ชายาคนงามของท่านอ๋องจอมโหด [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 1 บทที่ 29 ควรทำอย่างไร

            ซูฉีฉีเห็นมารดาของตนอยู่ท่ามกลางผู้คนที่กำลังคุกเข่า ปลายจมูกของนางก็รู้สึกแสบๆขึ้นมา เมื่อใดกันที่นางให้มารดาของตนต้องมาคุกเข่าต้อนรับตนเองทว่าซูเมิ่งหรูที่อยู่ข้างๆกลับแสดงท่าทีเหมือนดื่มด่ำกับความยิ่งใหญ่ที่อยู่ตรงหน้าก็มิปาน

            ในฝูงคนนั้น ใบหน้าของซูชือฉางประหนึ่งมีแสงสีแดงแห่งโชคลาภสาดส่องลงมาความภาคภูมิใจและพึ่งพอใจปรากฏอยู่บนหน้าอย่างปิดไม่มิด

            ทว่าเมื่อเขาเห็นผู้ที่ก้าวลงจากเกี้ยวหยกเป็นซูเมิ่งหรูตามมาด้วยซูฉีฉีนั้นแววตาก็เปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด

            สายตาที่เขามองซูฉีฉีนั้นมีความไม่เข้าใจ ความสงสัยมากไปกว่านั้นคือความไม่เป็นมิตร

            ถ้าไม่ใช่เพราะบุตรสาวคนโตผู้นี้ของเขาฮ่องเต้ก็คงไม่ต้องพิโรธถึงเพียงนั้น

            ยิ่งมิต้องจัดเตรียมละครฉากนี้ขึ้นมาอย่างยากลำบาก

            เมื่อเห็นสีหน้าไม่เป็นมิตรของบิดานั้น ซูฉีฉีก็ได้แต่ก้มหน้า พยายามไม่เผชิญหน้ากับเขาตรงๆ นางกลับมาก็เพื่อที่จะมาเยี่ยมมารดาของตนหลายปีมานี้บิดาของนางมิได้ทำหน้าที่บิดาที่ดีแม้แต่น้อย

            นางไม่ได้เกลียดเขา แต่ก็ไม่ได้คิดถึงเขาเช่นกัน

            ซูเมิ่งหรูเดินหน้าไปพยุงมารดาของตนขึ้นในขณะที่ซูฉีฉีเองก็พยุงมารดาของตน คนทั้งสี่เดินหน้าเข้าไปในจวน

            เมื่อเสี่ยวเตี๋ยเห็นซูฉีฉี แววตานางก็ฉายความสบายใจออกมายอมให้บุตรสาวพยุงตนเองเข้าไปในฝั่งเรือนหลังหลายปีมานี้นางเป็นถึงฮูหยินเอกแต่กลับยอมลดตัวไปพำนักอยู่ที่เรือนหลังไม่เคยมีครั้งใดที่จะเอ่ยวาจาตัดพ้อแม้แต่น้อย

            “ฉีฉี ในที่สุดเจ้าก็กลับมาแล้ว แม่คิดว่าทั้งชีวิตนี้จะไม่ได้เจอเจ้าอีกแล้ว” เสี่ยวเตี๋ยนั้นมีนิสัยอ่อนโยนบอบบางตอนนี้ดวงตาทั้งสองของนางเป็นสีแดงก่ำคิดว่าในตอนที่ซูฉีฉีไม่ได้อยู่ในจวนนั้นนางคงจะมีน้ำตานองหน้าทุกวันเป็นแน่

            ซูฉีฉียกมือขึ้นเช็ดหยดน้ำตาที่หางตาของเสี่ยวเตี๋ยสีหน้าเต็มไปด้วยความเจ็บปวดใจ “ท่านแม่ฉีฉีไม่ใช่กลับมาเยี่ยมท่านแล้วหรือ? อย่าร้องไห้เลยท่านร้องไห้จนตาบวมปูดไปหมดแล้ว”

