เทพอสูรมังกรไร้ขอบเขต

    พักแรมท่ามกลางพิรุณ

    การเดินทางของกองทัพประจิมเป็๲ไปได้อย่างราบรื่นไม่ติดขัด หลังจากเวลาผ่านไป 3 เดือนพวกเขาก็มาถึงสะพานข้ามแม่น้ำขนาดใหญ่ ซึ่งเมื่อข้ามไปก็ถือว่าเข้าสู่เขตชายแดนประจิมในทันที

     

    “เรียนท่านแม่ทัพ พวกเราจะเดินทางไปต่อหรือจะหยุดพักก่อนดีขอรับ” พ่อบ้านเหวินขี่ม้ามาหาเย่ชิงหยาง ก่อนจะเอ่ยถามเพื่อความแน่ใจ

     

    “พวกเราเดินทางติดต่อกันมาเป็๲เวลานาน.......หาที่เหมาะๆหยุดพักสักคืนก็ได้” ผู้เป็๲แม่ทัพตอบคำถามอย่างฉับไว พ่อบ้านเหวินเมื่อได้ยินเช่นนั้นก็รีบหยุดขบวนทัพและสั่งการให้ทหารตั้งกระโจมที่พักตรงบริเวณริมน้ำ ก่อนยามราตรีจะมาเยือน

     

    ในขณะเดียวกัน! ทางฝั่งของเย่ชิงหยางและภรรยากำลังเดินลงจากรถม้าของตนเองและมุ่งตรงไปยังรถม้าของราชวงศ์ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากกัน

     

    “องค์ชายสาม องค์หญิงหยุนฉางเยว่ กองทัพประจิมจะหยุดพักเป็๲เวลาหนึ่งคืน กระหม่อมขอเชิญทั้งสองพระองค์ไปพักผ่อนที่กระโจมดีกว่าขอรับ” เย่ชิงหยางผสานมือคาราวะพลางกล่าว

     

    ทันใดนั้น! ชายหนุ่มรูปงามในชุดอาภรณ์สีเขียวอ่อนก็พลันเดินลงมาจากรถม้า มือหนึ่งถือตำรา ส่วนอีกมือถือพัดลวดลายวิหค

     

    “ขออภัยท่านแม่ทัพ ตอนนี้หยุนฉางเยว่กำลังอยู่ในกระบวนการสำคัญของการเลื่อนระดับ พวกเราสองพี่น้องจึงไม่อาจทำตามคำเชิญของท่านได้” องค์ชายสามกล่าวอย่างสุภาพและจริงใจ

     

    นับ๻ั้๹แ๻่ออกเดินทางหยุนฉางเยว่ก็เอาแต่บ่มเพาะพลังอยู่ตลอดเวลา มันจึงไม่แปลกเลยที่นางจะเลื่อนระดับระหว่างการเดินทาง

     

    “ถ้าเช่นนั้นกระหม่อมขอเสนอให้ทหารย้ายกระโจมของทั้งสองพระองค์มาตั้งใกล้ๆกับรถม้าดีหรือไม่ขอรับ” เย่ชิงหยางเอ่ยปากแนะนำ

     

    “ตกลง เอาตามที่ท่านแม่ทัพว่ามาก็ได้” องค์ชายสามตอบกลับโดยไม่ต้องครุ่นคิดอะไรให้มากมาย

     

    ตัวเขาเองก็ไม่ค่อยอยากขึ้นไปรบกวนผู้เป็๲น้องสาวบนรถม้าสักเท่าไร ดังนั้นการตั้งกระโจมที่พักใกล้ๆจึงถือเป็๲ทางออกที่ดี

     

    “กระหม่อนจะรีบจัดการให้เดี๋ยวนี้” เย่ชิงหยางและภรรยาผสานมือคาราวะ ก่อนจะหันหลังเดินกลับไปสั่งการทหารให้เคลื่อนย้ายกระโจมขององค์หญิงและองค์ชายมาใกล้ๆรถม้า

     

    ซึ่งมันเป็๲เวลาเดียวกับที่เย่หยุนซีและหลิงจีกำลังยืนชมวิวทิวทัศน์กันอยู่ที่ริมแม่น้ำ

     

    “อ่า! ธรรมชาตินอกจักรวรรดิช่างแสนงดงาม เสี่ยวหลิง ท่านช่วยบรรเลงดนตรีให้ข้าฟังสักหนึ่งบทเพลงได้หรือไม่” เย่หยุนซีหันไปหาหลิงจีพลางกล่าว เสี่ยวหลิงคือชื่อที่เขาตั้งให้นางในขณะที่ยังปลอมตัวเป็๲บุรุษ

     

    “อืม.......ในเมื่อท่านอยากฟัง ผู้ติดตามคนนี้ก็ไม่คิดขัดศรัทธา”

     

    หลิงจีดึงพิณไม้สลักลวดลายดอกเหมยของตนเองออกมา จากนั้นเริ่มจรดปลายนิ้วบรรเลงเพลงด้วยท่วงท่าที่งดงาม ต่อเนื่อง และพลิ้วไหว ส่งผลให้ผู้ฟังอย่างเย่หยุนซีรู้สึกสงบใจราวกับได้หลุดเข้าไปในมิติซึ่งเต็มไปด้วยธรรมชาติและเสียงดนตรี

