หงสาสีนิล (จบ)

    เล่มที่ 3 บทที่ 89 ผู้มีพระคุณตัวน้อย

            เมื่อครู่เพิ่งจะได้ชมหิมะอย่างมีความสุข แต่เพียงพริบตาเดียว ทั้งทิวทัศน์และความหอมหวนของชาล้วนสลายหายไปหมด

            กาน้ำชาร้อนๆ เอียงกระเท่เร่ ใต้เท้าเฉินตกใจราวกับได้ไปพบพระพุทธองค์ประสูติจนเสด็จขึ้นสวรรค์ รู้สึกว่าตนช่างโง่งมนัก

            ทั้งที่เห็นว่าอนาคตของตนกำลังจะสดใสอยู่แล้วแท้ๆ เหตุใดเขาจึงต้องเอาตัวเองมาทรมานเพื่อชมหิมะด้วยเล่า

            ใต้เท้าเฉินเพิ่งจะรู้สึกเสียใจ หากรู้เช่นนี้คงจะฟังคำของจู่ปู้อู๋ตั้งแต่แรก

            ยามมองศิษย์ของตนหรือก็คือคุณชายเฉินเจ้าปัญญาที่เบี่ยงกายหลบกาน้ำชาอย่างคล่องแคล่ว ในใจก็พลันหดหู่ขึ้นมา ยามคับขันเช่นนี้ศิษย์ของตนก็ยังไม่อาจพึ่งพาได้

            “ชีวิตข้าจบเห่แล้ว!” ท่านนายอำเภอเฉินตะโกนเสียงดัง

            ดวงตาทั้งสองของตนก็ปิดลงยอมรับชะตากรรมที่จะเกิดขึ้นต่อไปนี้ ทว่าไม่คาดคิดว่าสิ่งที่รอคอยเขาอยู่กลับไม่ใช่กาน้ำชาร้อนๆ กานั้นแต่เป็นเชือกเส้นหนึ่งต่างหาก

            ร่างของเขาถูกเชือกเส้นหนึ่งคล้องเข้า จากนั้นทั้งร่างก็พลันทะลุหน้าต่างรถออกมาภายนอก ท่าทางของเขาราวกับกำลังโบยบิน ในใจดั่งกำลังขึ้นสวรรค์ก็ไม่ปาน

            เมื่อเขาลืมตาขึ้นก็เห็นว่าตนกำลังบินอยู่จริงๆ

            บ่วงเชือกที่คล้องร่างของเขาไว้นั้นกำลังพาเขาโบยบิน จากนั้นก็ร่วงลงสู่พื้นดิน ทว่าพื้นดินกลับเต็มไปด้วยหิมะ ท่านนายอำเภอเฉินรู้สึกเจ็บแปลบขึ้นมา แต่ก็ไม่ได้เจ็บถึงเพียงนั้น ร่างของชายชรากลิ้งหลุนๆ ไปกับพื้น ทั้งร่างจึงคลุกไปด้วยหิมะ

            เขาเป็นคนทางใต้ที่กล่าวว่ามาชมหิมะ ความหมายก็คือมาชมจริงๆ ไม่มีทางจะลงไปสัมผัสมันเป็นอันขาด ทว่าบัดนี้กลับต้องมานอนหอบอยู่บนพื้นหิมะ สิ่งที่ปรากฏในสายตามีเพียงผืนฟ้าสีขาว หูยังได้ยินเสียงกรีดร้องดังอยู่ไกลๆ

            ท่านนายอำเภอเฉินรู้สึกได้ถึงวาระสุดท้ายของชีวิตตน หัวใจเขาเต้นแรงนัก ในขณะนั้นเองตรงหน้าของเขาก็มีเด็กหญิงตัวน้อยปรากฏกายขึ้น

