ตอนที่ 3
หลังจากตื่นจากความฝันมาพบกับความเป็จริง ว่าเธอต้องอยู่ในร่างของ กุ้ยลี่อิน แน่นอนแล้ว เธอจึงคิดที่จะดูแลตัวเองให้แข็งแรง จนสามารถที่จะดำเนินชีวิตต่อไปได้เพราะตอนนี้แม้แต่แรงจะหายใจยังแทบไม่มี ไม่รู้ว่าได้กินข้าวครั้งสุดท้ายไปเมื่อไรกัน พวกเขาใจดำกันเหลือเกินไม่เห็นออกไปและรู้อยู่แล้วว่าไม่สบาย แต่กลับทำเมินเฉย เหมือนกับไม่มีตัวตนในบ้านนี้ คิดแล้วก็ส่งสารเ้าของร่างนี้เหลือเกิน และคิดว่าต่อไป เธอจะใช้ร่างกายนี้ให้ดี และจะทำให้ชีวิตดีขึ้นให้ได้
"คงต้องหาอะไรกินก่อนที่จะกินยาเสียก่อนดีกว่า ไม่อย่างนั้นคงได้ตายอีกรอบแน่ๆ ต้องเข้าไปหาอะไรกินที่ห้องของเธอที่เป็มิติน่าจะสะดวกกว่า และมีอาหารให้สามารถทำกินได้หลายอย่าง"
คิดได้อย่างนั้นแล้ว จึงได้หลับตานึกถึงห้องของเธอ เพื่อที่จะเข้าไปข้างใน และก็สามารถเข้าได้จริงๆ เมื่อเข้ามาเธอจึงคิดจะทำโจ๊กหมูสับ เพราะร่างนี้บอบบางและอ่อนแอมาก คงต้องหาอาหารอ่อนๆ กินไปก่อน หลังจากนั้นจึงได้ลงมือทำโจ๊กทันที
ผ่านไปไม่นานโจ๊กหอมๆ ก็ส่งกลิ่น ทำให้คนที่ไม่ได้กินอาหารมานาน เริ่มที่จะทนไม่ไหว จึงได้เริ่มกิน และสามารถกินจนหมดถ้วย หลังจากกินแล้ว จึงได้เอายาแก้ไข้ แก้ปวดกิน และนอนพักผ่อนเพื่อที่ร่างกายจะได้ฟื้นฟู เธอไม่ได้ออกไปนอนที่ด้านนอกมิติ เพราะว่าที่นั่นไม่สบายเหมือนที่ห้องนี้ เธออยากจะพักผ่อนให้เต็มที่เสียก่อน แล้วค่อยออกไป จึงนอนที่เตียงของเธอเอง
หลังจากหลับไปนานพอสมควรจากฤทธิ์ของยาที่ได้กินเข้าไป จึงได้ตื่นขึ้นมาพร้อมทั้งอาการไข้และปวดหัวดีขึ้นมาก และรู้สึกว่าแรงที่หายไปได้กลับมาบ้างแล้ว จึงคิดว่าจะออกไปด้านนอกก่อน เพราะกลัวว่าจะเป็ที่สงสัยเอาได้
"ก๊อก ก๊อก ก๊อก" เธอออกมาก็ได้ยินเสียงเคาะประตูห้อง แต่ไม่น่าจะใช่แม่เลี้ยงของเธอ เพราะว่าครั้งนี้ เสียงเคาะเบากว่ามาก และเคาะเหมือนกับว่ากลัวคนอื่นจะได้ยิน
"พี่ลี่อินครับ พี่ลี่อิน ผม หรงหรง เองครับ ผมเอาข้าวมาให้พี่ พี่ตื่นขึ้นมากินอาหารก่อนนะครับ จะได้มีแรง"
จากความทรงจำ คนที่กำลังเรียกเป็น้องชายชื่อว่า กุ้ยเลี่ยงหรง เป็ลูกของแม่เลี้ยง แต่นิสัยผิดแปลกจากแม่เลี้ยงอย่างมาก เป็คนที่จิตใจดี เพราะน้องชายคนนี้มักจะเป็ห่วงพี่สาวคนนี้เสมอ และคอยช่วยเหลือเป็ประจำ แม้จะถูกว่าหรือถูกตีก็ไม่ได้สนใจ แต่พยายามช่วยจนถึงที่สุด เท่าที่เด็กอายุ 10 ขวบจะทำได้
เมื่อคิดได้ดังนั้นจึงได้เปิดประตูให้น้องชายเข้ามาข้างใน เพราะเ้าตัวคงเป็ห่วงพี่สาวเหมือนที่แล้วมา เธอนึกจากความทรงจำที่มีอยู่
"พี่เป็ยังไงบ้างครับ ผมเอาข้าวมาให้ พี่รีบกินเร็วเข้า จะได้มีแรง"
