ทันทีที่อุเอะโนะก้าวเท้าเข้าในบ้านก็พบว่าภรรยารักตื่นนอนแล้ว และกำลังสนทนากับเด็กชายคนหนึ่ง โดยมีบุตรสาวนั่งยิ้มแย้มอยู่บนตักของเธอ
น่าแปลกที่สีหน้าบุตรสาวดีขึ้น แลมีเืฝาด แข็งแรงขึ้นผิดหูผิดตา น่าแปลกอีกข้อคือบนฟูกที่นอน วางกองด้วยเสื้อเก่า เข็มเย็บผ้าและชามบิ่นใบหนึ่ง
พอเห็นแบบนี้เขาถึงกับยืนอึ้งไปเลยทีเดียว
“ท่านพี่กลับมาแล้ว”
“ท่านพ่อกลับมาแล้ว”
“อา พ่อกลับมาแล้ว” อุเอะโนะนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนเอ่ยถาม “ทำไมดึกดื่นค่อนคืนขนาดนี้ พวกเ้ายังไม่นอนกันอีก” ในใจรู้สึกว่าต้องมีอะไรเกิดขึ้นแน่นอน ข้อสังเกตก็คือสีหน้าของบุตรสาวดีขึ้น และภรรยาไม่ได้หม่นหมองตรอมตรมเหมือนก่อน แต่มันจะเป็ไปได้อย่างไร?
“ท่านพี่กลับมาก็ดีแล้ว ข้ากำลังกังวลเื่ท่านอยู่พอดี เื่ยันต์เป็อย่างไรบ้างเ้าค่ะ” มิซึกิภรรยาสาวถามขึ้น
“เออ ข้ายังไม่ได้พบกับแม่เล้าเลย” อุเอะโนะตอบไปตามจริง
“โชคดีเสียจริง!” มิซึกิอุทานออกมาด้วยความยินดี สร้างความสงสัยให้อุเอะโนะอย่างยิ่ง แต่เวลานี้ไม่เหมาะจะคุยเื่พวกนี้
“เร็วเข้า! พวกเราต้องเก็บของตอนนี้เลย เมืองหลวงไม่เหมาะจะอาศัยอยู่อีกต่อไปแล้ว” เขาเอ่ยเร่งพร้อมกับก้าวเท้าจะเข้าไปฉุดภรรยาให้ลุกขึ้น แต่ทว่าเสียงเสียงหนึ่งดังขึ้นที่หน้าประตูบ้านเสียก่อน เสียงซึ่งยังคงติดตรึงอยู่ในใจ
ก๊อบแก๊บ ๆๆ
เสียงกระดูกลั่น!!!
อุเอะโนะหันกลับไปมองทันที ภาพที่เห็นทำหนังศีรษะชาหนึบ ความสิ้นหวังเข้าเกาะกุมหัวใจ หากตนเองประสบกับคราวเคราะห์คนเดียวยังไม่เท่าไร แต่นี่ภรรยากับลูกต้องมาเจอเื่ร้ายไปด้วย
คล้ายย้อนเวลากลับไปถนนริมแม่น้ำคาโมะ หญิงสาวใส่เสื้อผ้าสีสด ถุงเท้าขาว สวมเกียะไม้ยืนอยู่หน้าประตู องคาพยพบนใบหน้าล้วนว่างเปล่า ไม่มีอะไรเลยสักอย่าง ไม่ว่าจมูก ปาก คิ้ว ดวงตา มีเพียงิัราบเรียบ
ผีไร้หน้า!
บัดนี้คอของมันค่อย ๆ บิดหมุน เหมือน้าแสดงใบหน้าที่แท้จริงให้ได้เห็น
“หนี”
อุเอะโนะข่มความหวาดกลัวหวังถ่วงเวลาแค่น้อยนิดก็ยังดี เสียงะโดังก้อง ตัวโถมเข้าหาผนังหวังหยิบคันศรและลูกธนูที่แขวนไว้ จังหวะนั้นเองสายตาเหลือบไปเห็นดวงตาสีแดงก่ำ ใต้เส้นผมยาวสลวยพลันมีบางสิ่งพุ่งออกมา ร่างกายเหมือนถูกสะกด
ลิ้นสีแดง!