            ใบหน้าน้อยๆ นั้นช่างงดงามราวกับดอกฝูหรงที่เบ่งบานอยู่กลางผืนหิมะ เด็กหญิงหัวเราะคิกก่อนจะยื่นมือมาให้ตน ชายชรายื่นมือให้นาง จากนั้นจึงเห็นว่าเด็กหญิงดึงตนให้ลุกขึ้นมาจริงๆ เพียงพริบตาฟ้าดินก็กลับคืนสู่ความปกติ

            เด็กหญิงค่อยๆ ย่อกายลงนั่งข้างกายเขา ทว่าตรงพื้นหิมะที่นางนั่งลงนั้นกลับปูหนังสัตว์หนาๆ ไว้ผืนหนึ่ง ทันใดพื้นหิมะเย็นๆ ที่เขานั่งอยู่ก็ทำให้บั้นท้ายรู้สึกหนาวเย็นขึ้นมา

            “ท่านลุงไม่ต้องกลัว เหล่าพี่ชายของข้ากำลังไปช่วยคน ทั้งยังจับคนเลวได้ด้วย ข้าจะคอยปกป้องท่านเอง” เด็กหญิงกล่าวไปก็ล้วงเข้าไปในกระเป๋าของตนแล้วหยิบขวดน้ำออกมาเทลงจอกใบหนึ่ง และยื่นให้เขา

            จอกน้ำที่นางถือไว้ด้วยมือสั่นๆ ของนาง ยามที่เทน้ำใส่ลงไปก็เห็นว่าในน้ำยังมีกลีบดอกไม้และเนื้อพุทรา ทั้งยามที่อยู่ท่ามกลางหิมะเช่นนี้ก็ยังมีไอร้อนลอยกรุ่นขึ้นมา

            ชายชรายื่นมือออกมารับจอกน้ำนั้นไป จากนั้นก็ดื่มลงไปอึกหนึ่ง เพียงอึดใจก็รู้สึกว่าความอบอุ่นค่อยๆ แผ่ซ่านจากปากไปสู่ทั่วทั้งสรรพางค์กาย

            น้ำจอกนี้น่าจะเป็นชาที่อร่อยที่สุดที่เขาเคยดื่มมา ยามนี้เขาดีใจนักที่บิดามารดาตั้งชื่อตนได้ดีถึงเพียงนี้ ชื่อเต็มของเขาคือเฉินเจี๋ยอวี๋ ตัวอักษรเขียนได้ตรงตามเสียง ทำให้เขาเป็นคนตรงไปตรงมาตามชื่อของตน

            ชายชราตกใจจนขาอ่อน ยามนั่งอยู่บนพื้นหิมะแล้วได้ดื่มชาร้อนๆ และของว่างที่เด็กหญิงยื่นให้ นั่งมองกลุ่มคนกำลังตีรันฟันแทงกัน

            เอาเถิด ถึงอย่างไรเขาก็ตั้งใจจะออกมาชมหิมะอยู่แล้ว เพียงแต่หิมะแถวนี้ออกจะมีกลิ่นคาวเลือดแรงไปสักหน่อย

            พื้นหิมะสีขาวบริสุทธิ์ไม่นานก็มีรอยเลือดสาดกระเซ็นเป็นดวงๆ

            นายอำเภอตกใจจนไม่กล้าลืมตา ทว่าก่อนจะหลับตา เขายังมีใจยื่นมือไปปิดตาเด็กหญิงไว้ก่อน จากนั้นจึงค่อยปิดตาตัวเองพร้อมร่างกายที่สั่นสะท้าน

            เสียงเล็กๆ ของเด็กหญิงพลันดังขึ้น “ท่านลุงไม่ต้องกลัวไป พวกพี่ชายของข้าร้ายกาจนัก”

            “แล้วเจ้ากลัวหรือไม่”

            เด็กหญิงส่ายหน้าช้าๆ

            “เหล่าผู้อาวุโสในหมู่บ้านของพวกเราบอกว่า ยามอยู่บนทุ่งหญ้าอันห่างไกลเช่นนี้ ชีวิตเราจำต้องสู้กับฟ้า สู้กับดิน สู้กับคน ชีวิตจึงจะเต็มไปด้วยความสนุกสนาน” เสียงเล็กๆ ของเด็กหญิงตอบขึ้นอย่างหนักแน่น