            “ได้ยินแม่รองของเจ้าพูดว่า...ท่านอ๋องติ้งเป่ยโหวนั้นมีนิสัยป่าเถื่อนโหดร้ายและเย็นชามาก...” เสี่ยวเตี๋ยเอ่ยได้ไม่นานน้ำตาก็ไหลออกมาอีกแล้ว

            ดูเหมือนว่าไม่มีคนมารังแกนางทว่านางมัวแต่กังวลว่าบุตรสาวของตนแต่งออกไปแล้วจะถูกรังแกทุกวี่ทุกวันถึงได้มีสภาพทรุดโทรมเช่นนี้

            “ท่านแม่ อย่าไปฟังที่แม่รองพูดเลย ข้ามีชีวิตอยู่อย่างดีที่จวนอ๋องท่านอ๋องดูแลข้าเป็นอย่างดี ท่านดูข้าสิ ข้ากลับมาเยี่ยมท่านอย่างปกติดีมิใช่หรือ” ซูฉีฉีพยายามให้ตนเองยิ้มออกมาได้อ่อนหวานมากขึ้นพยายามแสดงท่าทีประหนึ่งตนเองนั้นมีความสุขเป็นอย่างมาก

            สุขหรือ? หลังจากผ่านเหตุการณ์เมื่อคืนมาแล้วซูฉีฉีกลับรู้สึกซาบซึ้งใจขึ้นมาเล็กน้อย

            บุรุษเช่นม่อเวิ่นเฉินนั้นยังไงเสียก็ไม่เหมาะสมกับความรู้สึกรักใคร่ของหนุ่มสาวเพราะฉะนั้นสามารถเดินมาถึงจุดนี้ได้ซูฉีฉีก็รู้สึกพึงพอใจมากแล้วอย่างน้อยนางก็ไม่ได้มีชีวิตที่ยากลำบากเหมือนตอนไปที่จวนอ๋องแรกๆ อีก

            เสี่ยวเตี๋ยมองขึ้นมองลงสำรวจบุตรสาวของตนก่อนจะยิ้มทั้งน้ำตาและพยักหน้าแรงๆ  “อืมแค่ผอมไปหน่อย แต่สภาพอารมณ์นั้นนับว่าไม่เลวทีเดียว”

            ดูเหมือนว่าสตรีผู้นี้จะมีจิตใจดีและไร้เดียงสามากคำพูดของซูฉีฉีนั้นนางเชื่อสนิทใจเลย

            ซูฉีฉีหยิบเอากำไลหยกออกมาจากอกเสื้อตน สีหน้าประดับด้วยรอยยิ้มที่ออกมาจากใจจริงก่อนจะเอื้อมมือไปจับข้อมือของเสี่ยวเตี๋ย“ท่านแม่ ก่อนที่ข้าจะออกจากวังท่านอ๋องให้กำไลหยกนี้กับข้าเองกับมือและบอกให้ข้านำมาให้ท่านเป็นของขวัญเขาพูดว่าเขาไม่อาจมาพบท่านด้วยตัวเองแล้ว”

            นี่ก็เป็นสิ่งที่ซูฉีฉีคาดคิดไม่ถึงเช่นกัน

            แน่นอนว่าขณะที่ม่อเวิ่นเฉินมอบกำไลหยกนี้ให้นางเขายังเสริมอีกประโยคด้วยว่า

            “ไม่ว่าซูชือฉางจะให้เจ้าทำอะไร เจ้าก็ต้องตอบรับอย่างไม่มีเงื่อนไข”

            ประโยคนี้เมื่อม่อเวิ่นเฉินเอ่ยออกมานั้นแววตาเขาก็ฉายประกายแห่งความอันตรายออกมา

            ด้วยปัญญาอันหลักแหลมของซูฉีฉีนั้นนางย่อมรู้ดีอยู่แล้วว่าบิดาของตนนั้นเป็นพวกเดียวกับฮ่องเต้ฮ่องเต้คิดหาหนทางวางแผนให้พวกเขาทั้งสองคนเดินทางจากเมืองอ้าวมาถึงที่นี่ย่อมไม่ได้ทำไปเพื่อให้นางมาเยี่ยมครอบครัวเพียงเท่านั้นหรอก