ขณะที่อุเอะโนะกำลังตกตะลึงอยู่นั่นเอง ทันใดนั้นบางอย่างเกิดขึ้น...
พรึ่บ!
เสื้อเก่าที่วางอยู่บนฟูกพลันลอยขึ้นบดบังตัวเขาเอาไว้
ลิ้นยืดยาวพุ่งชนกับเสื้อเก่า เสื้อที่แค่จับก็แทบจะเปื่อยยุ่ยคามือ เสื้อที่มีรอยปะอยู่นับไม่ถ้วน เสื้อที่อยู่กับอุเอะโนะมานานเป็สิบปี เสื้อที่มารดาของเขาเย็บให้เป็ของขวัญวันแต่งงาน เสื้อเก่า ๆ ตัวนี้กลับแข็งแกร่งอย่างเหลือเชื่อ ลิ้นที่สามารถเจาะกะโหลกศีรษะอย่างง่ายดายกลับไม่อาจผ่านผืนผ้าบาง ๆ มาได้
จากนั้นเื่อัศจรรย์พลันบังเกิด
ฟิ้ว!
เข็มเย็บผ้าพลันลอยขึ้น แล้วเคลื่อนที่ด้วยความเร็วสูงปักเข้าไปที่ดวงตาสีแดง เสียงร้องโหยหวนดังขึ้น ผีไร้หน้าแหงนคอจากแรงกระแทกของเข็มซึ่งพุ่งจู่โจมดวงตาของมัน เสียงร้องยังไม่ทันจางหาย ชามบิ่นพลันหมุนคว้างราวจักรผันจู่โจมไปที่ลำคอของมัน
ฉึก!
ตุบ!
ศีรษะของผีไร้หน้าร่วงหล่น กลิ้งไปตามพื้น จากนั้นชามบิ่น เข็มเย็บผ้าและเสื้อเก่าลอยกลับมาวางบนฟูกเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น เหมือนทุกอย่างก่อนนี้เป็เพียงภาพฝัน
เวลาเหมือนหยุดนิ่งไปชั่วขณะจนกระทั่งเสียงปรบมือดังขึ้น
เด็กหญิงปรบมือให้เด็กชาย สายตาของเธอเต็มไปด้วยความชื่นชมและความเคารพ เด็กน้อยผู้นั่งมองซากศพเพื่อรอยมทูตย่อมไม่เกรงกลัวปีศาจ ในความคิดของเธอจะปีศาจหรือภูตผีก็ต้องดาวดิ้นเมื่อพบเจอกับท่านยมทูต
เด็กชายยิ้มอย่างขัดเขิน แต่หัวใจเต้นรัว
เชี่ย เชี่ย เชี่ย ขนาดนี้เลยหรือ
เด็กคนนี้ก็คือต้าหมิน เขาไม่คิดเลยว่าิญญาของเครื่องใช้ในบ้านจะทรงพลังขนาดนี้ รวดเร็วถึงเพียงนี้ ทั้งยังไม่ต้องรับคำสั่งใด ๆ จากเขาก่อนด้วย คล้ายพวกเขามีความคิดของตัวเอง
ไม่คล้าย
เมื่อพวกเขามีิญญาก็ย่อมมีความคิด
เมื่อมีความคิดย่อมเคลื่อนไหวได้ด้วยตัวเอง
‘พวกเขา’ ตื่นขึ้นด้วยพลังเวท… พลังของระดับขั้นทารก
ปลุกิญญา
พื้นฐานของการสร้างชิกิงามิ (ภูตรับใช้)
ต้าหมินแอบกลืนน้ำลายอึกหนึ่ง วิชานี้อาจารย์ยังไม่ได้สอนจริงจัง เนื่องจากเวลาที่อยู่ด้วยกันน้อยเกินไป ท่านเพียงเกริ่นหลักการไว้เท่านั้น
“...สรรพสิ่งล้วนมีิญญา ทารกรับรู้ได้ด้วยใจ สร้างชีวิตให้ด้วยความคิด”