เขาแอบแบ่งข้าวของเขาเอาไว้ให้พี่สาวได้กินด้วย เพราะแม่ไม่ได้ทำอะไรเผื่อพี่สาวเลย ทั้งที่รู้ว่าพี่สาวไม่สบายอยู่ก็ตาม เขากลัวว่าพี่สาวถ้าไม่ได้กินอะไรเลย จะไม่มีแรง และอาจจะป่วยมากยิ่งขึ้น
"พี่ดีขึ้นบ้างแล้ว หรงหรง กินหรือยัง"
"ผมกินแล้วครับ พี่ไม่ต้องห่วง พี่รีบกินเข้าครับ เดี๋ยวแม่มาเจอ ผมแอบแบ่งมาให้พี่"
เขาโดนตีไม่เท่าไร แต่เขาไม่อยากจะให้พี่สาวถูกตีไปด้วย แค่ที่ไม่สบายอยู่ก็อาการแย่มากแล้ว เพราะไม่มีใครไปตามหมอมาดูพี่สาวเขาเลย เขาเองก็แค่เด็ก คนหนึ่ง ไม่สามารถทำอะไรได้มาก
"ได้พี่สาวจะรีบกิน"
แม้จะไม่อยากกิน เพราะเพิ่งจะกินมาได้ไม่นาน แต่เมื่อเห็นน้องชายที่กำลังมองอยู่ด้วยความเป็ห่วง จึงได้กิน แม้มันจะยากลำบากก็พยายามที่จะกลืนกินให้ได้ และเมื่อเห็นเธอกินหมด น้องชายที่นั่งมองอยู่จึงได้ยิ้มออกมาอย่างดีใจ
"ขอบใจหรงหรง มากนะ ที่เป็ห่วงพี่ ตอนนี้พี่อิ่มมากแล้ว"
"อย่างนั้นพี่ก็นอนเถอะครับ ผมไม่รบกวนพี่แล้ว "
แต่หรงหรง ยังไม่ทันได้ออกไปจากห้อง เสียงที่ไม่อยากจะได้ยิน ก็ดังเข้ามา ทำให้ทั้งสองคนถึงกับสะดุ้ง ด้วยความใ
"แหม สบายจังเลยนะ มีคนนำอาหารมาให้กินถึงห้อง หรงหรง แม่บอกว่ายังไง ไม่ให้มายุ่งกับมัน แล้วทำไมไม่เคยที่จะเชื่อฟัง กี่ครั้งกี่หนแล้ว ที่แม่บอก ไม่เคยที่จะฟังเลยใช่หรือเปล่า"
"แม่ครับ พี่ลี่อิน ไม่สบายมาก แม่จะให้ผมมองดูพี่สาวเฉยๆ ผมทำไม่ได้หรอกครับ"
"มันไม่ตายง่ายๆ หรอก จะไปไหนก็ไป ไม่ได้ดั่งใจแม่เลย"
ลูกชายคนนี้มักจะทำให้เธอโมโหเสมอ ไม่รู้จะอะไรนักหนา บอกไม่ให้มายุ่งกับนังพี่สาวคนนี้กลับทำตรงกันข้าม แต่กลับพี่สาวอีกคนกลับไม่เข้ามาและไม่สนใจเลยด้วยซ้ำ
"แม่อย่าทำอะไรพี่ลี่อินนะครับ" เขาเป็ห่วงพี่สาว จึงบอกกับแม่
"แกรีบไปเลย ก่อนที่แม่จะโมโหมากกว่านี้"
จะไปก็ไม่ไปเสียที ยังจะเป็ห่วงมันอีก ยิ่งคิดก็ยิ่งไม่พอใจ จะเป็ห่วงมันอะไรกันนักกันหนา
กุ้ยเลี่ยงหรง อยากจะอยู่ต่อ เพราะเป็ห่วงพี่สาว ที่ยังไม่แข็งแรง กลัวว่าจะถูกแม่ทำร้ายเหมือนทุกครั้งที่ผ่านมา แต่กลัวว่าถ้าอยู่ จะทำให้แม่โมโหมากขึ้นไปอีก จึงจำใจต้องเดินออกไปด้วยความไม่สบายใจ
"กินอิ่มแล้ว คงจะมีแรงทำงานแล้วล่ะสิ อย่างนี้ก็ลุกขึ้นมาทำงานได้แล้ว อย่าทำตัวเป็คนี้เีอย่างนี้ เร็วเข้า เอาเสื้อผ้าไปซัก น้ำก็พร่องไปเยอะแล้ว ตักน้ำเติมให้เต็มตุ่ม เดี๋ยวจะไม่มีใช้"
ในเมื่อได้กินอาหารไปแล้ว ควรที่จะออกแรงทำงานได้แล้ว ไม่ใช่มานอนสบายอยู่อย่างนี้ เธออุตส่าห์ไม่ทำเผื่อมัน ลูกชายตัวดี ยังแอบเก็บมาแบ่งให้พี่สาวคนนี้ได้อีก
"น้าคะ ฉันยังไม่หายเลยค่ะ ตอนนี้แรงจะเดินยังไม่มี จะเอาแรงที่ไหนไปทำงาน ฉันขอพักอีกวันนะคะ พรุ่งนี้น่าจะดีขึ้นแล้ว ฉันจะลุกไปทำงานให้ค่ะ"
