เรื่องราวทางฝั่งหลงเย่นั้นซูอี้หว่านและครอบครัวหารู้ไม่
ทั้งสามคนเดินซื้อของมากมายบนถนนจนในที่สุดก็เข็นรถลากที่เต็มไปด้วยสิ่งของกลับบ้านด้วยสีหน้าอิ่มเอม
เมื่อถึงบ้านซูอี้โจวและเซียวจวิ้นอันก็ช่วยกันขนของที่ซื้อมาลงจากรถส่วนซูอี้หว่านก็นำเนื้อหมูและสับปะรดที่เพิ่งซื้อมา รวมถึงผักอื่นๆมาเตรียมทำอาหารกลางวัน
"หว่านหว่าน นี่คือสับปะรดหรือ?"
เมื่อเห็นสิ่งนี้จางอ้ายหลินก็อดไม่ได้ที่จะเบิกตากว้าง "ถ้าจะว่าไปพวกเราไม่ได้กินมาหลายปีแล้วใช่หรือไม่?"
นางกล่าวพลางส่ายหน้าถอนหายใจดวงตาจ้องมองการกระทำของซูอี้หว่านไม่ละสายตาในไม่ช้าก็รู้ว่านางกำลังจะทำอาหารอะไร
"หว่านหว่านจะทำผัดเปรี้ยวหวานสับปะรดใช่ไหม?" จางอ้ายหลินยิ้ม"เจ้าช่างเป็นห่วงใยพี่ชายเจ้านักหากวันหน้าพี่ชายเจ้ารังแกเจ้า ท่านแม่จะอยู่ข้างเจ้าเอง"
เมื่อได้ยินเช่นนั้นซูอี้หว่านก็เหลือบมองนางอย่างจนใจ "ท่านแม่ท่านหมายความว่าถ้าข้าไม่ทำอาหารให้พี่ชาย ถึงตอนที่พี่ชายรังแกข้าท่านก็จะไม่เข้าข้างข้าอย่างนั้นหรือ?"
เมื่อสบกับสายตาตัดพ้อของลูกสาวจางอ้ายหลินก็กระแอมสองครั้ง แล้วเอื้อมมือไปลูบศีรษะนาง"จะเป็นไปได้อย่างไร หว่านหว่านคือแก้วตาดวงใจของแม่นะแม่ต้องรักเจ้าที่สุดอยู่แล้ว"
ซูอี้โจวหอบแฮ่กๆยกตะกร้าผักลงจากรถลาก หันไปได้ยินบทสนทนาของพวกนาง ก็วางตะกร้าผักลงเบ้ริมฝีปากมองแม่ลูกทั้งสอง "ท่านแม่หว่านหว่าน เหตุใดพวกท่านถึงทำกับข้าเช่นนี้ ข้ายังไม่ได้ทำอะไรสักหน่อย..."
"แฮ่ม..."
จางอ้ายหลินพยักหน้า"ข้ากับหว่านหว่านก็แค่ล้อเล่นเท่านั้นเอง เป็นอะไรไปผู้ชายอกสามศอกไยถึงใจน้อยเช่นนี้!"
เมื่อตำหนิลูกชายอย่างไม่ไว้หน้าจางอ้ายหลินก็หัวเราะขึ้นมาทันที ตบแขนซูอี้หว่าน จงใจพูดเสียงดัง"หว่านหว่าน อาหารที่ข้าส่งไปจวนเจ้าเมืองเมื่อเช้านี้คุณหนูฉินชื่นชอบเป็นอย่างมาก ตอนเที่ยงเจ้าจะทำอะไรให้นางกินอีกดี?"
เมื่อกล่าวจบนางก็ยกมือขึ้นทุบหลัง ทำท่าถอนหายใจ "อายุมากแล้วทำงานแค่ประเดี๋ยวประด๋าว ก็เริ่มไม่ไหวแล้ว เฮ้อ..."