จากประโยคนี้ทำให้นึกถึงมังงะที่เคยอ่าน อานิเมะที่เคยดู จำได้ว่าประเทศญี่ปุ่นมีปีศาจมากมาย บางประเภทเกิดขึ้นจากของเก่าเก็บ อย่าง ปีศาจร่ม ปีศาจกำแพง ปีศาจเกี๊ยะไม้ เมื่อสิ่งของเหล่านี้สามารถเกิดิญญาจนกลายร่างเป็ปีศาจได้ เพราะฉะนั้นเด็กเล็กซึ่งสามารถมองเห็นิญญา มีเพื่อนในจินตนาการ สร้างโลกขึ้นมาจากความคิด ปราศจากความกลัว ย่อมััรับรู้ิญญาในสิ่งของ ได้ก่อนที่จะพัฒนาตัวเองไปเป็ปีศาจ และก็เป็เช่นนี้จริง ๆ
พอเขาก้าวเท้าเข้ามาในบ้านหลังนี้ ััได้ถึงความรัก ความห่วงใย และความอยากทดแทนคุณ ภายในสิ่งของสามชิ้น หลังจากนั้นไม่รู้ว่าเหมือนกันว่าทำได้อย่างไร เหมือนกับแค่ส่งเสียงเรียก ปลุก ‘พวกเขา’ ให้ตื่นจากการหลับใหลเท่านั้น
ต้าหมินยิ่งคิดก็ยิ่งรู้สึกว่าวิถีองเมียวช่างลึกลับมหัศจรรย์ นี่เพียงแค่ลำดับขั้นทารกเท่านั้น หากสามารถฝ่าทะลุไปอีกขั้นจะเก่งกาจเพียงใด คิดแล้วก็อยากตบหัวโนะฮิเมะสักป้าบ ให้รู้ว่าตนไม่ได้อ่อนแอ แต่ก็อย่างที่โนะฮิเมะเคยพูดไว้ ขั้นทารกเองยังมีเส้นทางต้องผ่านอีกมาก ซึ่งเขาเองก็ไม่รู้ว่าตอนนี้ตนอยู่ในระดับใด
“ทารกก็คือเด็กที่กำลังเติบโต ้าการพักผ่อนและอาหารที่เพียงพอ พัฒนาการมี คว่ำ คลาน นั่ง ตั้งไข่ ยืน เดิน วิ่ง…”
ช่างมันเถอะ อย่าไปสนใจระดับเลย สนแต่พลังวิเศษและเวทวิชาดีกว่า
เพราะด้วยความคิดแบบนี้ โดยไม่รู้เนื้อรู้ตัวต้าหมินได้ก้าวผ่านสองวิชาที่ยากที่สุดมาได้
“ััิญญา”
“ปลุกิญญา”
เคล็ดความของวิชา คือปล่อยให้เป็ตามธรรมชาติ ทำตัวให้เหมือนเด็กในวัยแรกเกิดถึงสามขวบ รับรู้โลกโดยไม่นำความคิด นิยาม ข้อจำกัด กฎเกณฑ์ใด ๆ ไปจับต้อง ถ้าทำอย่างนี้ได้จะเห็นสิ่งซึ่งผู้ใหญ่มองไม่เห็น ไวต่อสิ่งเร้นลับ สิ่งที่จินตนาการจะเกิดเป็ความจริง การต่อสู้ในขั้นนี้ไม่จำเป็ต้องลงมือเอง สามารถร้องขอให้คน สัตว์ สิ่งของช่วยได้ ก็เช่นเดียวกับทารกที่ร้องไห้บอกพ่อแม่ว่าหิว ว่าง่วง ว่าไม่สบายตัว ดังเช่นคำพูดของอาจารย์ที่ว่า “การร้องไห้คือข้อน่าสนใจของขั้นทารก”
เมื่อจับจุดข้อนี้ได้ ลำดับขั้นทารกใช่อ่อนแอเหมือนกับทารกจริง ๆ ในความอ่อนแอแฝงความเข้มแข็ง ต่อยตีไม่ได้ก็มีคนมาต่อยตีแทนให้
“เชอะ! โนะฮิเมะก็พูดแรงเกิน บอกว่าระดับนี้ป้องกันตัวยังไม่ได้ ได้แต่ร้องไห้รอคนมาป้อนข้าวป้อนน้ำ อยากเห็นหน้าหล่อนจริง ๆ จะได้รู้ว่าไผเป็ไผ”
ต้าหมินพึมพำกับตัวเองเบา ๆ รอยยิ้มประดับอยู่บนใบหน้า เนิ่นนานยังไม่จางหาย
หน้าประตูเมือง (ประตูราโชมอน)
“ข้าบอกให้เปิดประตูอย่างไรเล่า นี่ป้ายคำสั่งของท่านผู้บัญชาการทหาร พวกเ้ากล้าเพิกเฉย?”
