หลังจากจี้เยี่ยนจื๋อแจ้งความแล้วทางกลุ่มบริษัทซื่อลี่ก็ส่งทนายความมาเพิ่มอีกหนึ่งคนพร้อมกับวิศวกรซุนซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบดูแลโครงการของสวีเหริน
เมื่อทั้งคู่มาถึงและรับช่วงต่อในการประสานงานกับตำรวจเพื่อยื่นหลักฐานเพิ่มเติมจี้เยี่ยนจื๋อก็ปลีกตัวเดินออกมาจากสถานีตำรวจเพียงลำพัง
“คุณจี้ครับ”
เสียงของหวังเจี้ยนหมิงดังขึ้นจากด้านหลังจี้เยี่ยนจื๋อเหยียดยิ้มเย็นชาพลางหันกลับไป “คุณหวังมีธุระอะไรเหรอครับ?”
“ผมอยากจะยืนยันกับคุณเรื่องหนึ่ง” อีกฝ่ายก้าวเข้ามาหยุดตรงหน้าเขา“ที่สวีเหรินได้ร่วมงานกับคุณเป็นเพราะเขาบอกว่าค้นพบวัสดุที่สามารถวัดอุณหภูมิความร้อนของแสงเฉพาะจุดในโครงสร้างพื้นผิวอัจฉริยะได้อย่างแม่นยำใช่ไหมครับ?”
จี้เยี่ยนจื๋อหรี่ตาคมปลาบน้ำเสียงเต็มไปด้วยความเคลือบแคลงชัดเจน “คุณรู้รายละเอียดลึกขนาดนี้ได้ยังไง?”
หวังเจี้ยนหมิงหลุบตาลงพลางถอนหายใจยาวราวกับแบกรับความหนักอึ้งเอาไว้เต็มอก “สวีเหรินเด็กคนนี้ฐานะทางบ้านลำบากมาตลอดผมเลยนึกว่าเรื่องคราวนี้เขาแค่ทำผิดเพราะอารมณ์ชั่ววูบ ไม่นึกเลยว่า...ไม่นึกเลยว่าเขาจะวางแผนฮุบผลงานวิจัยของลูกชายผมมาตั้งแต่ต้น”
เมื่อได้ยินดังนั้นจี้เยี่ยนจื๋อก็เข้าใจทันทีว่าทำไมหวังเจี้ยนหมิงถึงกล้าเสี่ยงเรียกเขาไว้
ตราบใดที่สวีเหรินไม่อาจแก้ต่างให้ตัวเองได้ลูกชายของเขาก็จะไม่เพียงแต่มีอนาคตที่สดใสแต่ยังสามารถเข้าไปทำงานในกลุ่มบริษัทซื่อลี่แทนที่สวีเหรินได้อีกด้วย
จี้เยี่ยนจื๋อหัวเราะเยาะในใจแต่ภายนอกกลับแสร้งทำเป็นขมวดคิ้วเคร่งขรึม “ข้อมูลที่สวีเหรินให้ผมมารวมไปถึงผลการทดลองมันสมบูรณ์มาก คุณจะมาพูดลอยๆ แล้วให้ผมเชื่อเลยอย่างงั้นเหรอ?”
คราวนี้หวังเจี้ยนหมิงกล้าสบตาเขาพร้อมเอ่ยด้วยน้ำเสียงลำบากใจ “เรื่องมาถึงขั้นนี้แล้วผมก็ไม่กล้าปิดบังคุณแล้วละครับ ความจริงแล้ววัสดุนี้ผมเป็นคนค้นพบตั้งแต่แรกแต่เพราะลูกชายผมมันไม่ได้เรื่อง ผมก็เลยต้อง... เฮ้อ...”
