………….
หลังจากที่ได้ตกลงกันไปเรียบร้อยแล้ว เช้าวันถัดมา ปู่กับย่าของทับทิมในตอนนั้นก็ได้พาเด็กหญิงตัวน้อยที่น่ารักจ้ำม่ำไปสถานรับเลี้ยงเด็กกำพร้าแห่งหนึ่ง พอไปถึงที่นั่นก็เป็เวลาในตอนสายพอดี สถานที่แห่งนี้เป็แค่ตึกแถวเก่า ๆ อยู่ข้างในซอยห่างจากถนนหลักแต่ก็ไม่ได้ลึกลับอะไร มีทางเข้าแคบ ๆ ประตูเหล็กดัดพอมองเห็นเด็กและเตียงเปลที่จัดตั้งอยู่ข้างในได้ มีเด็กนอนเรียงรายอยู่เต็มพื้น บนพื้นจะมีที่นอนวางเรียงกันเป็แถว ที่นั่นมีทั้งเด็กทารกแรกเกิดและเด็กกำลังหัดเดิน กับพี่เลี้ยงที่เห็นอยู่ในตอนนั้นแค่สองคน ส่วนด้านในหลังประตูกระจกไม่สามารถมองเห็นได้เพราะบานประตูเลื่อนเป็กระจกที่ปิดทึบ เสียงของเด็กที่บางคนก็ร้อง บางคนก็คลานไปรอบ ๆ มองดูแล้วรู้สึกรันทด หดหู่ใจยิ่งนัก
ย่าของทับทิมมองเข้ามาจากด้านนอก เห็นพี่เลี้ยงคนหนึ่งกำลังอุ้มเด็กทารกคนหนึ่งอยู่ ส่วนอีกคนกำลังป้อนข้าวเด็ก ๆ ที่นั่งได้แล้วโดยถือชามข้าวไว้แค่เพียงใบเดียว แต่ป้อนข้าวเด็กที่นั่งอยู่ตรงนั้นถึง 4 คน
“มีธุระอะไรหรือเปล่าคะ?” พี่เลี้ยงคนหนึ่งถามย่า
ย่ามองไปที่หน้าของปู่ก่อนจะถามพี่เลี้ยงไปว่า
“เอ่อ…ไม่ทราบว่าที่นี่รับเลี้ยงเด็กหรือเปล่าคะ?”
“อ๋อ…ปรกติก็รับเลี้ยงบ้างนะคะ บางทีก็มีผู้ปกครองของเด็กเอามาฝากไว้ให้เลี้ยง แบบว่า…พวกเขาไม่ว่างเลี้ยงลูกต้องทำงานกันน่ะ”
“แล้วถ้า…แบบว่า…เป็เด็กกำพร้าละคะ มีเยอะหรือเปล่า?”
“เอ่อ มีค่ะ ทางเราก็รับอยู่นะคะ แต่โดยมากจะถูกส่งมาจากทางโรงพยาบาลอีกทีค่ะ ที่นี่ผู้บริจาคยังมีอยู่น้อยมากค่ะ แต่ถ้ามีเด็กฝากเลี้ยงทางเราก็สอนหนังสือให้ด้วยนะคะ” พี่เลี้ยงคนนั้นพยายามตอบคำถามเพราะคิดว่าย่าอาจจะนำเด็กมาฝากเลี้ยงนั่นเอง
“ค่ะ พอดี เดินดูหลาย ๆ ที่น่ะ ยังไม่ค่อยแน่ใจสักเท่าไหร่นัก ถ้างั้นขอตัวก่อนนะคะ” ย่ามองหน้าปู่แล้วพยักหน้าให้ปู่เดินตามออกมา ทั้งคู่เดินไปอย่างเงียบ ๆ
“พ่อมึง เราไปอำเภอกันเถอะ”
“ไปทำอะไรที่นั่น?”
“ไปแจ้งเกิดให้เด็กคนนี้กัน”
“หา!! ทำไมต้องแจ้งเกิด?”
“ก็พ่อเคยบอกว่าเด็กคนนี้ยังจำความไม่ได้นี่นา…เราก็แค่ใส่ความจำให้เด็กไปไง?”
“ใส่ความจำ? ยังไง? แม่มึงพูดอะไร? พ่องงไปหมดแล้ว!!”
