกได้ย่างเชี่ยวชาญ แต่ก็ยังคงมีคุณลักษณะในแบบเดิม จะเรียกว่าเพิ่มแค่คุณภาพอย่างเดียวก็ว่าได้"
"ระดับที่ 3 ผู้พิทักษ์ หรืออีกชื่อก็คือ เหนืุ์ พวกมันคือพวกที่พัฒนาพลังไปสู่จุดสูงสุดแล้ว พลังดั้งเดิมที่มีจะแข็งแกร่งขึ้นในด้านปริมาณที่มากขึ้น คุณภาพที่แข็งแกร่ง คุณลักษณะที่เปลี่ยนไป และยังมีอีกหลายๆ ด้าน พร้อมที่จะเปลี่ยนสภาพไปเป็แก่นตลอดเวลา เมื่อใดที่แก่นถูกสร้างขึ้นนั้นหมายความว่าระดับตัวตนได้พัฒนาไปอีกขั้น ระดับที่ 4 ผู้คุมกฎ ในหมู่มนุษย์เรียกระดับนี้ว่าครึ่งเทพ พลังทุกด้านที่อยู่ในจุดสูงสุดของระดับผู้พิทักษ์จะถูกเปลี่ยนให้แก่น แก่นคือจุดเชื่อมโยงที่จะนำไปหาจุดเริ่มต้นของต้นกำเนิด ในระดับนี้เ้าต้องค้นหาและเข้าใจในแก่นให้มาก เปลี่ยนแก่นให้กลายเป็กฎ เมื่อกฎถือกำเนิดขึ้นอย่างสมบูรณ์ นั่นคือสัญญาณว่าเ้าพร้อมสำหรับระดับต่อไปแล้ว"
เด็กหนุ่มจ้องมองตรงไปข้างหน้าค่อยๆ ตกผลึกคำสอนของราชันย์ัเมื่อเห็นว่าอีฟริทไม่ได้เล่าต่อจึงถามถึงระดับต่อไปเพราะแอสคลีเพียสก็ไม่ได้ระบุรายละเอียดเกี่ยวกับระดับต่างๆ มิเนอร์วาจึงมีความสงสัยเป็อย่างมาก
"แล้วระดับต่อไปคือสิ่งใดกันขอรับ?"
"ถัดจากผู้คุมกฎก็คือ เทพ! เทพที่ทุกสรรพชีวิตต่างต้องเคารพยำเกรง เด็กน้อยตัวเ้าในตอนนี้ใส่ใจกับสิ่งที่อยู่ตรงหน้าจะดีกว่า การรู้มากไปบางทีก็มีแต่ผลเสีย แล้วก็อย่าไปยึดติดกับชื่อเรียกให้มากนัก บนผืนมหาทวีปอันกว้างใหญ่แห่งนี้มีสิ่งมีชีวิตหลากหลายเผ่าพันธุ์ ในแต่ละเผ่าก็มีชื่อเรียกที่แตกต่างกันไป ยกตัวอย่างเช่น เผ่าเอลฟ์ที่เรียกระดับผู้พิทักษ์ว่าผู้ส่งสาร และนี่ยังไม่นับรวมไปถึงพวกที่อาศัยอยู่ในที่ลึกลับต่างอีกมากมาย ไว้สักวันเ้าโตขึ้นเ้าก็จะเข้าใจเอง"
ในใจของเด็กหนุ่มตอนนี้อดที่จะคิดเกี่ยวกับระดับถัดไปจากผู้คุมกฎอย่างเทพไม่ได้…'เทพ? จะเป็ตัวตนแบบไหนกันหรือจะเป็ตัวตนตามเื่เล่าของพวกนักบวช มีอิทธิฤทธิ์เรียกลมเรียกฝนได้?'...แต่เมื่อได้ฟังคำสั่งสอนของราชันย์ัก็ทำได้เพียงแค่เก็บเอาไว้ในส่วนลึกของจิตใจ…'ช่างมันก่อนไว้วันหนึ่งได้เป็เทพก็คงเข้าใจเองกระมัง'...นี่คือจุดประสงค์หลักของัเฒ่าอีฟริทมันตั้งใจอธิบายเพื่อล่อให้เด็กหนุ่มคิดตามและจบด้วยการโยนเหยื่อที่น่ากินมากกว่าเดิมในสถานที่อีกแห่ง มันตั้งใจทำให้มิเนอร์วาเกิดความปรารถนาในการเป็เทพ
แต่มันก็ไม่อยากทำร้ายศิษย์ของตนด้วยการอธิบายวิธีการเป็เทพ เพราะนั่นจะทำให้ก่อจิตมารขึ้นในใจ จิตมารนั้นจะห่วงพะวงอยู่กับวิธีการเป็เทพจนหลงลืมเื่ง่ายๆ อย่างการค่อยๆ พัฒนาไปทีละขั้นและสุดท้ายก็จะกู่ไม่กลับคิดแต่จะเลื่อนขั้นด้วยทางลัดโดยไม่สนวิธีการสิ่งนี้เป็อันตรายอย่างมากหากไม่ได้รับการสั่งสอนอย่างถูกวิธี อันตรายอาจมากถึงแก่ชีวิต
"ัเฒ่าเ้าสอนอะไรให้เด็กกัน! มิเนอร์วาเ้าก็ฟังหูไว้หูอย่าไปเก็บสิ่งไม่จำเป็มาใส่ใจ ตอนนี้จำไว้อย่างเดียวคือทำให้พื้นฐานไม้ของเ้าค่อยๆ เติบโต ก็ขึ้นอยู่กับเ้าแล้วว่าจะทำให้มันเติบโตมาเป็สิ่งใด"
"ข้าจะพยายามขอรับท่านอาจารย์"...เด็กหนุ่มตอบอย่างจริงจัง
"ัเฒ่าทำไมเ้าไม่สอนแก่นของ์อนธการให้มิเนอร์วาล่ะ ต่อให้ไม่สามารถสอนเกี่ยวกับโชคชะตาด้านในแก่นอย่างน้อยก็ต้องมีพื้นฐานสักอย่างให้เรียนบ้าง ใช่หรือไม่?"
แอสคลีเพียสเอ่ยหยั่งเชิงออกไป มันหวังให้พื้นฐานไม้ของมิเนอร์วาเติบโตไวๆ จะได้แข็งแกร่งขึ้นจนสามารถปกป้องตัวเองได้
"หึ! เ้าไม่บอก ข้าก็จะสอนศิษย์ข้าอยู่แล้ว!"
และตลอด่เวลาที่เหลือของวันนั้นมิเนอร์วาก็ต้องทำความเข้าใจเกี่ยวกับแก่นของ์อนธการที่มีความซับซ้อนเหมือนกับแก่นพิษพิสดาร ต้องตามหาพื้นฐานความมืดที่อยู่ในแก่นนั้น