หยาง อู๋เสินหลังจากที่ตัดสินใจอยู่นานว่าตนนั้นควรไปตามอวี้หลันกลับคืนหรือไม่ ในใจของเขาก็ได้คำตอบที่ชัดเจนแล้วว่าไม่ว่าผลลัพธ์และคำตอบของนางจะเป็อย่างไร มารดาจะต่อว่าอย่างไรเขานั้นก็ต้องไป จึงได้บอกกล่าวหยาง ว่านสิงผู้เป็น้องชายว่าตนนั้นจะไปลานล่าสัตว์ด้วย
ฟงอี้และอวี้หลันนั้นหลังจากเดินเล่นกันอยู่นานเห็นว่าท้องฟ้าใกล้ค่ำจึงได้เดินทางกลับมายังลานตั้งกระโจมล่าสัตว์
“อวี้หลัน”
เสียงเรียกที่คุ้นหูกล่าวเรียกจากข้างหลังเมื่ออวี้หลันหันไปก็พบว่าเป็หยาง อู๋เสินจึงได้ยิ้มกว้างออกมาทั้งวิ่งไปหาอย่างทันที ฟงอี้ที่เห็นนางดีใจขนาดนั้นในใจก็รู้สึกได้ว่าคำถามของเมื่อตอนบ่ายนั้นจริงๆ แล้วนางมีคำตอบในใจเพียงแต่ไม่กล้าเอ่ยตอบเท่านั้น แต่ตัวเขาเองไม่ว่าอย่างไรก็ไม่อยากยอมแพ้
“คุณชายหยางมาที่นี่ได้อย่างไรเ้าคะ” อวี้หลันกล่าวอย่างตื่นเต้นเมื่อได้พบเขา
“ข้ามาพาเ้ากลับบ้าน” หยาง อู๋เสินกล่าวทั้งมองนางอย่างคิดถึงในใจนั้นอยากสวมกอดนางเหลือล้นเพียงแต่คนมากนางเป็สตรีจึงไม่ได้ทำ
“บ้านหรือเ้าคะ”
“ใช่บ้าน เรือนไผ่คฤหาสน์ตระกูลหยางอย่างไร” เขาเอ่ยทั้งยิ้มกว้างแต่รอยยิ้มของอวี้หลันกลับค่อยๆ จางหายไปทั้งยังก้าวถอยหลังไปสองก้าว หยาง อู๋เสินเองก็รู้ดีว่าเพราะอะไรจึงรีบจับมือของนางไว้
“อวี้หลันข้ารู้เื่ทั้งหมดแล้ว ข้าขอโทษที่ไม่ได้อยู่ปกป้องเ้า แต่ต่อจากนี้ไปไม่ว่าอย่างไรข้าก็จะปกป้องเ้าเอง”
“อวี้หลันเ้าโกรธข้าหรือ”
อวี้หลันส่ายหน้าออกมาเบาๆ ก่อนเอ่ยตอบ
“ข้าไม่เคยโกรธคุณชายเ้าค่ะ ทั้งไม่โกรธมารดาท่านเพียงแต่ตอนนี้ข้าอยู่ที่เรือนของจวนสกุลฟงเช่นนี้น่าจะดีกว่า”
“นั้นสินางอยู่ที่จวนข้าคงจะปลอดภัยกว่า” ฟงอี้ที่ยืนดูอยู่นานก้าวเดินขึ้นมาข้างกายนางแล้วกล่าวออกไปให้กระทบต่อปมในใจของทั้งสอง
“เ้าหมายความว่าอย่างไร” หยาง อู๋เสินกล่าวออกมาอย่างมีโทสะจนเสียงดังไปทั่วบริเวณ
“เ้ารู้ดี”
สิ้นคำกล่าวของฟงอี้หยาง อู๋เสินทำท่าจะเข้าทำร้ายเขาแต่อวี้หลันก็ได้เดินเข้ามาหยุดยั้งเขาไว้เสียก่อน
