เพียงแค่นึกภาพว่ามีผู้อื่นมาแตะต้องใบหน้านี้ เขาก็รู้สึกหงุดหงิดใจอย่างบอกไม่ถูก
เสียงพิณเริ่มบรรเลงขับกล่อมราตรีอีกครั้ง โจวอิ่งฉินยิ้มหวานมีเลศนัยเมื่อเห็นคนตรงหน้าโอบกอดรัดรึง เริ่มจู่โจมเขาแบบไม่ทันตั้งตัว “ใต้เท้า ท่านเบามือหน่อย” เสียงพึมพำดังข้างหูของหวังเยี่ยนหลงที่เวลานี้ห้ามใจของตัวเองไม่ไหว
“อย่ายุ่งกับผู้ใด” เขาเอ่ยปากแล้วอุ้มร่างบางของโจวอิ่งฉินไปนอนบนเตียง เริ่มต้นค่ำคืนแสนยาวนานของทั้งสองคน
เช้าวันต่อมา หวังเยี่ยนหลงซื้อตัวโจวอิ่งฉินจากหอเงาราตรีแล้วพากลับไปอยู่ที่สำนักตระกูลหวังนับั้แ่นั้นมา
ชายหนุ่มเผลอคิดไปว่าเขาอาจจะพอมีใจให้บ้าง เวลานี้หวังเยี่ยนหลงมองเขาเป็เพียงตัวแทน แต่หากนานวันไปเมื่อใด เขาจะทำให้หวังเยี่ยนหลงลืมคนผู้นั้นไปให้ได้
ทว่า ความคิดนั้นกลับตื้นเขินนัก จนถึงวันนี้ หวังเยี่ยนหลงไม่ได้มองเขาเปลี่ยนไปจากเดิม ทั้งยังทำร้ายเขายามที่ปราณมารปะทุ ครั้นจะหนีไปที่ใดก็ทำไม่ได้ มิหนำซ้ำยังรู้สึกผูกติดกับเขาและโหยหาความรักจากหวังเยี่ยนหลงจนยอมทนทุกอย่างไปเสียแล้ว
ณ โรงเตี๊ยม
หวังเยี่ยนหลงหาโอกาสััมือของเหลียนเฟิน ความรู้สึกที่เก็บฝังในใจปะทุขึ้นอีกครั้ง สิ่งนี้ต่างหากที่เขารอคอยมาเนิ่นนาน หน้าตาและรูปร่างราวกับคนละคน แต่ัันี้กลับคุ้นเคยมากเหลือเกิน
“นายท่าน รู้ที่ซ่อนพรรคพวกที่เหลือของหลินหลีเหว่ยแล้วขอรับ” ซวงส่งสัญญาณให้เขารู้ พลางยืนรอบนหลังคาโรงเตี๊ยม
“อื้ม” หวังเยี่ยนหลงรับรู้ สายตามองเหลียนเฟินอีกครั้งหนึ่งแล้วยิ้มเ้าเล่ห์ก่อนจะะโหายไปจากโรงเตี๊ยมอย่างไร้ร่องรอย
“เหลียนเฟิน!” เสียงของหลวนเล่อะโหาเขา นางรู้สึกได้ว่าศิษย์น้องกำลังเกิดเื่ ครั้นเคาะเรียกหลายครั้งก็ไม่ได้ยินเสียงตอบกลับเพิ่งจะพังประตูเข้าห้องได้เมื่อครู่ “เกิดอันใดขึ้น แล้วทำไมคนผู้นี้ถึง...”