            นายอำเภอพลันตกใจ “ผู้อาวุโสในหมู่บ้านเจ้าช่างมีวิสัยทัศน์นัก กล่าวได้มีเหตุผลโดยแท้”

            เฉินโย่วจึงได้กล่าวอธิบายต่อ “ที่จริงแล้วความเดิมที่เหล่าผู้อาวุโสในหมู่บ้านกล่าวก็คือ...ไม่ต้องคิดอะไรมากมาย เพียงแค่หยิบมีดขึ้นมา ยามมีชีวิตก็เกี้ยวพาสตรี ยามต้องไปเยือนปรโลกก็ไปเกี้ยวพาวิญญาณสตรี! ต่อมาท่านอาจารย์ของข้ากล่าวว่าวาจาเช่นนี้ฟังดูไม่สง่างามนัก จึงได้เปลี่ยนเป็นประโยคเมื่อครู่ แต่ก็ยังความหมายเดียวกัน”

            ใต้เท้าเฉินพลันนิ่งค้างด้วยคำพูดของเด็กหญิง ดวงตาก็ลืมที่จะปิดลง จากนั้นจึงกลับมาสนใจตนเอง ท่านนายอำเภอพลันรู้สึกว่าอันตรายรอบกายตนเหมือนจะจากไปไกลแล้ว จึงได้รู้สึกผ่อนคลายขึ้นมาทันใด

            นี่เป็นครั้งแรกในชีวิตที่เขาได้พบกับอันตราย เป็นครั้งแรกที่ได้นั่งบนหิมะ และเป็นครั้งแรกที่เผลอหัวเราะออกมาเพราะคำพูดของเด็กหญิงคนหนึ่ง

            ประกายดาบที่ฟาดฟันกันอยู่ตรงหน้าเขา ยามนี้ได้ยินเพียงเสียงของมันแว่วมาเป็นเสียงประกอบภาพทิวทัศน์

            มีคนเคยกล่าวไว้ว่า ยามประสบกับความทุกข์ยาก คนแรกที่เราได้พบมักจะสลักลึกอยู่ในใจไม่มีวันลืมเลือน

            ยามนี้ท่านนายอำเภอเฉินไม่ได้รู้สึกอะไรเป็นพิเศษ ทว่าชีวิตของเขาหลังจากนี้ ตลอดเส้นทางที่แสนยาวไกลในชาตินี้ของเขาย่อมไม่มีทางลืมเลือนเด็กหญิงที่ทำให้เขาลืมอันตรายตรงหน้าในวันนี้ได้

            เด็กหญิงผู้กล้าหาญ และน้ำเสียงที่แสนไร้เดียงสาของนาง

            นั่งดื่มชาชมหิมะเคล้ากลิ่นความตายที่ลอยมา

            จวบจนใต้เท้าเฉินถูกเชิญขึ้นไปบนรถม้าอีกครั้ง ยามรถม้าเริ่มออกตัวเคลื่อนขึ้นไปบนเขา เขาจึงเพิ่งจะได้สติคืนจากประสบการณ์ไม่คาดฝันเมื่อครู่นี้

            ด้านหลังยังมีเหล่าบัณฑิตและขุนนางที่ได้รับบาดเจ็บตามมาด้วย ท้ายสุดของขบวนก็ยังมีเหล่าโจรร้ายที่โดนจับได้ถูกต้อนตามมาเช่นกัน

            เป็นเพราะรถม้าอยู่ดีๆ ก็ทรุดไปตรงหน้าภูเขากระดูก จึงทำให้พวกเขาอยู่ไกลจากตัวอำเภอพอสมควร และเพื่อป้องกันเหตุไม่คาดฝันที่อาจเกิดขึ้นอีก กระทั่งเหล่าบัณฑิตที่ตอนนี้สติยังไม่ค่อยกลับมาเท่าใดนักก็ล้วนยินยอมที่จะตามขึ้นเขาไปด้วย

