ตอนที่เด็กหนุ่มตัวอ้วนหันมามองอย่างกล้าๆ กลัวๆ นั้น เหลียนนั่วก็ฉีกยิ้มออกมา
รอยยิ้มที่เหมือนอาบด้วยสายลมฤดูใบไม้ผลิ ทั้งที่เป็เด็กหนุ่มผอมซูบเหมือนกิ่งไม้แห้ง แต่รอยยิ้มของเขากลับใสสะอาดราวกับไม่มีสิ่งใดเจือปน ผลิบานราวกับได้พบสิ่งที่ชื่นชอบ
เหลียนนั่วเดินเข้าไปหาเด็กหนุ่มตัวอ้วน ดวงตาทั้งคู่กวาดมองอีกฝ่ายขึ้นลงอย่างไม่เกรงใจ ก่อนจะพยักหน้ากับตัวเอง
ไม่ใช่แค่เด็กหนุ่มตัวอ้วนที่รู้สึกขนลุกชัน แม้แต่เด็กหนุ่มอันธพาลก็ยังรู้สึกจับต้นชนปลายไม่ถูก
แค่กวาดตามองยังไม่พอ เหลียนนั่วยังยื่นมือออกไป ลูบเนื้อตัวเด็กหนุ่มตัวอ้วนไปหลายที ผิวขาวๆ เนื้อนุ่มๆ... ร่างกายนี้ เทียบกับร่างกายของเขาในยุควันสิ้นโลก ไม่เพียงคล้ายคลึงกัน แต่ััที่ให้ยังเหมือนกันด้วย
ทันใดนั้น เหลียนนั่วก็หรี่ตา ตัวเขาในยุควันสิ้นโลกะเิตัวเองไปแล้ว จากนั้นก็เข้ามาอยู่ในร่างนี้ แล้วถ้าะเิร่างนี้ทิ้งอีก เขาจะเข้าไปอยู่ในร่างของเด็กหนุ่มตัวอ้วนคนนี้ได้ไหมนะ แน่นอนว่าก่อนหน้านั้นจะต้องฆ่าเด็กหนุ่มตัวอ้วนคนนี้ก่อน
คิดได้อย่างนี้ แววตาของเหลียนนั่วก็ฉายรอยสังหารที่ไม่มีแม้แต่ความลังเล
สำหรับมนุษย์ในยุควันสิ้นโลก กับเื่เข่นฆ่าสังหาร ไม่มีความจำเป็ต้องลังเลใดๆ
แววตาสังหารที่วาบผ่านขึ้นมานั้น เด็กหนุ่มตัวอ้วนเห็นเต็มตา ทำเอาเขาหน้าซีดเผือด “ฉัน...ฉัน...” เขาคิดว่าตัวเองไม่ได้หาเื่อะไรอีกฝ่ายสักหน่อย แต่เสียงที่จะโต้แย้งกลับตีบตันอยู่แค่ในลำคอ ทำอย่างไรก็พูดออกมาไม่ได้
"นายชื่ออะไร" เหลียนนั่วถาม ไอสังหารหายไปแล้ว พอกะพริบตามองเขาอีกครั้งก็พบว่าเป็แค่เด็กหนุ่มตัวผอมเตี้ย ท่าทางขาดสารอาหารเหมือนคนที่อาศัยในสลัม
“ปะ...ป๋ายโยว” เด็กหนุ่มตัวอ้วนหรือก็คือป๋ายโยวตอบกลับไป
“ป๋ายโยว...ฉัน...”