“ก็ที่พวกเราไปมาในเมื่อครู่ พ่อไม่เห็นหรอกเหรอ? ว่าที่นั่นมันเป็อย่างไร? น่าสงสารเด็กพวกนั้นจะตายไป ว่าอย่างนั้นไหม? นอนกันอย่างแออัด เด็กบางคนที่โตกว่าเดินล้มทับน้องที่ตัวเล็ก ร้องไห้กระจองอแง ส่วนคนเลี้ยงคนดูแลเด็ก ๆ ก็น้อยเกินไป เด็กบางคนทั้งน้ำลายทั้งน้ำมูกไม่มีคนเช็ดให้เลยฉันรับไม่ได้หรอกนะ ถึงอย่างไรฉันก็ว่า…ฉันเลี้ยงเองได้ดีกว่าสถานที่แห่งนี้แน่ ๆ” ย่าบ่นกระปอดกระแปด ปู่เข้าใจย่าในทันที
“ถ้าอย่างนั้น…ทำไมพวกเราต้องไปแจ้งเกิดด้วยเล่า?”
“ก็…แจ้งมันว่าเด็กคนนี้เป็ลูกของเรายังไงล่ะ แจ้งเกิดช้าหน่อยก็ได้ เอาให้มันเกิดในวันที่ใกล้เคียงกับทับทิมหน่อยก็ได้ ใครจะไปรู้ ไม่มีคนรู้หรอก!? บอกว่าเป็ลูกหลงของพวกเราก็ได้ ถ้าพวกเราทำเื่ขอรับเด็กคนนี้เป็บุตรบุญธรรมละก็เื่มันจะเยอะ!! ทางเ้าหน้าที่ต้องถามอีกแน่ ๆ ว่าเป็เด็กกำพร้าจากที่ไหน? แถมต้องมาสำรวจพวกเราอีกด้วยว่ามีรายได้พอเลี้ยงเด็กคนนี้ได้หรือเปล่า? ยุ่งยากวุ่นวายเพิ่มขึ้นไปอีก! เอาแบบที่ฉันว่านี่แหละ เดี๋ยวพ่ออุ้มเด็กไปรอที่ข้างนอกนะ เดี๋ยวแม่จะเข้าไปแจ้งเกิดข้างในเอง”
ปู่ทำตามที่ย่าบอก ย่าจึงจัดการทุกอย่างตามที่ได้พูดคุยกับปู่ไป พอเสร็จเื่ทั่งคู่ก็เดินทางกลับบ้าน
…………..
ตกเย็นวันนั้น หลังจากที่ทุกคนในบ้านรู้เื่
“อะไรของแม่กันเนี่ย!? หนูไม่เข้าใจจริง ๆ” พัชรีโวยวาย
“เอาเถอะน่า…แกจะให้แม่ทำอย่างไร? ในเมื่อที่นั่นมันไม่ได้ดีไปกว่าที่บ้านของเราเลย” ย่าพยายามบอกเหตุผล
“ลูกก็ไม่ใช่!! หลานหรือก็ไม่ใช่อีก!! ลูกใครก็ไม่รู้!?” อนันต์ลูกชายคนที่สามโวยวายขึ้นบ้าง
“แม่จะเลี้ยงของแม่เอง พวกแกไม่ได้มาเลี้ยงด้วยนี่!! แล้วอีกอย่างนะ!? เด็กคนนี้ตอนนี้ก็เป็น้องของพวกแกไปแล้ว ถูกต้องตามกฎหมายทุกอย่าง เป็ลูกของฉันกับพ่อของพวกแกไปเรียบร้อยแล้ว” ย่ายื่นคำขาด
“เอาเถอะ ไม่ต้องพูดอะไรกันอีกแล้ว พ่อกับแม่ตัดสินใจแล้ว พวกแกอย่าใจร้ายใจดำนักเลย อีกเดี๋ยวเด็กมันก็โต เด็กสมัยนี้น่ะโตเร็วจะตายไป…ดูอย่างพวกแกสิ!! โตจนมาเถียงพ่อแม่อยู่อย่างนี้ไง?” ปู่พูดแบบหน้านิ่วคิ้วขมวด
“เอาเป็ว่า พ่อกับแม่ตกลงรับเด็กคนนี้เป็ลูกไปแล้วใช่ไหม?” อานนท์พ่อของทับทิมพูดขึ้นบ้าง
“ใช่แล้ว นี่ไงใบเกิด” ย่าบอกพร้อมทั้งยื่นกระดาษใบเกิดให้ลูกชายดู