คนเรามักจะได้รับความเชื่อถือได้ง่ายขึ้นเมื่อยอมเปิดเผยจุดด่างพร้อยของตนเองหวังเจี้ยนหมิงเป็นฝ่ายหยิบยื่นชะงักติดหลังให้ ทว่าจี้เยี่ยนจื๋อกลับนิ่งเงียบคล้ายกำลังชั่งน้ำหนักบางอย่างในใจ
เมื่อเห็นดังนั้นหวังเจี้ยนหมิงจึงรีบหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาและเปิดร่างวิทยานิพนธ์ที่สวีเหรินส่งให้เขาเมื่อตอนต้นเดือนธันวาคมขึ้นมา“ประธานจี้ดูสิครับ ตอนนั้นเขาไม่ได้เอ่ยถึงเทคโนโลยีโพรบ SERSเลยด้วยซ้ำ นั่นหมายความว่าแม้แต่ทิศทางการทดลองโดยรวมเขาก็ยังทำผิดแล้วเขาจะไปค้นพบวัสดุโพรบตัวใหม่บนพื้นฐานเทคโนโลยีนี้ภายในเวลาสั้นๆได้ยังไงกันครับ”
ดวงตาของจี้เยี่ยนจื๋อพลันวูบไหวถ้าเขาจำไม่ผิด ช่วงเวลานี้ตรงกับวันก่อนที่สวีเหรินจะไปเป็นครูสอนพิเศษพอดี
วันต่อมาสวีเหรินมาสอนจี้ทิงแต่แล้วก็ขอตัวกลับกะทันหันกลางคัน พอถึงมหาวิทยาลัยก็หมกตัวอยู่ในห้องแล็บทันที
นอกจากความตื่นเต้นที่ได้ค้นพบวัสดุใหม่แล้วเขาก็นึกเหตุผลอื่นไม่ออกเลยว่ามีอะไรที่ทำให้สวีเหรินกระตือรือร้นได้ขนาดนั้น
แน่นอนว่าหวังเจี้ยนหมิงย่อมไม่รู้ว่าจี้เยี่ยนจื๋อกำลังคิดอะไรอยู่เขายังคงยืนยันว่าสามารถหาข้อมูลการวิจัยที่สมบูรณ์กว่าของสวีเหรินมาให้ได้
“ผมเข้าใจแล้ว รอให้วิศวกรซุนออกมา ผมจะให้เขาประสานงานกับคุณเอง”
ในหัวของเขามีเรื่องให้คิดมากเกินไปจึงตอบปัดไปส่งๆ และในตอนที่เขากำลังจะเดินกลับไปที่รถหวังเจี้ยนหมิงกลับขยับมาขวางหน้าเขาไว้
“ประธานจี้ครับ ผมรู้ว่าคำขอนี้อาจจะดูเห็นแก่ตัวไปหน่อยแต่ช่วยถอนแจ้งความได้ไหมครับ ถือซะว่าให้โอกาสสวีเหรินสักครั้ง”
ทว่าผลที่ได้กลับผิดคาดสีหน้าของจี้เยี่ยนจื๋อไม่ได้สั่นคลอนแม้แต่น้อยเขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบราวกับหิมะ “คนที่ทำผิดร้ายแรงขนาดนี้สมควรได้รับบทเรียนที่สาสมเท่านั้นครับ”
พูดจบเขาก็เดินเลี่ยงหวังเจี้ยนหมิงขึ้นรถไปทันที
เมื่อรถเคลื่อนตัวออกจากหน้าสถานีตำรวจจี้เยี่ยนจื๋อก็เอนกายพิงเบาะรถอย่างใช้ความคิด ครู่หนึ่งเขาก็หยิบโทรศัพท์ออกมา
ทันทีที่หน้าจอสว่างขึ้นเขาจึงเห็นว่ามีคนส่งอีเมลมาหา หัวข้อคือ : [ให้ฟางเจี๋ยไปเซ็นสัญญาเช่าบ้าน]
ข้อความนี้ทุกตัวอักษรล้วนเข้าใจง่ายแต่ความหมายกลับทำให้จี้เยี่ยนจื๋อต้องขมวดคิ้ว
เขาเปิดอ่านเมลด้วยความไม่เข้าใจและพบว่าข้างในมีเอกสารและไฟล์วิดีโอนับสิบไฟล์ เขาคลิกเปิดไฟล์แรกภาพชายสวมเสื้อเชิ้ตสีขาวพลันปรากฏขึ้นบนหน้าจอ: “พี่ครับผมมาถึงแล้ว... ดูสิ ตู้รองเท้าพวกนี้ใหม่เอี่ยมเลย...”