     

    ‘อ่า.........บรรยากาศที่เพลิดเพลินเช่นนี้ หากคงอยู่ตลอดไปก็คงจะดีไม่น้อย’ ในใจของเด็กหนุ่มครุ่นคิดอยู่แบบนั้น

     

    แต่ยังไม่ทันที่หลิงจีจะบรรเลงเพลงจนจบ จู่ๆหมู่เมฆาก็มืดครึ้ม หยาดพิรุณเริ่มโปรยปรายลงมาจากบนท้องฟ้าอันกว้างใหญ่

     

    “หือ! ฝนตกงั้นหรือ ช่างน่าเสียดาย” เย่หยุนซีถอนหายใจอย่างเบื่อหน่าย ก่อนพาหลิงจีเดินกางร่มกลับไปยังกระโจมของตนเองที่ถูกตั้งไว้ข้างๆกระโจมของบิดามารดา

     

    ซึ่งเมื่อมาถึง! ทั้งสองก็ถูกสวีหนิงเรียกไปทานอาหารในทันที

     

    “อ้าว แล้วองค์ชายสามกับองค์หญิงไม่ได้มาทานด้วยกันหรือขอรับ” เย่หยุนซีเอ่ยถามเมื่อมองไม่เห็นสองคนนั้น

     

    “องค์หญิงหยุนฉางเยว่กำลังอยู่ในกระบวนการเลื่อนระดับ องค์ชายสามจึงต้องเฝ้าอยู่ไม่ห่าง ดังนั้นพ่อจึงให้สาวใช้นำอาหารไปให้ทั้งสองพระองค์ทานแล้วล่ะ” เย่ชิงหยางกล่าว

     

    “โอ้ เป็๲เช่นนั้นเองหรือขอรับ” เย่หยุนซีพยักหน้าเบาๆก่อนจะเริ่มตักอาหารเข้าปากด้วยความโล่งอกโล่งใจ

     

    มองเห็นภาพนี้! หลิงจีที่นั่งอยู่ข้างๆก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกสงสัย จึงเอ่ยถามออกไปตรงๆว่า “คุณชายไม่อยากเจอว่าที่คู่หมั้นหรือ ไฉนพอรู้ว่านางไม่มาถึงได้อารมณ์ดีกันล่ะ?”

     

    เย่หยุนซียิ้มเจื่อนพลางส่ายศรีษะ “ก็ไม่ใช่ว่าไม่อยากเจอหรอกนะ แต่ตอนนี้ข้าไม่รู้ว่าจะทำตัวอย่างไรดีหากต้องเผชิญหน้ากับนาง”

     

     “คิดไม่ถึงจริงๆว่าคนฉลาดอย่างคุณชายจะมีด้านแบบนี้กับเขาด้วย” หลิงจียกมือป้องปากหัวเราะอย่างขบขัน

     

    “ใช่ แม่ก็คิดไม่ถึงเหมือนกัน” สวีหนิงยกยิ้มพลางกล่าวเสริมหลิงจี

     

    “โถ่ เสี่ยวหลิง ท่านแม่ ข้าเองก็เป็๲แค่เด็กหนุ่มอายุ 15 นะขอรับ” เย่หยุนซีกล่าวอย่างเหนื่อยหน่าย แต่คำพูดของเขากลับทำให้ทั้งโต๊ะอาหารพากันหัวเราะร่าอย่างอารมณ์ดี

     

    ทว่าหลังจากเวลาผ่านไปอีกไม่กี่อึดใจ! พ่อบ้านเหวินก็พุ่งเข้ามาในกระโจมใหญ่ ใบหน้าเต็มไปด้วยความร้อนรนอย่างเห็นได้ชัด

     

    “ฟุ๊บ”

     

    “เรียนท่านแม่ทัพ ฝูงอสรพิษวารีขอรับ ตอนนี้ฝูงอสรพิษวารีเกือบ 3 หมื่นตัวกำลังล้อมที่พักของพวกเราเอาไว้”

     

    เย่ชิงหยางลุกขึ้นจากโต๊ะอาหารออกเดินนอกในทันใด “สั่งให้องครักษ์ทั้งสิบคุ้มกันองค์หญิงและองค์ชายส่วนที่เหลือตามข้าไปจัดการพวกมัน”

     

    “ข้าน้อยรับคำสั่ง” พ่อบ้านเหวินรีบทำตามโดยไม่รอช้า

     

    ส่วนทางฝั่งของเย่หยุนซีเมื่อได้ยินคำว่า ‘อสรพิษวารี’ ตราลัญจกรเทพอสูรธาตุหยินของเขาก็พลันกระพริบไหว

     

    “แก่นอสูรธาตุวารีสามารถยกระดับอสรพิษเหมันต์นิมิตมายาได้” เสียงของเทพธิดาเซียนเหยาดังขึ้นมา ส่งผลให้เย่หยุนซีดวงตาเบิกกว้างด้วยความตื่นเต้นในทันที

     

    ‘แก่นอสูรใช้ยกระดับจิตอสูร โลหิตอสรพิษใช้ยกระดับกายา ดูเหมือนการล่าครั้งนี้ข้าจะมีแต่ได้กับได้’