“ศิษย์พี่ ข้าจะเล่าให้ท่านฟัง ท่านใจเย็น ๆ ก่อนเถิด” เหลียนเฟินลงมือเก็บหลักฐานพลางเล่าให้นางฟังั้แ่ต้นจนจบ
“เขาเป็ผู้ใด”
“ไม่รู้ขอรับ” เหลียนเฟินส่ายหน้า ตอบไม่ได้จริง ๆ ว่าคนผู้นั้นคือใคร
“อื้ม เช่นนั้นรีบไปที่ศาลาว่าการดีกว่า หากหลักฐานที่ได้เชื่อมโยงมาที่คนผู้นี้ เื่ราวลึกลับในเมืองเฟิงจะได้คลี่คลาย” นางร่ายอาคมเก็บกวาดร่องรอยของทุกสิ่งในห้องนี้ไปด้วย
“ขอรับ”
ครั้นมาถึงศาลาว่าการ ทั้งคู่จึงสังเกตเห็นว่ามีคนหลายสิบยืนออกันอยู่ด้านใน นอกจากทหารเมืองเฟิงแล้วยังมีชายหญิงหลายคนสวมชุดแตกต่างกันไป ชุดสีขาวแถบเขียวอ่อน และชุดสีเทาแกมขาว
“สำนักเขาศิลาหยกกับสำนักร้อยดาราก็มาที่นี่ด้วยหรือ” เหลียนเฟินถามศิษย์พี่ของเขา
“อื้ม” หลวนเล่อพยักหน้า
อ๋องเมืองเฟิงส่งสารไปหาสำนักเซียนหลายแห่งให้ช่วยกันไขเื่ราวลึกลับเพราะไม่อยากให้ชาวบ้านต้องใช้ชีวิตด้วยความอกสั่นขวัญผวา
กลางลานศาลาว่าการจึงมีศิษย์สำนักยืนอยู่ด้วยพร้อมคนอีกสองสามคนถูกจับมัดไว้นั่งรวมกันอยู่ด้านหน้าอ๋องเมืองเฟิง
“ท่านนักพรต เกิดอันใดขึ้นหรือขอรับ” ทหารนายหนึ่งเห็นเหลียนเฟินแบกร่างของหลินหลีเหว่ยมาด้วยจึงเข้ามาถาม
“ข้าคิดว่าเขาเป็คนทำเื่ทั้งหมด” เหลียนเฟินบอกตามความจริงพลางส่งหลักฐานที่เหลืออยู่ให้
จากนั้นศิษย์วังธาราเหมันต์จึงเดินไปทักทายศิษย์สำนักอื่น
“นายท่าน!” เสียงของชายคนหนึ่งที่ถูกจับะโออกมาเมื่อเห็นร่างของหลินหลีเหว่ยในสภาพคนตาย
“เฮอะ เป็พวกเ้าจริง ๆ ด้วย ถึงขนาดนี้ยังปากแข็งอยู่ได้ ทหาร! จับพวกมันไปขังไว้ ข้าจะไต่สวนครั้งสุดท้ายวันพรุ่ง” อ๋องเมืองเฟิงสั่งเสียงกร้าว หลังจากที่สอบสวนอยู่นานแต่คนเหล่านี้ไม่ยอมรับเสียที
เขาเดินมาหาเหลียนเฟินและศิษย์สำนักคนอื่น ๆ พร้อมกล่าวขอบคุณที่ช่วยเหลือในครั้งนี้
“ท่านนักพรตทั้งหลาย ข้าและชาวบ้านเป็หนี้บุญคุณพวกท่านจริง ๆ เชิญท่านพักผ่อนในเมืองของเราให้สุขสำราญเถิด”
“ไม่รบกวนท่านเ้าเมือง ข้าและศิษย์น้องเต็มใจช่วยเหลือ” ศิษย์สำนักร้อยดารากล่าว
ขณะที่ด้านล่างกำลังพูดคุยกันเื่วันนี้ ้าหลังคาก็มีรอยยิ้มของคนผู้หนึ่งปรากฏขึ้น
“นายท่าน ให้ข้าจัดการพวกที่เหลือในคุกหรือไม่ขอรับ” ซวงเอ่ยปากถาม
“ไม่ต้อง” หวังเยี่ยนหลงส่ายหน้า ในเมื่อถูกทางการจับได้แล้วไม่ช้าคงถูกปะาต่อหน้าชาวบ้าน ไม่มีเื่ใดต้องกังวล “ส่วนเ้า ตามรอยคนที่ให้ความช่วยเหลือพวกมันแล้วจัดการให้หมด” เขาหันไปบอกหลุน ลูกน้องคนสนิทอีกคน
“นายท่านให้ข้ารออยู่ที่นี่หรือขอรับ” ซวงถามอีกรอบเมื่อไม่ได้รับคำสั่งใด ๆ จากหวังเยี่ยนหลง
“เ้าจับตาดูคนผู้นั้นไว้” หวังเยี่ยนหลงชี้คนผู้หนึ่งที่ยืนอยู่ด้านล่าง
“ขอรับ” ซวงรับปากแล้วตามไปดูเป้าหมายไม่ให้คลาดสายตา
เหลียนเฟินกับหลวนเล่อเดินตามพ่อบ้านพร้อมกับศิษย์สำนักคนอื่น