            ยามนี้ใต้เท้าเฉินนั่งอยู่บนรถม้าคันใหม่ แน่นอนว่ามันเทียบไม่ติดกับรถม้าคันก่อน ตลอดทางขึ้นเขาทิวทัศน์สองข้างทางเต็มไปด้วยอันตราย มีทั้งหน้าผาสูงชันและสระน้ำลึก ทางเข้ามีเพียงถนนขรุขระเส้นเล็กแคบให้สัญจร

            มีหลายครั้งที่ชายชราหันกลับไปมองด้านหลังอย่างกระวนกระวาย ทว่าเมื่อหันกลับมามองเด็กหญิงที่นั่งอยู่ตรงหน้าตน ใบหน้าเล็กๆ ไม่เป็นกังวลต่อสิ่งใด เขาเองจึงพยายามฝืนให้ตัวเองผ่อนคลายลงเช่นกัน

            ไม่ง่ายเลยกว่าพวกเขาจะเดินทางมาถึงยอดเขาได้ ทั้งบัณฑิตและขุนนางล้วนแต่กำลังตกอกตกใจ โดยเฉพาะเหล่าคนที่ได้รับบาดเจ็บมา

            คุณชายเฉินที่ก่อนหน้านี้ยังนั่งอยู่ในรถม้า ยามเกิดเรื่องนั้นประจวบเหมาะกับตอนที่เขากำลังชงชาอยู่พอดี แม้ว่าในตอนแรกเขาจะหลบกาน้ำชาที่มีน้ำชาร้อนๆ เต็มกานั้นพ้น ทว่าเขากลับโดนเตาไฟตัวเล็กกลิ้งมาชนเสียได้ อาการบาดเจ็บที่ได้จากเตานั้นก็นับว่าไม่เบาเลย

            รถม้าที่นั่งมาราวกับกำลังเอียงไปด้านข้างตลอดเวลา ทำให้เหล่าเด็กหนุ่มไม่กล้าแม้แต่จะขยับตัว ด้วยกลัวว่าหากไม่ระวัง รถม้าก็อาจจะพลิกคว่ำจนพวกเขาทุกคนอาจตกลงไปตาย ทว่าเมื่อถึงยอดเขาแล้วได้เห็นหิมะสีขาวปกคลุมไปทั้งท้องทุ่ง ตรงกลางมีภูเขาเล็กๆ นูนขึ้นมา ด้านบนยังมีผ้าหลากสีแขวนเอาไว้ เมื่อกวาดสายตาไปอีกก็เห็นกระท่อมไม้ปลูกเรียงกันเป็นแถวอย่างเป็นระเบียบ ดูแล้วสถานที่แห่งนี้ราวกับหลีกเร้นจากโลกที่แสนวุ่นวายภายนอกก็ไม่ปาน

            คนกลุ่มใหญ่ที่เพิ่งมาถึงจึงพากันถอนหายใจออกมา เหล่าเด็กหนุ่มมือสังหารที่เมื่อครู่เพิ่งจะช่วยชีวิตพวกเขาไว้ สิ่งแรกที่พวกเขาทำเมื่อมาถึงยอดเขาคือการคารวะภูเขาลูกเล็กที่ปกคลุมไปด้วยหิมะอย่างนอบน้อม ทั้งยังคารวะแบบเต็มพิธีด้วย พวกเขาแนบศีรษะคารวะกับพื้นอีกครั้ง ก่อนจะยกมือขึ้นประนมไหว้

            บนยอดเขามีเพียงหิมะ ผ้าหลากสีที่แขวนอยู่บนภูเขาลูกน้อยที่ปกคลุมไปด้วยหิมะ ยามอยู่ใต้แสงตะวันก็ยิ่งทำให้มันดูงดงามเป็นพิเศษ