“เข้าใจแล้ว…งั้นตอนนี้พวกเราก็มีน้องเพิ่มมาอีกหนึ่งคน” อานนท์หันไปบอกพวกน้อง ๆ ของเขา โดยที่อนันต์ พัชรี พัชรา และพัชรัต ทำหน้าแบบไม่ค่อยพอใจเท่าไรนัก แต่น้อง ๆ ของอานนท์ไม่มีใครกล้าโต้เถียงกับพี่ชายของพวกเขาเลยสักคน
“ถือว่าเลี้ยงไว้ให้เป็เพื่อนกับหลานทับทิมเถอะ” ปู่ช่วยพูดให้ทุกคนผ่อนคลายความอึดอัดนี้
“ในเมื่อแม่ตั้งใจจะเลี้ยงให้เป็เพื่อนกับทับทิมแล้วละก็…ฉันจะช่วยค่านมให้แม่เองนะ เพราะอย่างไร ฉันก็ต้องซื้อนมให้ลูกของฉันกินอยู่แล้ว แถมยังต้องให้แม่เป็คนดูแลตอนที่ฉันไปทำงานอีก” แม่ของทับทิมบอกกับแม่สามีเพื่อให้ทุกคนคลายความเป็กังวล
เนื่องด้วยแม่ของทับทิมอายุมากกว่าอานนท์ผู้เป็สามีอยู่ถึงหกปี และยังเป็คนขยันทำงานมีเงินเก็บจนสามารถปล่อยเงินกู้ให้พวกสาวโรงงานด้วยกันได้ แล้วยังเอาของใช้ของกินไปขายตามหอพักของทางโรงงานที่เธอทำงานอีกด้วย แถมยังแอบขายหวยใต้ดินอีกต่างหาก เรียกได้ว่าหาเงินได้เก่งมาก ทำให้ทุกคนที่บ้านนี้เกรงใจและให้เกียรติ เมื่อสมัยที่แม่ของทับทิมมาอยู่ที่กรุงเทพใหม่ ๆ ก็สนิทกับสร้อย (ย่าของทับทิม) ซึ่งอายุของพวกเธอห่างกันแค่สิบกว่าปี ในตอนนั้นจึงนับถือกันแบบพี่น้อง แต่พออานนท์ได้กลับมาเยี่ยมบ้านหลังจากที่ไปเกณฑ์ทหารแล้ว ได้พบเจอกับสุภัทรา (แม่ของทับทิม) ก็ได้ตกหลุมรักเธอในทันที ทั้งคู่ชอบพอกันแล้วในที่สุดก็ได้แต่งงานอยู่ด้วยกัน ด้วยความที่สุภัทราพอมีเงินเก็บอยู่พอสมควร ก็เลยสามารถต่อห้องแยกออกจากตัวบ้านของแม่สามีเพื่อความเป็ส่วนตัว
…………..
ในทุก ๆ เช้า ที่บ้านของย่าสร้อยจะวุ่นวายเป็อย่างมาก เพราะว่ามีสมาชิกภายในบ้านหลายคนแต่กลับมีห้องน้ำอยู่เพียงแค่ห้องเดียว ถ้าใครปวดท้องหนักจะเดือดร้อนมากที่สุด บางทีอาจมีเสียงโวยวายเคาะประตูให้รีบออกมาเพราะทุกคนที่อยู่บ้านนี้เป็พี่น้องที่โตมาด้วยกันและเล่นกันมาโดยตลอดั้แ่เด็กจึงสนิทกันมากจนเกือบเหมือนเพื่อน แต่ก็ชอบเถียงและทะเลาะกันไปมาอยู่เสมอ ถึงจะมีการกระแนะกระแหนกันขึ้นมาบ้างแต่ถ้ามีเหตุการณ์ไม่คาดคิดเกิดขึ้น พวกเขาเหล่าพี่น้องก็จะช่วยเหลือซึ่งกันและกันเสมอมา ส่วนพวกน้อง ๆ ทุกคนมักจะเชื่อฟังพี่อานนท์เสมอ
ย่าของทับทิมชื่อ สร้อย อายุ 45 ปี อาชีพ เป็คุณแม่อยู่บ้าน และมีสามีคือ