“พวกเ้าเป็ศิษย์สำนักไหนหรือ” สาวน้อยนางหนึ่งจากสำนักร้อยดาราถามหลวนเล่อ
“วังธาราเหมันต์ ยินดีที่ได้รู้จัก” หลวนเล่อตอบนาง พลันคนถามรู้สึกใ
“เ้าเป็สตรีหรอกหรือ” นางตาโตเอามือปิดปากตัวเองไว้ นึกไม่ถึงว่าคนติดหนวดจะเป็หญิง
“เ้าจะใทำไมกัน เห็น ๆ อยู่ว่านางเป็หญิง” ศิษย์สาวจากสำนักเขาศิลาหยกพูดขึ้นบ้าง
“เ้ารู้ได้อย่างไร” หลวนเล่อไม่เข้าใจ นางปลอมตัวออกจะแเีปานนี้
“ข้าไม่บอก”
“บอกมา” หลวนเล่อเซ้าซี้
ไม่ทันไรกลุ่มศิษย์สาวจากสามสำนักก็หายเข้าไปในเรือนรับรองด้วยกัน ซุบซิบเื่ราวตามประหญิงสาว
“หลิ่งอิน แยกย้ายกันพักผ่อนเถิด ข้ามีเื่จะปรึกษาเขา” ศิษย์พี่ใหญ่บอกผู้เป็ศิษย์น้องสำนักเขาศิลาหยก ก่อนจะนั่งคุยกับศิษย์สำนักร้อยดาราเพราะไม่ได้เจอกันมานาน ทิ้งให้หลิ่งอินยืนเก้ ๆ กัง ๆ อยู่กับเหลียนเฟินสองคน จึงแนะนำตัวให้อีกฝ่ายรู้จัก
“ข้าชื่อหลิ่งอิน เ้าชื่ออะไร” เขาเอ่ยปากถาม สายตารอคำตอบคนตรงหน้า
“เหลียนเฟิน”
“อาเฟิน เรียกเ้าเช่นนี้ได้หรือไม่” รอยยิ้มสดใสไม่ถือตัว
“ตามใจเถิด”
“เ้าจับคนผู้นั้นมาได้อย่างไร” เขาถามด้วยความอยากรู้ หลังจากสืบหามาหลายวันไม่พบเบาะแสใด จับได้เพียงลูกน้องของหลินหลีเหว่ยเท่านั้น ครั้นจะถามเื่อื่น ก็ไม่มีใครปริปาก
“เื่ยาวมากทีเดียว เ้าอยากรู้จริงหรือ” เหลียนเฟินกำลังคิดว่าจะเล่าให้เขาฟังอย่างไร ไหนจะเื่ของคนประหลาดนั่นอีกที่ยังหาคำตอบไม่ได้
“อื้ม” หลิ่งอินรีบพยักหน้ากลัวเหลียนเฟินเปลี่ยนใจเพราะดูจากท่าทางเขาแล้วไม่ค่อยคุ้นเคยกับใครง่าย ๆ ต่างจากศิษย์พี่ของเขาที่ป่านนี้หายลับไปกับสหายใหม่เรียบร้อย
ทั้งคู่จึงนั่งพูดคุยกันอยู่ริมระเบียง ความอบอุ่น ใจดีและเป็มิตรของหลิ่งอินทำให้เหลียนเฟินรู้สึกว่าสบายใจราวกับรู้จักเขามาเนิ่นนานแล้ว
“...” สีหน้าของหลิ่งอินเปลี่ยนไปแวบหนึ่ง แต่เหลียนเฟินจับสังเกตได้
“เป็อะไรไปหรือ” เขาถามด้วยน้ำเสียงห่วงใย
“ไม่ต้องกังวลหรอก ข้าแค่มีโรคประจำตัวอยู่อย่างหนึ่ง มักจะมีอาการเป็ครั้งคราวทำให้ร่างกายข้าไม่แข็งแรงเท่าใดนัก” หลิ่งอินอธิบาย ั้แ่ที่จำความได้เขาจะมีอาการเช่นนี้มาตลอด อาจารย์บอกแต่เพียงว่าเป็ผลข้างเคียงจากการรักษาโรคหัวใจเมื่อตอนเด็ก
เหลียนเฟินยื่นมือมาแตะที่ข้อมือเขา พลางร่ายอาคมหนึ่งส่งผ่านพลังปราณให้หลิ่งอิน
“ดีขึ้นหรือไม่” เขาถามอีกฝ่าย
“อื้ม ขอบคุณ” หลิ่งอินยิ้มให้ จู่ ๆ อาการที่ว่าก็หายเป็ปลิดทิ้ง ทั้ง ๆ ที่เมื่อก่อนใช้เวลาตั้งหลายวัน
“ข้าจะสอนวิชาบางอย่างให้เ้า หากมีอาการจะได้ทุเลาความเจ็บลงได้บ้าง” เหลียนเฟินกระซิบบอกเขา
ความใกล้ชิดนั้นทำให้หลิ่งอินรู้สึกใบหน้าร้อนผ่าว หัวใจเต้นไม่เป็จังหวะแต่พยายามควบคุมความรู้สึกของตัวเองเอาไว้
หัวใจข้า เต้นแรงเกินไปแล้ว ใจเย็น ๆ หน่อยได้หรือไม่