“เ้าหนู นายวิ่งมาถึงนี่ได้ยังไง” คำพูดของเหลียนนั่วถูกเสียงเข้มของชายคนหนึ่งดังขัดจังหวะ หลังสะสางงานเสร็จโอวเิตั้งใจจะไปตรวจดูอาการของเหลียนนั่วที่ห้อง ผลปรากฏว่าในห้องผู้ป่วยว่างเปล่า โชคดีที่ชุดผู้ป่วยของโรงพยาบาลจักรวรรดิมีเครื่องติดตามตัวอยู่ โอวเิถึงตามมาเจอเขาที่นี่
เสียงของโอวเิน่าฟังมาก เป็เสียงกังวานที่แฝงความอบอุ่น กลิ่นอายบนตัวก็กล้าแข็ง ระหว่างที่พูดสายตาก็เหลือบมองเด็กหนุ่มอันธพาลคนนั้น
เด็กหนุ่มอันธพาลเห็นอย่างนั้นก็รีบหันหลังวิ่งหนีไปทันที
“ผมมาอาบแดดครับ” เหลียนนั่วตอบ จากนั้นก็หันไปหาป๋ายโยว “ไปกันเถอะ”
“หา” ป๋ายโยวตามไม่ทัน
“เดินตามฉันมาสิ” เหลียนนั่วย้ำอีกครั้ง
“อ้อ” ป๋ายโยวเดินตามเหลียนนั่ว แต่เพิ่งเดินไปได้ไม่กี่ก้าว เขาก็นึกสงสัยขึ้นมา ทำไมเขาต้องเดินตามอีกฝ่ายไปด้วยล่ะ “คือว่า...” ป๋ายโยวดึงชายเสื้อของเหลียนนั่วเบาๆ “นายเป็ใครเหรอ”
“เหลียนนั่ว” เขาตอบ
“สวัสดีเหลียนนั่ว ฉันชื่อป๋ายโยว เป็นักเรียนปีสอง สาขาบริการอาหารและเครื่องดื่มของโรงเรียนทหาร ยินดีที่ได้รู้จักนะ” ป๋ายโยวแนะนำตัวอย่างเป็กันเอง
สาขาบริการอาหารและเครื่องดื่มเหรอ
เหลียนนั่วเลียริมฝีปากตัวเองตามจิตใต้สำนึก “นายทำอาหารเป็เหรอ”
พอได้ยินคำว่าอาหาร ป๋ายโยวก็กระตือรือร้นขึ้นมาทันที “อย่างอื่นฉันทำไม่เก่งสักอย่าง ยกเว้นเื่อาหาร ทั้งอาจารย์ทั้งเพื่อนร่วมชั้นของฉันต่างพูดเป็เสียงเดียวกัน ว่าอาหารที่ฉันทำรสชาติอร่อยมาก อนาคตฉันสามารถเป็นักโภชนาการหาเลี้ยงตัวเอง อาชีพในอุดมคติของฉันคือการเป็นักโภชนาการของกองทัพ แต่มีแค่นักเรียนที่จบจากโรงเรียนทหารเท่านั้น ถึงจะเป็นักโภชนาการของกองทัพได้”
“อ้อ งั้นทำไมถึงต้องเป็นักโภชนาการของกองทัพด้วยล่ะ” เป็นักโภชนาการของที่อื่นไม่เหมือนกันหรือไง เหลียนนั่วรู้สึกเป็ห่วง สมองของคนคนนี้ที่ดูเหมือนจะไม่ปกติ ถ้าหากเขาะเิตัวเองแล้วเข้าไปอยู่ในร่างนั้น ไม่รู้ว่าความโง่จะสืบทอดมาถึงตัวด้วยหรือเปล่า
“เพราะว่าพ่อฉันเป็ทหาร ต่อมาเขาตายตอนไปรบ ั้แ่เด็กฉันก็ได้ยินพ่อเล่าเื่ต่างๆ ในกองทัพ แต่สภาพร่างกายฉันไม่มีคุณสมบัติของการเป็ทหาร ฉันก็เลยได้แต่เป็นักโภชนาการในกองทัพ ความฝันของฉันคือการได้ประจำการในหน่วยทหารที่พ่อฉันเคยสังกัด จะได้สานฝันของพ่อต่อด้วย ถึงฉันจะมีกำลังน้อยนิดก็ตาม” น้ำเสียงของป๋ายโยวแฝงความแน่วแน่อย่างที่ปกติไม่เคยมี แววตาของเขาฉายแววกล้าหาญและความคาดหวังต่ออนาคต
ฝีเท้าของเหลียนนั่วชะงักไปครู่หนึ่ง
โอวเิเดินตามหลังพวกเขา พอได้ยินบทสนทนาของทั้งคู่ก็อดถามอย่างแปลกใจไม่ได้ “พ่อนายเคยสังกัดหน่วยไหนเหรอ”
ในจักรวรรดิ ทหารที่ตายในสนามรบมีนับไม่ถ้วน
“หน่วยหมาป่าสีน้ำเงินครับ” ป๋ายโยวตอบ
“หมาป่าสีน้ำเงินงั้นเหรอ” โอวเิประหลาดใจมาก
“ทหารหน่วยนี้โด่งดังมากเหรอ” เหลียนนั่วถาม ร่างนี้ไม่มีความทรงจำเกี่ยวกับหน่วยหมาป่าสีน้ำเงินเลย