“คุณชายที่นี่ไม่ได้มีเพียงพวกเราหยุดเถอะเ้าค่ะ คนมองกันเต็มแล้ว”
หยาง อู๋เสินมองอวี้หลันอย่างมีคำถามกับการที่นางปกป้องฟงอี้ทั้งมองไปรอบๆ เหล่าทหารครอบครัวขุนนางต่างก็มองมาจริงๆ จึงได้หยุดมือไป หยาง ว่านสิงรีบเข้ามาดึงตัวพี่ชายตนกลับกระโจมไปอวี้หลันเองก็เดินกลับกระโจมตนเองไปอย่างละอายต่อสายตาคนเช่นกัน ฮ่องเต้ที่ยืนดูสถานการณ์ทั้งหมดอยู่นานเพียงถอนหายใจออกมาแล้วสั่งให้คนไปตามอวี้หลันไปพบตนในวันพรุ่งนี้ตอนเช้าอย่างลับๆ
เช้าวันรุ่งขึ้นฟ้ายังไม่สางขันทีคนหนึ่งก็มาเรียกนางถึงกระโจม อวี้หลันแม้ไม่รู้ว่ามีอะไรแต่เมื่อเป็รับสั่งฝ่าาจึงไม่กล้าขัดทำได้แต่เดินตามขันทีคนนั้นไปเท่านั้น
“ฝ่าา” อวี้หลันกล่าวขึ้นอย่างนอบน้อมครึ่งหนึ่งหวั่นใจครึ่งหนึ่งเมื่อเดินมาถึงยังจุดนัดพบ
“มาแล้วหรือมานั่งสิ” ฮ่องเต้เอ่ยทั้งทำท่าเชื้อเชิญนาง
ท่าทางเช่นนั้นของฮ่องเต้ไม่มีใครล่วงรู้ได้เมื่อมองไปรอบๆ นอกจากขันทีผู้ที่นำมานั้นก็ไร้คนอื่นอีกใจนางหวั่นเกรงไม่น้อย
“ฝ่าา้าพบหม่อมชั้นหรือเพคะ”
“เห็นว่าเ้ามาที่เมืองหลวงเพื่อตามหาบิดางั้นหรือ”
“เพคะ”
“สัญลักษณ์ที่เ้าตามหาใช่สิ่งนี้หรือไม่” ฮ่องเต้กล่าวทั้งยื่นหยกสีเขียวอ่อนชิ้นหนึ่งให้นาง
อวี้หลันมือสั่นเทายื่นรับมาดูอย่างพินิจ ลายัเกี่ยวพันหงส์ฝั่งซ้ายมีเม็ดอำพันสีเหลืองทองฝั่งขวามีตัวหนังสือคำว่าจิ่น เมื่อมองอย่างแน่ใจแล้วนี่คือสัญลักษณ์ที่มารดากล่าวว่าผู้เป็สามีวาดไว้ให้ดูต่างหน้าจริงๆ ในใจยิ่งหวั่นเกรงว่าแท้จริงแล้วบิดาของตนเป็ใคร เหตุใดฮ่องเต้ต้องสืบถามด้วยตนเองเช่นนี้ทั้งไม่รู้ว่าควรเอ่ยตอบอย่างไร
“ว่ายังไงดูดีแล้วหรือยัง สัญลักษณ์นี้ใช่ของมารดาเ้าหรือไม่” ฮ่องเต้เอ่ยด้วยน้ำเสียงนิ่งเฉยสายตาจ้องเขม็ง
“เพคะสัญลักษณ์เช่นนี้จริงๆ เพคะ”
ฮ่องเต้พยักหน้าทั้งเผยยิ้มมุมปากออกมาแล้วเอ่ยต่อนาง
“เ้าเงยหน้าขึ้นแล้วตอบข้าว่ามารดาเ้าคือหลินจีถูกต้องหรือไม่”
อวี้หลันเมื่อได้ยินชื่อของมารดาก็เงยหน้ามองฮ่องเต้อย่างสงสัย
“ฝ่าารู้จักมารดาของหม่อมชั้นหรือเพคะ”