            เสี่ยวเตี๋ยมองไปที่กำไลหยกบนข้อมือ แววตาก็ระยิบระยับเป็นประกายเวลานี้นางเชื่อแล้วว่าบุตรสาวของตนอยู่ที่จวนอ๋องเป็นอย่างดีไม่เหมือนกับที่แม่รองพูดว่านางนั้นลำบากแสนเข็ญแม้แต่น้อย

            เพียงครู่เดียวนางก็ดูสดใสขึ้นหลายเท่ากระทั่งรอยตีนกาที่หางตาก็ดูคลายตัวขึ้นไม่น้อย

            เมื่อเสี่ยวเตี๋ยก้มลงมองกำไลหยกที่มีตัวเนื้อหยกใสกระจ่างเห็นได้ชัดว่ามีมูลค่าสูงไม่น้อยนั้น สีหน้าตื่นเต้นของนางก็ค่อยๆมืดคล้ำลงจนกระทั่งกลายเป็นสีขาวซีด นางกัดริมฝีปากตัวเองแรงๆไม่พูดไม่จาเสียอย่างนั้น

            เมื่อเห็นว่าเสี่ยวเตี๋ยมีท่าทีผิดปกติคิ้วของซูฉีฉีก็ขมวดเข้าหากันเล็กน้อย ในใจก็รู้สึกเป็นกังวลขึ้นมานางเหมือนจะเข้าใจอะไรสักอย่างแล้วแต่แค่ไม่อาจยอมรับได้เท่านั้น “ท่านแม่...ท่านพ่อฝากท่านมาพูดอะไรกับข้าใช่หรือไม่?”

            สำหรับมารดาของตนนั้น ซูฉีฉีไม่ได้ตั้งกำแพงระวังตัวเท่าใดนักมีอะไรนางก็จะพูดออกมาตรงๆ

            เสี่ยวเตี๋ยนิ่งอึ้งไปเล็กน้อยก่อนจะมองไปที่ซูฉีฉีบุตรสาวที่ทำให้นางเป็นกังวลทุกวัน และเป็นบุตรสาวที่ทำให้นางวางใจไม่ลงจริงๆ “เจ้ารู้ได้อย่างไร?”

            สำหรับการตอบสนองของมารดานั้น ซูฉีฉีทำเพียงแค่ยิ้มออกมาบางๆ “ลูกต้องรู้อยู่แล้วสิ เรื่องบางเรื่องนั้นท่านแม่พูดออกมาเถอะ”

            แม้ว่าจวนนี้จะกำแพงมีหู ประตูมีช่อง ข่าวสารรั่วไหลไปได้ง่ายมากทว่านางเชื่อว่าเรื่องนี้จะต้องไม่ส่งผลกระทบใดๆ ต่อตนเองอย่างแน่นอน

            เสี่ยวเตี๋ยลังเลเล็กน้อยก่อนจะถอนหายใจออกมา “ช่างเถอะไม่มีอันใดหรอก”

            นางรู้ว่าตนเองอยากให้บุตรสาวใช้ชีวิตอย่างมีความสุขตอนนี้บนใบหน้านางเปี่ยมไปด้วยรอยยิ้มอันหวานช่ำเช่นนี้เรื่องบางเรื่องนางคิดที่จะแบกรับมันเอาไว้เอง

            ซูฉีฉีก็ร้อนรนขึ้นมาเช่นกัน เรื่องนี้อยู่ในความคาดเดาของม่อเวิ่นเฉินมาตั้งแต่แรกแล้วนางเชื่อในความสามารถของม่อเวิ่นเฉิน เพราะฉะนั้นนางเลยไม่กังวลอะไรทว่าตอนนี้มารดาของนางกลับไม่ยอมเอ่ยออกมาเสียที นางว้าวุ่นใจยิ่ง “ท่านแม่ ท่านพ่อผู้ยิ่งใหญ่มีอะไรจะรับสั่ง ท่านก็พูดออกมาเถอะลูกจะต้องทำตามอย่างแน่นอน”