            ท่าทางของทุกคนยามมองจึงเต็มไปด้วยความศรัทธา และความสนใจ

            ท่านนายอำเภอยืนอยู่อีกด้านหนึ่ง เขาเห็นว่าเด็กหญิงก็คารวะภูเขาลูกนี้อย่างตั้งใจไปรอบหนึ่งเช่นกัน

            ในใจเขายังคิดอยู่ว่า หรือว่าธรรมเนียมของชาวบ้านที่นี่จะเป็นจุดกำเนิดของความเชื่อกันนะ ยามที่พวกเขาคารวะหิมะกองนี้ก็ดูตั้งใจเหลือเกิน

            ทว่าเหล่าบัณฑิตกลับไม่เชื่อเรื่องนี้ ซ้ำยังนึกดูถูก เสมียนซูกลับพาเหล่าขุนนางกลุ่มหนึ่งไปคารวะพร้อมกับตน

            ทุ่งหญ้าไร้ความเจริญอย่างที่แห่งนี้มีสถานที่แปลกๆ อีกมากมาย เช่นเดียวกันกับชาวบ้านที่นี่ ดังนั้นใครจะรู้ว่าเราจะไปยั่วโทสะเจ้าสิ่งนี้เข้าหรือไม่ อีกทั้งยามที่พวกเขาคารวะภูเขาลูกนี้เสร็จ ก็รู้สึกว่าร่างกายเบาสบายขึ้น ราวกับว่าร่างกายได้ปลดเปลื้องภาระอันหนักอึ้งออกไปก็ไม่ปาน

            ใต้เท้าเฉินมองคนตรงหน้าแล้วครุ่นคิดในใจ แม้ว่าเขาจะตรงไปตรงมา ทว่าเขาไม่ได้โง่ ดังนั้นจึงทำตามพวกเขาแล้วคารวะหิมะกองโตตรงหน้าด้วย เมื่อคารวะเสร็จ ร่างกายก็พลันรู้สึกสดใสผ่อนคลายขึ้นมา

            เหล่าบัณฑิตต่างไม่ยอมจะคารวะ ด้วยเชื่อว่ายังมีองค์เง็กเซียนฮ่องเต้อยู่ เช่นนั้นใครเล่าจะไปคารวะสิ่งอื่นง่ายๆ

            เมื่อแสงอาทิตย์สาดส่อง ภูเขาหิมะลูกน้อยก็มีกะโหลกศีรษะมนุษย์ค่อยๆ โผล่ออกมา ใบหน้านั้นราวกับกำลังอมยิ้มมองเหล่าบัณฑิต

    คล้ายกับเรื่องหงสาสีนิล (จบ) ที่คุณอ่าน

    ทริปท่องเที่ยวอดีตของเซวียเสี่ยวหรั่น [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    ทริปท่องเที่ยวอดีตของเซวียเสี่ยวหรั่น [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    นิยาย รัก
    484K 1138
    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    525K 663
    พลิกชะตานางพญาเจ้าเสน่ห์ [แปลจบแล้ว]

    พลิกชะตานางพญาเจ้าเสน่ห์ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย รัก
    955K 747
    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    386K 808
    [จบ] แม่ปากร้ายยุค​ 80

    [จบ] แม่ปากร้ายยุค​ 80

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    94K 1199
    ยามสกุณาหวนคืนขับขาน โผทะยานสู่ยุค 80

    ยามสกุณาหวนคืนขับขาน โผทะยานสู่ยุค 80

    นิยาย รัก
    627K 1276
    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    931K 592
    ราชาสิบสองนักษัตร ศึกรวมสุโขทัย

    ราชาสิบสองนักษัตร ศึกรวมสุโขทัย

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    207K 185
    ทะลุมิติไปเป็นแพทย์หญิงชนบทตัวน้อยๆ [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    ทะลุมิติไปเป็นแพทย์หญิงชนบทตัวน้อยๆ [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    นิยาย รัก
    862K 774
    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    579K 730