“อวี้ที่แปลว่าคงอยู่ หลันที่แปลว่าสีฟ้าของท้องฟ้า รวมกันแล้วคือท้องฟ้าที่คงอยู่ตลอดไปชื่อนี้เป็ข้าเองที่ตั้งขึ้น อวี้หลันลูกพ่อ” ฮ่องเต้กล่าวทั้งยิ้มกว้างออกมาอย่างดีใจที่ได้พบบุตรสาว
แต่อวี้หลันเมื่อได้ยินฮ่องเต้กล่าวเช่นนั้นกลับรู้สึกสะท้านไปทั้งตัวและไม่อยากเชื่อหูตัวเอง เด็กที่เติบโตมาในป่าเขาเช่นนั้นนางจะมีบิดาเป็ฮ่องเต้ได้ ทั้งลุกขึ้นอย่างฉับพลันคิดจะเดินหนีไปจากความจริงตรงหน้าใบหน้าร้อนราวกับมีน้ำร้อนหมุนเวียนอยู่ภายในสองตาแดงก่ำ
“เ้ามาตามหาข้าตอนนี้พบแล้วเ้าไม่ดีใจหรือ” ฮ่องเต้กล่าวขึ้นเมื่อเห็นนางจะเดินหนีไป
“ดีใจหรือ” อวี้หลันกล่าวขึ้นน้ำตาสองข้างค่อยๆ รินไหลทั้งไม่หันหลังกลับ
“ฝ่าาท่านรู้หรือไม่ว่าท่านแม่เฝ้ารอบุรุษที่เป็ที่รักหวนกลับมาทุกวัน เมื่อมีฝนโปรยลงมาท่านแม่มักจะแอบไปร้องไห้อยู่ที่นอกกระท่อมใช้เสียงฝนกลบเกลื่อนเสียงตน ท่านแม่และข้าอดบ้างมีกินบ้าง เพื่อตามหาท่านแล้วข้าต้องพบกับอะไรบ้าง ท่านรู้หรือไม่ข้านั้นไม่ต่างจากขอทานผู้หนึ่งโชคดีที่มีคนยื่นมือช่วยเหลือ ่เวลาเหล่านี้ท่านไปอยู่ที่ใด” กล่าวเสร็จจึงคิดวิ่งหนีไปอีกครั้ง
“หยุดเดี๋ยวนี้ อวี้หลันเ้าคิดว่าเป็ฮ่องเต้ง่ายนักหรือ เ้าคิดว่าข้าอยากทิ้งหลินจีมารดาเ้าหญิงผู้เป็ที่รักของข้าหรือ”
ฮ่องเต้กล่าวแล้วจึงเดินมาตรงหน้าของนาง มือข้างหนึ่งจับที่ไหล่อีกข้างยกขึ้นลูบศีรษะนางอย่างเวทนาทั้งรู้สึกผิดต่อสองแม่ลูกที่ต้องลำบากเสมอมา
“ปีนั้นข้าศึกเข้าย่ำกราย ข้าที่เป็องค์ชายจึงต้องกลับมาช่วยเหลือบ้านเมืองที่ระส่ำระสาย อวี้หลันพ่อไม่เคยคิดทิ้งพวกเ้าสองแม่ลูกตอนนั้นข้าส่งคนกลับไปที่บ้านเดิมของหลินจีมารดาเ้า แต่บ้านที่เคยมีสุขหลังนั้นก็ร้างคนไปแล้ว”
อวี้หลันเมื่อได้ยินเช่นนั้นจึงนึกย้อนถึงสิ่งที่มารดาเคยบอกให้ฟังถึงเหตุที่ต้องย้ายบ้านไปอยู่บนเขาก็เพราะหลังจากที่บิดาของนางจากไปได้มีกลุ่มคนแปลกหน้ามาตามหาเมื่อได้ความก็ฆ่าชาวบ้านคนนั้นทิ้งไป ด้วยความกลัวที่จะถูกฆ่าทั้งไม่รู้ถึงที่มาของคนเ่าั้จึงได้แต่หลบลี้เข้าป่าซ่อนตัวจากผู้คน
“ท่านส่งคนไปตามหาท่านแม่งั้นหรือเพคะ”