            น้ำเสียงของนางแฝงไปด้วยความร้อนรน

            “ฉีฉี พ่อของเจ้า...อยากจะให้เจ้า...ช่วยเขาทำเรื่องเรื่องหนึ่ง” เสี่ยวเตี๋ยจ้องมองไปที่ซูฉีฉีด้วยสีหน้าจริงจังน้ำเสียงของนางก็อ่อนลงเช่นกัน เดิมนางไม่คิดจะเอ่ยอันใดออกมาทว่าตอนนี้ก็ไม่รู้จะปิดบังต่อไปเช่นไรดี

            อีกทั้งต่อให้เรื่องนี้จะปิดบังได้แล้วก็ใช่ว่าซูชือฉางจะยอมปล่อยนางไป

            แต่นางก็ไม่อยากให้บุตรสาวต้องลำบากใจ

            เพราะฉะนั้นเสี่ยวเตี๋ยในตอนนี้ ไม่ว่าจะเลือกทางไหนก็ล้วนแต่ลำบากใจไม่รู้จะเอ่ยออกมาเช่นไรดี

            “ท่านแม่...” ซูฉีฉีลากเสียงยาวขึ้นพลางส่ายหน้าอย่างอ่อนใจ“ท่านไม่พูด ข้าจะไปหาท่านพ่อเองนะ”

            พูดจบนางก็ก้าวเท้าออกไป

            ถูกแล้ว เรื่องนี้นางไปหาซูชือฉางเองจะดีกว่าจะได้ไม่ต้องดึงมารดาตนเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย อีกไม่กี่วันนางก็ต้องจากจวนนี้ไปถึงตอนนั้นถ้าหากม่อเวิ่นเฉินนั้นถือไพ่เหนือกว่าจริงๆ ชีวิตของมารดานางในจวนนี้คงต้องไม่ดีเป็นแน่

            ความจริงแล้ว ซูฉีฉีในตอนนี้ก็สับสนมากเช่นกัน

            นางอยากจะช่วยม่อเวิ่นเฉิน แต่ก็ไม่อยากทำให้มารดาของตนต้องลำบากใจ

            “ฉีฉี...” เสี่ยวเตี๋ยเดิมคิดอยากจะวิ่งตามไปแต่สุดท้ายก็นั่งกลับลงไปดั่งเดิม นางเงยหน้าขึ้นมองฟ้าทว่าแววตากลับเหม่อลอย“ฮูหยิน...เสี่ยวเตี๋ยควรทำอย่างไรดี? ”

            ซูชือฉางกำลังลิ้มรสชาอยู่ในห้องโถงหลักเขายิ้มจนตาหยีเป็นเส้นตรงขณะมองไปที่ซูเมิ่งหรู สีหน้ามีความปลาบปลื้มใจเป็นอย่างมาก

            “ท่านพ่อ” ซูฉีฉียังคงเป็นเหมือนเมื่อก่อนนางเดินมาถึงนอกประตูอย่างระวังก่อนจะเรียกขานด้วยเสียงที่ไม่ดังนัก

            เมื่อเงยหน้าเห็นซูฉีฉี รอยยิ้มบนใบหน้าของซูชือฉางก็มลายหายไป แววตาปรากฏประกายเพลิงแห่งโทสะขึ้นแต่ก็เหมือนจะพยายามสะกดมันเอาไว้

            ต่อให้บุตรสาวคนนี้ของเขาจะไม่ได้เป็นที่โปรดปรานในจวนอ๋องแต่ถึงอย่างไรเสียก็มียศเป็นพระชายาขั้นที่หนึ่งต่อให้เขาอารมณ์เสียมากแค่ไหนก็ไม่กล้าบันดาลโทสะใส่นาง