ปู่ของทับทิมชื่อ วัลลภ อายุ 47 ปี อาชีพ เป็ยามเฝ้าประตูหน้าโรงงานที่สุภัทราทำงานอยู่ มีบุตรด้วยกันทั้งหมด 6 คน (ยังไม่รวมบุตรบุญธรรม แต่ถ้าให้นับรวมเข้าไปด้วยจะเป็ 7 คน)
บุตรคนแรกเป็ผู้หญิงชื่อ พัชราวัลย์ อายุ 28 ปี แต่งงานแล้วไปอยู่บ้านสามีที่ต่างจังหวัดนาน ๆ ถึงจะกลับมาเยี่ยมที่บ้าน
บุตรคนที่สองเป็ชายชื่อ อานนท์ อายุ 26 ปี อาชีพ เป็ยามเฝ้าบ้านและดูแลสวนให้เ้านาย ซึ่งเ้านายคนนี้ก็คือเ้าของโรงงานที่แม่ของทับทิมทำอยู่นั่นเอง แต่งงานแล้วมีบุตรด้วยกัน 1 คน นั่นก็คือทับทิม
บุตรคนที่สามเป็ชายชื่อ อนันต์ อายุ 24 ปี อาชีพขับรถตุ๊กตุ๊ก ตอนนี้ยังโสด
บุตรคนที่สี่เป็ผู้หญิงชื่อ พัชรี อายุ 23 ปี อาชีพ ทำงานที่โรงงานโดยแม่ของทับทิมเป็คนฝากให้ เพราะในตอนแรก ย่าสร้อยสนิทและนับถือกับสุภัทราเหมือนพี่น้องหล่อนเลยช่วยด้วยการพาไปฝากทำงาน พัชรีมีแฟนแล้วและอยู่ด้วยกันแบบไม่ได้แต่งงานแต่ผูกข้อมือกันเฉย ๆ ซึ่งในตอนนี้ยังไม่มีบุตร
บุตรคนที่ห้าเป็ผู้หญิงชื่อ พัชรา อายุ 21 ปี อาชีพ ทำงานโรงงานที่เดียวกันโดยแม่ของทับทิมฝากงานให้เหมือนกับพี่สาวของเธอ เพิ่งเริ่มจะมีแฟนแต่ยังไม่ได้บอกกับทางบ้าน
บุตรคนที่หก เป็ผู้หญิงชื่อ พัชรัต อายุ 19 ปี อาชีพ เป็พนักงานขายของที่ห้างแห่งหนึ่ง ตอนนี้ยังโสด
บุตรบุญธรรมคนที่เจ็ดเป็ผู้หญิงชื่อ สุคนทรา มีชื่อเรียกเป็ชื่อเล่นว่า เล็ก อายุหนึ่งเดือนแต่เป็อายุที่ย่าสร้อยปลอมแปลงเอาไว้ให้ตรงกับใบเกิดของหนูน้อย ส่วนอายุจริงคือหนึ่งปีอาชีพ ยังไม่มีเพราะเป็เด็ก
เห็นไหมว่าสมาชิกภายในครอบครัวนี้น่ะเยอะขนาดไหน!? ในแต่ละวันจะต้องแก่งแย่งชิงดีกันในเื่ของการเข้าห้องน้ำนั้นมันสาหัสมาก แล้วพอต่างคนต่างก็ต้องมีงานที่จะต้องทำและต้องรีบไป ธุระของแต่ละคนนั้นจึงสำคัญกันเป็พิเศษ ต่างคนก็ต่างว่าสิ่งที่ตนทำนั้นมันพิเศษ และสำคัญยังไง ตัวของพวกเขานั้นต้องได้ก่อน!! ต้องทำก่อน!! แย่งกันพูด แย่งกันทำ จนมาถึงจุดที่ทนกันไม่ไหว และะเิกันออกมา
“โอ๊ย!! ฉันอยากจะบ้าตาย พี่รี…แกรีบออกมาเสียที!? ถ้าจะอาบน้ำไปอาบข้างนอกนั่นไป!! ฉันปวดท้องขี้!! ขี้จะแตกอยู่แล้ว อีพี่รี…โว้ย!!” เสียงพัชราะโแหกปากดังลั่น
“กำลังสระผม…แป๊บนะ…ฟองเข้าตา!!” เสียงพัชรีกำลังเอาน้ำราดล้างฟองที่เธอบอกว่าเข้าตาอยู่
“มาล้างข้างนอกได้ไหม? เร็ว ๆ เข้าจะอั้นไม่ไหวแล้ว!?” พัชราพูดพร้อมทุบประตูห้องน้ำดังปัง ๆ