"หว่านหว่าน ตอนเที่ยงเจ้าก็ให้พี่ชายเจ้าเอาไปส่งเถอะข้าเดินไม่ไหวแล้วล่ะ"
เมื่อกล่าวจบจางอ้ายหลินก็แอบขยิบตาให้ซูอี้หว่าน แล้วหันหลังกลับเข้าห้องขณะเดินไปถึงหน้าประตูก็ไม่ลืมที่จะส่งสายตาให้ซูอี้หว่านอีกครั้งบอกให้นางอย่าลืมเรียกตนเองตอนกินข้าว
ซูอี้หว่านจะไม่เข้าใจความหมายของนางได้อย่างไรได้แต่ส่ายหน้าอย่างขำไม่ออก หันไปมองพี่ชายด้วยสายตาจนใจไม่อาจช่วยเหลือจากนั้นก็ตั้งหน้าตั้งตาจัดการสับปะรดในมือต่อไป
ความหมายของมารดาตนเองซูอี้โจวจะไม่เข้าใจได้อย่างไร ทั้งหมดก็เพื่อส่งเขาไปจวนเจ้าเมืองหวังให้ได้ใกล้ชิดคุณหนูทั้งสองเท่านั้นเอง
บอกว่าตัวเองแก่ตัวลงทุกวันแถมยังเหนื่อยง่ายอีก ซูอี้โจวอยากจะยื่นกระจกให้จางอ้ายหลินดูเสียจริงให้เห็นกับตาว่าใบหน้าที่ดูอ่อนเยาว์ราวกับสาวแรกรุ่นนั้น มีเค้าความแก่ชราตรงไหน?
อีกทั้งฝีเท้าที่คล่องแคล่วของท่านแม่นั้นตรงไหนกันที่แสดงว่าเหนื่อย?
แต่ก็ช่วยไม่ได้ซูอี้โจวทำได้เพียงคิดในใจเท่านั้น หากทำให้มารดาโกรธขึ้นมาจริงๆตนเองก็คงไม่สบายใจนัก
ก็แค่ไปส่งอาหารเท่านั้นไม่เห็นจะมีอะไร
เมื่อคิดว่ามื้อเที่ยงวันนี้มีผัดเปรี้ยวหวานสับปะรดที่ตนเองชื่นชอบเขาก็ไม่มีเรื่องให้ต้องกังวลใจอีกต่อไป
เมื่อซูอี้หว่านเริ่มต้นทำอาหารร่างทั้งร่างก็จดจ่ออยู่กับสิ่งที่ทำ ความคิดคำนึงทั้งหมดจมดิ่งอยู่กับการปรุงรสความอ่อนโยนและสงบในตัวนางกลับฉายชัดยิ่งขึ้น
เซียวจวิ้นอันช่วยเก็บของเรียบร้อยแล้วจึงอาสาไปนั่งหน้าเตาช่วยสุมไฟแอบชำเลืองมองใบหน้าด้านข้างอันอ่อนหวานของนางอยู่เนืองๆแววตาฉายความอ่อนโยนที่แม้แต่เขาเองก็ยังนึกไม่ถึง
ถึงแม้จะไม่มีเครื่องมือปอกสับปะรดโดยเฉพาะแต่ด้วยฝีมือการใช้มีดที่ยอดเยี่ยมของนาง การจัดการกับสิ่งนี้จึงเป็นเรื่องง่ายในไม่ช้าก็นางจัดการมันจนเรียบร้อย
นางหั่นสับปะรดครึ่งลูกเป็นแว่นอย่างรวดเร็วจากนั้นจึงแช่ลงในน้ำเกลือ เมื่อหม้อเริ่มร้อนนางก็รินน้ำมันพืชลงไปครึ่งกระป๋องอย่างต่อเนื่อง ระหว่างรอน้ำมันร้อนนางตอกไข่ขาวลงในเนื้อหมูที่หมักไว้ คลุกเคล้าให้เข้ากันแล้วนำไปคลุกกับแป้งมันในจาน หลังจากคลุกแป้งให้ทั่วชิ้นเนื้อแล้วนางก็โยนหมูลงทอดในน้ำมันเดือด
ขณะทอดเนื้อนางก็หั่นพริกหยวกและแครอทเป็นชิ้นอย่างรวดเร็ว
ทอดเนื้อจนเป็นรูปเป็นร่างตักขึ้นมาสะเด็ดน้ำมัน รอจนน้ำมันร้อนเจ็ดแปดส่วน ค่อยนำกลับลงไปทอดอีกครั้งทอดให้กรอบ นำพริกหยวกและหงหลัวปัว (แครอท) ไปลวกในน้ำมันร้อนๆ ก็ตักขึ้นมาได้
เรื่องที่เหลือก็ง่ายขึ้นมากใส่ซอสมะเขือเทศ น้ำตาลทราย และน้ำส้มสายชูลงในหม้อ เติมน้ำเปล่าลงไปในตอนสุดท้ายผสมจนน้ำแกงเหนียวข้นก็นำสิ่งเหล่านี้ทั้งหมดลงไปผัดคลุกเคล้าจนกระทั่งซอสข้นเคลือบทุกชิ้นส่วนอาหาร จานนี้ก็เป็นอันเสร็จ
ผัดเปรี้ยวหวานสับปะรดจานนี้นางทำมาเต็มจานหลังจากนั้นก็ผัดพริกหยวกหมูสับอย่างคล่องแคล่ว ผัดผักกาดขาว แล้วทำแกงจืดไข่พอเสร็จทั้งหมดนี้ก็กินข้าวได้แล้ว
ส่วนอาหารกลางวันที่เตรียมไว้ให้คุณหนูฉินนั้นมีน้ำแกงบำรุงร่างกายที่ต้องเคี่ยวอีกสักพัก ดังนั้นจึงไม่รีบร้อนในตอนนี้โชคดีที่ตอนนี้เพิ่งจะเลยยามซื่อ (09.00 - 11.00 น.) ไปไม่นาน เวลาจึงยังไม่สาย
"ทุกคน กินข้าวได้แล้ว!"