            “ฉีฉีหรือ”

            ซูชือฉางพยายามเค้นยิ้มอันจอมปลอมขึ้นมาบนใบหน้าก่อนจะกวักมือเรียก“ทำไมไม่อยู่พูดคุยกับมารดาเจ้านานกว่านี้ล่ะ”

            เขารู้อยู่แล้วว่าซูฉีฉีมาที่นี่ทำไม

            ซูฉีฉีค่อยๆ ก้าวไปหยุดอยู่ตรงหน้าเขานางไม่ได้นั่งลงแต่ยังคงยืนตัวตรงอยู่เบื้องหน้าเขา “ท่านพ่อได้ยินท่านแม่พูดว่าท่านมีเรื่องต้องการให้ข้าช่วยหรือ”

            ซูชือฉางนิ่งอึ้งไปก่อนจะสบตากับซูเมิ่งหรูและฮูหยินรองที่หลบอยู่ด้านหลังฉากกั้นแล้วจึงพยักหน้า“แม่เจ้ามิได้บอกเจ้าหรือ? เช่นนี้พ่อก็จะบอกเจ้าเองแล้วกัน”

            เขาหมุนตัวออกจากห้องโถงหลัก เดินผ่านทางเดินยาวๆ ก่อนจะไปถึงโถงเล็กข้างๆ

            ซูฉีฉีเดินตามเขาไปติดๆ ในใจก็วิตกกังวลไม่น้อยทว่านางยังคงแสดงท่าทีสงบนิ่งออกมา

            นางจำเป็นต้องสงบนิ่ง ระหว่างม่อเวิ่นเฉินและม่อเวิ่นเสวียนนั้นไม่ว่าจะเป็นเพราะเหตุผลใดนางก็ยืนอยู่ได้แค่ฝั่งม่อเวิ่นเฉินเท่านั้น

            “ได้ยินว่าท่านอ๋องลดตำแหน่งเจ้าให้ไปอาศัยอยู่ที่โรงซักล้างเรื่องนี้เป็นความจริงหรือ?” เมื่อซูชือฉางเอ่ยประโยคนี้ออกมาเขาก็บีบคั้นสีหน้าแห่งความเจ็บปวดใจออกมาด้วย “ต้องโทษพ่อเองที่มีอำนาจไม่เพียงพอทำให้เจ้าต้องถูกรังแกแล้ว”

    คล้ายกับเรื่องชายาคนงามของท่านอ๋องจอมโหด [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน

    เกิดใหม่ครั้งนี้ ขอเป็นเจ้าของที่ดินในยุค 90 [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    เกิดใหม่ครั้งนี้ ขอเป็นเจ้าของที่ดินในยุค 90 [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    นิยาย รัก
    355K 505
    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    931K 592
    เกิดใหม่มาเป็นองค์หญิงตัวน้อยของตระกูลซู

    เกิดใหม่มาเป็นองค์หญิงตัวน้อยของตระกูลซู

    นิยาย รัก
    310K 841
    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    579K 730
    เกิดใหม่เป็นคุณหนูจิ้งจอกของท่านอ๋อง (แปลจบแล้ว)

    เกิดใหม่เป็นคุณหนูจิ้งจอกของท่านอ๋อง (แปลจบแล้ว)

    นิยาย รัก
    149K 452
    พลิกฟ้าคืนชีวาชายาอนุ [แปลจบแล้ว]

    พลิกฟ้าคืนชีวาชายาอนุ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    295K 786
    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    525K 663
    บ้านสกุลหลินมีปฐมเทพหญิง [แปลจบแล้ว]

    บ้านสกุลหลินมีปฐมเทพหญิง [แปลจบแล้ว]

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    2.21M 577
    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    386K 808
    การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง [แปลจบแล้ว]

    การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง [แปลจบแล้ว]

    นิยาย รัก
    289K 908