จี้เยี่ยนจื๋อมองไปยังหน้าต่างเล็กๆที่มุมขวาบน นั่นคือใบหน้าของฟางเจี๋ย เลขาของเขาไม่ผิดแน่
หัวคิ้วของเขาขมวดมุ่นพลางตรวจสอบชื่อผู้ส่งอีกครั้ง ไอดีเป็นชุดตัวเลขตามด้วยชื่ออีเมล
ในวินาทีนั้นเองวิดีโอก็ถูกเร่งความเร็วอย่างรวดเร็วจนไปหยุดตรงตอนที่ชายในเสื้อเชิ้ตกำลังเปิดตู้มีลูกศรสีเหลืองสว่างชี้ไปที่โน้ตบุ๊กซึ่งวางอยู่ชั้นบนสุดนั่นคือโน๊ตบุ๊กของสวีเหริน
รูม่านตาของจี้เยี่ยนจื๋อหดเกร็งและวิดีโอก็เริ่มเร่งความเร็วอีกครั้ง...
“ตายจริง บังเอิญจังเลยนะผู้เช่าคนปัจจุบันของเขาก็มาจากมหาลัยปักกิ่งวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเหมือนกัน...”
หลังจากดูเนื้อหาในอีเมลจนจบจี้เยี่ยนจื๋อก็เอนหลังพิงเบาะ โดยไม่รู้ตัวเลยว่าฝ่ามือของตนมีเหงื่อซึมออกมาบางๆ
ที่แท้‘คนผู้นั้น’ ไม่เพียงแต่รู้เรื่องที่เกิดกับสวีเหรินแล้วแต่ภายในเวลาเพียงสองชั่วโมงเขายังสามารถแกะรอยสัญญาณโทรศัพท์ไปจนถึงการอนุมานขั้นตอนการกระทำผิดของหวังเจี้ยนหมิงได้อย่างทะลุปรุโปร่ง
ยิ่งไปกว่านั้นเขายังจัดการปิดจ็อบมัดตัวจำเลยจนดิ้นไม่หลุดโดยใช้ตัวตนของฟางเจี๋ยทั้งที่เจ้าตัวไม่ได้ปรากฏตัวออกมาเลยด้วยซ้ำ
ทั้งพยานหลักฐานมัดตัว รวมถึงหลักฐานปลีกย่อยในทุกขั้นตอนถูกส่งมาให้เขาครบถ้วนในอีเมลทั้งหมดมีเพียงคำขอสุดท้ายทิ้งท้ายไว้เพียงประการเดียว
[ก่อนห้าโมงเย็น ให้ฟางเจี๋ยไปเซ็นสัญญาเช่าบ้าน สัญญาเช่าระยะยาวสามปีส่วนค่าเช่าผมจะให้สวีเหรินโอนคืนให้คุณเอง]
จี้เยี่ยนจื๋อถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ใช่แล้ว... ในที่สุดเขาก็ล่อคนผู้นั้นออกมาจนได้ และมีช่องทางติดต่อกันทางอ้อมแล้ว
ทว่าทั้งที่บรรลุเป้าหมายแต่ในใจของจี้เยี่ยนจื๋อกลับผุดความรู้สึกหงุดหงิดและวุ่นวายขึ้นมา
เขาเรียนรู้หลักการหนึ่งมาตั้งแต่เด็กหากเรื่องเล็กๆ ไม่ได้รับความสนใจ ก็จงทำให้ความขัดแย้งรุนแรงขึ้นเพื่อบีบให้คนที่สามารถแก้ปัญหาใหญ่ได้ต้องยอมเสนอหน้าออกมาจัดการ
ที่จี้เยี่ยนจื๋อแจ้งความไปก่อนหน้านี้นอกจากอยากจะขยี้หวังเจี้ยนหมิงให้จมดินแล้วความจริงเขายังต้องการใช้สวีเหรินเป็นเหยื่อล่อเพื่อตกคนคนนั้นออกมา