ซูอี้หว่านยกผัดผักกาดขาวจานสุดท้ายมาวางบนโต๊ะแล้วตะโกนเรียกเสียงดัง
ถึงแม้ว่าจางอ้ายหลินจะกลับเข้าไปในห้องก่อนหน้านี้แต่ก็ถูกกลิ่นเปรี้ยวหวานนี้ดึงออกมานานแล้วซูอี้โจวก็ยิ่งรออยู่ที่โต๊ะตั้งแต่เนิ่นๆ ไม่มีกะจิตกะใจจะทำอย่างอื่นอีก
มีเพียงเซียวจวิ้นอันที่ไม่เคยกินอาหารจานนี้มาก่อนเดิมทีเขาไม่เชื่อนักว่าสับปะรดจะสามารถทำอาหารอร่อยๆ ได้ไม่ใช่ว่าไม่เชื่อฝีมือของซูอี้หว่านแต่ความทรงจำเกี่ยวกับการกินสับปะรดก่อนหน้านี้มันฝังใจมากเกินไปเมื่อหวนนึกถึงรสชาตินั้น ปลายลิ้นของเขาก็ชาจนแทบควบคุมไม่ได้
แต่ตอนนี้เขาก็เริ่มอยากชิมรสเปรี้ยวๆ หวานๆ ที่มีกลิ่นหอมพิเศษนี้แล้วกลืนน้ำลายลงคออย่างอดไม่ได้ สายตาก็จับจ้องไปที่โต๊ะอย่างไม่หลบเลี่ยง
ดังนั้นพอสิ้นเสียงของซูอี้หว่านทั้งสามคนก็มานั่งประจำที่ด้วยความเร็วอย่างยิ่ง เซียวจวิ้นอันอาสาตักข้าวให้ทุกคนแล้วรอนางนั่งลง
"รีบกินเถอะ เย็นแล้วเดี๋ยวจะไม่อร่อย" เมื่อเห็นว่าทุกคนกำลังรอตนเองซูอี้หว่านก็ยิ้มหวานชี้ไปที่จาน แล้วทั้งสามคนก็ลงมือแทบจะในเวลาเดียวกันตะเกียบพุ่งตรงไปยังจานผัดเปรี้ยวหวานสับปะรด
เมื่อเนื้อชิ้นหนึ่งเข้าปากเซียวจวิ้นอันก็ถึงกับชะงัก ปลายลิ้นสัมผัสได้ถึงรสเปรี้ยวหวานก่อนเป็นอันดับแรกพอกัดเคี้ยว เปลือกนอกก็กรอบ แต่ข้างในกลับไม่กระด้างทั้งยังมีกลิ่นหอมของสับปะรดเจืออยู่เล็กน้อยรสชาติของอาหารจานนี้ดีเกินความคาดหมาย!
เมื่อเห็นท่าทีของเขาซูอี้หว่านก็ยกยิ้มที่มุมปาก ความรู้สึกพึงพอใจพลันก่อตัวขึ้นในใจ
เพราะคนที่ทำอาหารสิ่งที่ชอบดูที่สุดก็คือ ใบหน้าที่แสดงออกถึงความเอร็ดอร่อยและประหลาดใจเช่นนี้