“ข้าหาพวกเ้าอยู่หลายปีแต่อย่างไรก็ไม่พบ ทั้งยังต้องรับตำแหน่งรัชทายาทจึงได้หยุดไปอย่างจนใจ”
“ท่านว่าให้คนตามหาแต่ท่านรู้หรือไม่ว่าตอนนั้นกลุ่มคนพวกนั้นไม่ได้ตามหาแต่กลับ้าฆ่าท่านแม่”
ฮ่องเต้ที่ได้ยินเช่นนั้นก็นิ่งไปชั่วขณะเขานั้นมั่นใจว่าคนของตนไว้ใจได้อย่างแน่นอน แต่เื่นี้หากจะมีใครล่วงรู้และ้ากำจัดผู้หญิงที่ตนรักคงมีเพียงคนเดียวก็คือมารดาของเขาเอง ส่วนเหตุผลนั้นคงเป็เพราะอยากให้ตนมุ่งมั่นและจดจ่ออยู่กับภาระงานเบื้องหน้าทั้งการมีพระชายานั้นต้องคำนึงถึงหลายส่วนอำนาจมั่นคงได้ด้วยการสนับสนุน แต่ตอนนี้นั้นต่างออกไปจึงได้เอ่ยกับบุตรีให้เข้าใจ
“อวี้หลันกลับวังกับพ่อเถอะนะ ให้พ่ออย่างข้าได้ชดใช้เวลาหลายปีที่ปล่อยให้เ้าลำบากดีหรือไม่ลูกพ่อ”
“เื่บุคคลลึกลับที่เ้าว่าคนบงการตอนนี้ได้ลาจากไปแล้ว ความแค้นที่มีก็ทิ้งให้ถูกกลบฝังไปกับผู้ที่วายชีพเสียเถอะ”
อวี้หลันแม้โกรธเคืองผู้เป็บิดาทั้งยังลังเลใจแต่เมื่อนึกถึงคำสั่งเสียของมารดาว่าอย่าได้คิดแค้นบิดา ทั้งคิดไปว่าหากคนผู้นั้นสิ้นแล้วจริงๆแค้นใจไปก็ไร้ประโยชน์ บางทีหากนางอภัยต่อคนเหล่านี้แล้วดวงิญญาของมารดาบน์คงสงบสุข คิดได้เช่นนั้นจึงเพียงถอนใจออกมาก่อนพยักหน้ารับอย่างจนใจ ฮ่องเต้เมื่อเห็นว่าบุตรีนั้นยินยอมที่จะให้เขาได้ชดใช้กับสิ่งที่เกิดกับนางก็ดีใจอย่างที่สุดดึงตัวบุตรีเข้าโอบกอดอย่างคิดถึง่เวลาที่ได้อยู่กับมารดาของนางซึ่งเป็ผู้หญิงคนเดียวที่เขานั้นได้มีความรักให้อย่างแท้จริง
สองพ่อลูกแม้ได้พูดคุยกันอย่างเปิดอกแล้วอยู่เป็เวลานาน แต่ด้วยว่าไม่ได้เติบโตเลี้ยงดูกันมาสายใยสัมพันธ์นั้นจึงไม่มีดั่งที่ควรมี จนถึงบัดนี้ความจริงปรากฏคงทำได้เพียงใช้เวลาได้สร้างสายใยพ่อลูกขึ้นมาใหม่ให้เวลาแก่กันและกัน
หยาง อู๋เสินที่แอบมองอยู่นานไม่ได้ยินว่าคนทั้งสองนั้นพูดคุยถึงเื่อะไรก็เข้าใจผิดไปว่าฮ่องเต้นั้น้าให้นางเข้าวังถวายตัว ตัวเขาเองร้อนใจยิ่งไม่รู้ว่าควรทำอย่างไรเพียงแค่ฟงอี้ยังพอรับมือไหวแต่หากผู้นั้นเป็ฮ่องเต้แล้วเื่นี้คงยากกว่าเดิม