“เออ ๆ ออกแล้วเนี่ย” พัชรีเปิดประตูห้องน้ำพร้อมผมที่ยังล้างฟองจากแชมพูสระผมยังไม่หมด
“แม่น่าจะทำห้องน้ำเพิ่มนะแม่” พัชรีบ่น
“ไปทำเพิ่มที่ตรงไหนอีกล่ะ? เอาหน้าบ้านเลยดีไหม? มีส้วมมันตรงหน้าบ้านเสียเลย จะได้สบายใจของพวกแกยังไงล่ะ?” ย่าสร้อยกำลังพูดด้วยน้ำเสียงประชดประชันพร้อมทั้งกับมือที่ไม่ได้ว่างของหล่อนเพราะกำลังทำพรมเช็ดเท้าอยู่นั่นเอง
“โธ่!! แม่…” พัชรีนั่งลงข้างโอ่งน้ำที่อยู่หน้าบ้านแต่มีสังกะสีล้อมไว้กำลังล้างผมของเธอ ที่ตรงนั้นเป็ที่ไว้สำหรับล้างจานกับซักผ้าแบบซักมือ และมีราวตากผ้าแบบทำกันเองอย่างง่ายอยู่ใกล้ ๆ ตรงนั้น
“ทีหลังถ้าจะอาบน้ำหรือสระผมก็มาสระข้างนอกนี่สิ จะได้ไม่ต้องแย่งห้องน้ำกันอีก”
“โธ่…หนูก็รีบเหมือนกันนะแม่ ต้องไปเข้างานในตอนเช้าด้วย ยังไม่ได้กินข้าวเลย”
“เอาโอวัลตินกับปาท่องโก๋ไหมล่ะ?” สร้อยบอกพร้อมทั้งหยิบจานใส่ปาท่องโก๋กับแก้วที่ชงโอวัลตินมาวางไว้บนโต๊ะพับแบบญี่ปุ่น
“กินก็ได้ ดีกว่าไม่ได้กินอะไรเลย” พัชรีว่าแล้วก็หยิบปาท่องโก๋ใส่ปากของเธอและเดินเข้าห้องไปเปลี่ยนเสื้อผ้า
………………….
“แม่…หนูว่าจะย้ายไปอยู่หอพักที่ทำงานนะ แล้วจะกลับมาอยู่บ้านแค่วันหยุดของหนู สัปดาห์ละหนึ่งวันนะแม่” พัชรากำลังขออนุญาตผู้เป็มารดาอยู่
“ทำไมล่ะ? อยู่บ้านเรามันไม่สะดวกกว่ากันหรือไง? ที่หอพักคนงานนั่น เขาเข้มงวดมากนะ แถมห้ามคนนอกเข้าออกโดยไม่ได้รับอนุญาตอีกด้วย และห้องหนึ่ง ๆ ก็อยู่ด้วยกันหลายคนไม่ใช่หรือ?” สีหน้าที่ดูเป็กังวลกับคำพูดของลูกสาวทำให้สร้อยไม่้าให้ลูกย้ายไปหอพักนั่นเอง
“แต่…หนูว่ามันสะดวกดีนะ เพราะว่ามันใกล้ที่ทำงานมาก แถมถ้าเกิดหนูทำโอทีแล้วเลิกงานดึกแม่จะได้ไม่ต้องห่วงยังไงล่ะ? แล้วห้องน้ำของที่นั่นก็เยอะมากเลยสามารถเลือกได้เลยว่าจะเข้าห้องไหน และหอพักเขาก็แยกชายหญิงคนละฝั่งมีรั้วรอบขอบชิดปลอดภัย พ่อเองก็รู้นี่นาไม่เชื่อแม่ก็ไปถามพ่อดูสิ ไม่ต้องห่วงหนูหรอก หนูเหนื่อยถ้าต้องทำโอทีแล้วยังต้องเดินกลับบ้านในตอนดึก ๆ อีก”
“เออ…ถ้าอย่างนั้นตามใจแกก็แล้วกัน แต่อย่าเก็บเงินไว้กับตัวเองเยอะ ๆ นะเดี๋ยวพวก!! จะมาขโมยเอา เงินออกเมื่อไหร่ก็เอามาเก็บไว้ที่บ้าน”
“จ้า…จ้า!! หนูจะจำไว้”