แม้ตอนนี้แรงเธอมาเยอะแล้ว และอาการไม่สบายเองก็ดีขึ้นเช่นเดียวกัน แต่เธอไม่อยากจะทำงานรับใช้คนพวกนี้นี่นา เลยคิดจะลองขอร้องดู แต่เหมือนเธอจะมองคนในแง่ดีเกินไป เพราะคำตอบที่ได้ฟัง ช่างแย่เสียเหลือเกิน
"แกไม่ต้องมาทำเป็โยกโย้ให้เสียเวลา ลุกขึ้นมาเดี๋ยวนี้ ดูจากตอนนี้ไม่เหมือนคนป่วยเลยสักนิด เมื่อก่อนเป็มากกว่านี้ ไม่เห็นว่าแกจะพูดมาก ไม่ผลัดเหมือนตอนนี้เลยสักนิด ออกมาจากห้องได้แล้ว" ทำเป็สำออยสิไม่ว่า
"น้า แต่ว่าฉันทำไม่ไหวจริงๆ นะคะ ถ้าให้ฉันไปทำตอนนี้ฉันต้องตายแน่ๆ เลยค่ะ"
ในเมื่อไม่อยากให้เธอตายนัก เอาเื่นี้มาขู่ดูสักหน่อยแล้วกัน พร้อมทั้งทำเหมือนคนไม่มีแรง เหมือนว่าแทบจะนั่งไม่ไหว เพื่อให้อีกคนได้เห็น
ส่วน ลู่เลี่ยงหรู ที่เห็นว่าลี่อิน เหมือนคนไม่มีแรงจริงๆ ก็กลัวว่าอีกฝ่ายจะตายขึ้นมาจริงๆ แล้วสิ่งที่เธอ้า ทั้งเงิน ทั้งหมูป่า และ้ากำจัดให้ ลี่อิน ออกไปจากบ้านนี้ไป สามีของเธอจะได้ไม่ต้องเห็นหน้ามันอีก เธอรู้ว่าสามีรักเมียเก่ามาก และลี่อินก็หน้าเหมือนเมียเก่ามากเช่นเดียวกัน ถ้ายังเห็นหน้ามันอยู่อย่างนี้ เขาก็ไม่ลืมเมียเก่าได้เสียที การให้ออกไปจากบ้านนี้ น่าจะเป็ทางเลือกที่ดี
"ก็ได้ แต่ว่าวันนี้ไม่ต้องกินข้าวเย็นแล้วนะ ในเมื่อกินไปแล้ว และไม่ได้ทำงานอะไร กินไปก็ไม่มีประโยชน์"
คงไม่ทำงานกินแค่นั้นก็พอแล้ว กินมากเปลืองข้าวเปล่าๆ
"ค่ะ"
ตอบรับเสียงเบา อย่างคนที่ไม่มีแรง เพราะอยากจะให้อีกฝ่ายเชื่อจริง พร้อมทั้งก้มหน้าไม่ใช่เพราะกลัวอะไร แต่้าจะเก็บรอยยิ้ม ที่สามารถทำให้แม่เลี้ยงเชื่อได้ว่าเธอไม่สามารถทำงานได้จริงๆ อย่างน้อยก็วันนี้ วันหนึ่งก็ยังดี ที่ไม่ต้องออกไปใช้แรงงาน
เมื่อแม่เลี้ยงเดินกลับไปแล้ว จึงรีบปิดประตูทันที กลัวว่าอีกฝ่ายจะเปลี่ยนใจ เธออยากจะพักให้แข็งแรงมากกว่านี้สักหน่อย แม้จะดีขึ้น แต่ก็ไม่ได้ดีขึ้นมากนะ และจากงานที่ กุ้ยลี่อิน ต้องรับผิดชอบนั้นไม่ใช่น้อยๆ เลย ไม่รู้ว่าต้องใช้ความอดทนสักแค่ไหน ถึงจะทนมาได้จนป่านนี้
เมื่อกลับมาอยู่กับตัวเองก็หาอะไรกินบำรุงเพิ่ม และกลับมาคิดเื่ที่ได้ยินแม่เลี้ยงคุยกับลูกสาว เื่ที่จะขายเธอให้กับชายต่างหมู่บ้าน แลกกับเงิน 5 หยวน ทำไมเธอถึงได้ราคาถูกอย่างนี้กัน หรือว่าหมูป่าราคาแพงหรือเปล่านะ ถึงได้เอาแค่เงินห้าหยวนเอง ยิ่งคิดยิ่งแค้นใจ
และยังต้องคิดอีกว่าจะทำยังไงต่อไปดี หรือว่าจะหนีดีนะ แต่ว่าถ้าหนี แล้วจะหนีไปไหน ไม่รู้จักที่นี่เลยสักนิด ถ้าไปก็เหมือนกับคนที่ตาบอดไม่เห็นทิศทาง มีแต่ตายกับตาย อยู่ที่นี่ไปก่อน อย่างน้อยก็ยังมีคนที่รู้จัก แม้จะร้ายไปสักหน่อย
"เอาน่า เราคงไม่โชคร้าย ขนาดนั้นหรอกนะ"
( ฝากติดตามด้วยนะคะ )