ตราบใดที่คนคนนั้นเป็นห่วงสวีเหรินจริงๆเขาย่อมต้องยอมปรากฏตัว และเมื่อใดที่ยื่นมือเข้ามาแทรกแซงย่อมต้องทิ้งร่องรอยไว้เสมอ
แต่ผลปรากฏว่าอีกฝ่ายกลับมองแผนการของเขาออกอย่างทะลุปรุโปร่งทุกย่างก้าวถูกวางไว้อย่างไร้รอยต่อแม้แต่การเก็บกวาดช่วงท้ายก็ยังส่งต่อมาถึงมือเขาได้อย่างสมบูรณ์แบบ
นอกจากนี้ในบรรดาเลขาทั้งสามคนคนที่เขาไว้ใจที่สุดก็คือฟางเจี๋ย
มุมปากของจี้เยี่ยนจื๋อยกยิ้มอย่างขมขื่นการที่คนผู้นั้นทำแบบนี้ เกรงว่าจะเป็นการส่งคำเตือนมาถึงเขาในรูปแบบหนึ่ง
อีกฝ่ายอยู่ในที่มืดส่วนเขาอยู่ในที่แจ้ง ต่อให้ร่วมงานกันไม่ได้ ก็จงอย่าได้กลายเป็นศัตรูกันเด็ดขาด
จี้เยี่ยนจื๋อสลัดความนึกคิดก่อนหน้านี้ทิ้งไปเขาจัดการส่งต่อหลักฐานในอีเมลให้คนไม่กี่คนและกำชับฟางเจี๋ยเป็นพิเศษว่าต้องท่องจำเนื้อหาบทสนทนาของอีกฝ่ายในวิดีโอให้ได้ทุกคำ
พอส่งข้อความวีแชตเสร็จสายจากทนายหลิวก็โทรเข้ามาพอดี
“ฮัลโหลครับประธานจี้ สวีเหรินเพิ่งออกมาครับ”
รถของจี้เยี่ยนจื๋อยังไปไม่ไกลเขาจอดรออยู่ที่หัวมุมถนนฝั่งตรงข้าม “พาเขามาหาผม”
...
ไม่กี่นาทีต่อมากระจกรถก็ถูกเคาะเบาๆ
จี้เยี่ยนจื๋อเลื่อนกระจกลงสวีเหรินที่อยู่นอกรถยืนก้มตัวลงเล็กน้อย สภาพของเขาเหมือนคนอ่อนแรงแม้แต่แววตาก็ยังดูเหม่อลอย
“ประธานจี้ครับ เรื่องที่สถานีตำรวจผมได้ยินจากทนายหลิวแล้ว ผม...”
จี้เยี่ยนจื๋อเอ่ยเสียงเรียบ“ขึ้นมาคุยบนรถก่อนเถอะ”
สวีเหรินส่ายหน้า“ผมไม่อยากสร้างปัญหาให้คุณเพิ่มแล้วละครับผมว่าผมกลับมหาลัยก่อนดีกว่า”
“ขึ้นรถ”
หวังเจี้ยนหมิงไปร้องเรียนที่มหาวิทยาลัยแล้วสวีเหรินกลับไปตอนนี้ไม่รู้จะต้องเจอกับมรสุมอะไรบ้างให้อยู่กับเขาก่อนนี่แหละดีที่สุด
สวีเหรินเม้มปากแน่นสุดท้ายก็ได้แต่เดินอ้อมไปขึ้นรถอีกฝั่ง
เมื่อรถขับออกไปได้ไกลพอสมควรจี้เยี่ยนจื๋อเหลือบมองสวีเหรินที่นั่งคอตก ก่อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นชา“คนคนนั้นช่วยคุณแก้ปัญหาจนจบแล้ว คุณยังไม่มีสติอีกเหรอ”
สวีเหรินชะงักไปเขาหันมามองอีกฝ่ายอย่างมึนงง “อะไรนะครับ...ใครเหรอครับ?”
จี้เยี่ยนจื๋อรู้สึกว่าอีกฝ่ายดูเหมือนจะบื้อจริงหรือไม่ก็กำลังแกล้งโง่เขาจึงแค่นยิ้มเยาะ “ถ้าผมบอกว่าคนคนนั้นคือจี้ทิง...คุณจะเชื่อไหมล่ะ?”