วันนั้นพัชราจึงเตรียมตัวย้ายไปอยู่ที่หอพักคนงานหญิง ที่โรงงานนี้มีสวัสดิการดีมาก มีหอพักหญิงล้วนให้คนงานหญิงได้พักอาศัย แต่ทุกคนที่อยู่ที่หอพักจะต้องทำตามกฎของที่นี่ แล้วยังมีหอพักชายล้วนอีกด้วย ซึ่งอยู่กันคนละฟากฝั่งของโรงงาน ตลอดพื้นที่ของโรงงานนี้มีรั้วล้อมรอบ และมียามรักษาความปลอดภัยอยู่ทุกจุดประตูเข้าออก พื้นที่ของโรงงานแห่งนี้นั้นใหญ่โตมาก น่าจะประมาณ 100 กว่าไร่แบบว่าเ้าของโรงงานนั้นคงจะรวยมาก ทั้งยังมีโรงอาหารแบบขายในราคาถูกให้แก่พนักงานอีกด้วยซึ่งในบางร้านยังสามารถขายแบบให้พนักงานนั้นติดเอาไว้ก่อนได้ คือให้ติดค่าอาหารแล้วมาจ่ายอีกทีตอนเงินเดือนออกนั่นเอง พัชราอยากมีอิสระในการทำงานและการเดินทาง อีกอย่างเธอเบื่อความแออัดของสมาชิกภายในบ้าน ทำให้ไม่มีความเป็ส่วนตัวในความรู้สึก หล่อนจึงคิดที่จะมาพักที่หอพักหญิงเพื่อทำงานเก็บเงิน พัชราเองอยากทำโอทีและจะได้มีเงินเก็บมากขึ้น
นึกว่าจะลดจำนวนสมาชิกภายในบ้านไปได้สักหน่อย ไม่นานนักหลังจากพัชราย้ายไปพักอยู่ที่หอพักหญิงแล้ว อนันต์ก็ได้พาคนมาอาศัยอยู่ด้วยกันที่บ้านหลังนี้เพิ่มอีกหนึ่งคน นั่นคือแฟนของเขานั่นเอง ไม่รู้ไปรู้จักกันั้แ่ตอนไหน แต่เอาเป็ว่าหล่อนเป็คนที่ทำงานเดียวกันกับน้องของเขานั่นแหละ
แฟนของอนันต์ชื่อ ก้อย และคนที่โรงงานที่นั่นต่างก็รู้จักก้อยกันดีทุกคนว่าก้อยนิสัยไม่ค่อยดีเท่าไรนัก แบบชอบเปลี่ยนแฟนบ่อย ๆ แล้วยังชอบเอาเปรียบเพื่อน ๆ ที่ทำงาน ทำงานแบบขอไปที ต่อหน้าผู้ชายจะระริกระรี้ ต่อหน้างานจะเหมือนคนซังกะตาย หล่อนจะโกหกได้เก่งมาก เพราะฉะนั้นอนันต์ซึ่งยังไม่เคยมีแฟนกับเขามาก่อน ก็จะตามก้อย ไม่ทันอย่างแน่นอน แต่ก้อยเธอไม่ได้โง่ขนาดนั้น เธอในตอนนี้ยังลำบากและไร้ที่อยู่เพราะถ้าเธอออกไปเช่าบ้านอยู่คนเดียว อาจจะไม่มีเงินพอใช้อย่างแน่นอน แต่ถ้าไปอยู่ที่หอพักคนงานซึ่งหล่อนก็เคยไปอยู่มาพักหนึ่ง มันก็จะไม่สะดวกต่อการไปเที่ยว แถมเพื่อนร่วมหอพักต่างก็ไม่ค่อยชอบนิสัยของเธอสักเท่าไหร่นัก ก้อยจึงต้องหาที่เกาะเอาไว้ให้ได้ก่อนอย่างน้อย ๆ ก็เอาไว้กันความลำบาก ซึ่งอนันต์ก็เข้าข่ายมาให้เธอได้เกาะพอดี และในตอนนี้ก็ยังเป็่ข้าวใหม่ปลามันกันอยู่ หล่อนจึงยังไม่ได้ออกลายให้เห็น
‘อย่างน้อยฉันก็ไม่ต้องเช่าบ้านเองล่ะนะ’
ก้อยยิ้มหวานแล้วฝันหวานถึงวันข้างหน้าของหล่อน สงสัยบ้านหลังนี้คงจะสงบสุขต่อไปไม่ได้อีกแล้วกระมัง?