“ค่ายของพวกเ้าอยู่นอกเมือง จะมีคำสั่งอะไรก็ให้ใช้ที่นั่น ที่นี่เฉพาะป้ายคำสั่งของท่านเสนาบดีฝ่ายซ้าย ท่านไทระ โนะ อิเอะคะสึเท่านั้น
หลังการโต้คารมมาเป็เวลานาน มินะโมะโตะ โนะ ซาซาเอะ ไม่จำเป็ต้องเรียกองครักษ์มาสอบถามก็ทราบถึงสถานการณ์ที่เกิดขึ้น
“ท่านแม่ เราจะทำอย่างไรดีกันเ้าค่ะ” ซาซาเอะเอ่ยด้วยน้ำเสียงร้อนรน
ก่อนหน้านี้กองทัพปีศาจได้บุกโจมตีเรือนของตระกูลมินะโมะโตะ ยังไม่ทันที่พวกมันจะฝ่าข่ายเวทป้องกันเข้ามายังเรือนหลัก ผู้นำตระกูลได้ออกคำสั่งให้ผู้หญิงและเด็กหลบหนีด้วยทางลับ ออกไปสมทบกับกองทหารที่ค่ายนอกเมือง เธอไม่ทราบว่าทำไมท่านถึงได้ตัดสินใจเช่นนี้ แต่จากกลิ่นอายปีศาจหนาหนักที่เธอััได้ ในใจเธอรู้ดีว่านี่คือการตัดสินใจที่ถูกต้อง ‘กระต่ายยังต้องมีสามโพรง*’
“อืม บอกองครักษ์ให้ถอยห่างออกจากบริเวณนี้ ป้องกันพวกไทระไว้ก่อน จากนั้นรอดูสถานการณ์ในเมือง หากคับขันจริง ค่อยกลับมาอีกครั้ง พอถึงตอนนั้นทหารรักษาเมืองพวกนี้ย่อมรู้ว่าอะไรเป็อะไร”
“เ้าค่ะ”
เอ๊ะ!
ขณะที่ซาซาเอะกำลังจะเรียกองครักษ์มาสั่งความ เธอััได้ถึงค่ายกลอันยิ่งใหญ่ ทรงพลังยิ่งกว่า ‘ค่ายกลคืนชีวิต ชีวิตหวนคืน’ ซึ่งเป็ค่ายกลพิทักษ์วังหลวงเสียอีก
ข่ายเทพพิชิตฟ้า?
*กระต่ายยังต้องมีสามโพรง เป็การเปรียบเปรยว่าทำอะไรต้องรอบคอบไว้ก่อน ต้องมีทางถอยไว้เสมอ เช่นเดียวกับกระต่ายยังขุดโพรงไว้เกินกว่าหนึ่ง ไว้ใช้หลบหนีศัตรูและเก็บเสบียงอาหาร