ทั้งสี่เดินเลียบไปตามถนนหลี่อวิ๋นบอกว่าข้ามคลองไปอีกหนึ่งช่วงถนนก็จะถึงสถานที่ที่เหล่าคนขายศิลป์มาชุมนุมกันที่นั่นมีการแสดงให้ชมมากมาย
"พี่หลี่อวิ๋นนั่นคืออะไรหรือ"
เหนือลำคลองไม่ไกลนักระยิบระยับไปด้วยแสงไฟสิ่งที่ดูคล้ายเรือลำน้อยนับไม่ถ้วนลอยละล่องไปตามธารา งดงามจับตายิ่ง
"อ้อพวกเขากำลังลอยประทีปกันอยู่ เป่าอวี้อยากไปดูหรือไม่"
เดิมทีหลี่อวิ๋นตั้งใจจะพาทุกคนไปชมการแสดงโดยตรงนางไม่ได้ชอบโคมดอกบัวเป็นพิเศษ แต่ในเมื่อหมิงเป่าอวี้เอ่ยถามนางก็ต้องทำหน้าที่อธิบายสักเล็กน้อย
"การลอยประทีปดอกบัวส่วนใหญ่แล้วก็เพื่ออุทิศส่วนกุศลให้ผีไร้ญาติช่วยให้พวกเขาได้ไปผุดไปเกิดโดยเร็ว จะได้ไม่ต้องวนเวียนอยู่ในโลกมนุษย์อีกอีกทั้งยังสามารถอธิษฐานขอพรให้ญาติมิตรที่ล่วงลับไปแล้ว ให้พวกเขาได้ไปเกิดใหม่ในตระกูลสูงศักดิ์มั่งคั่งไม่ต้องมาทนทุกข์ทรมานเหมือนในชาตินี้"
"พี่หญิงข้าอยากไป" หมิงเป่าอวี้มองหมิงเป่าจูด้วยแววตาเว้าวอน
นางรู้ดีว่าน้องชายคิดอะไรอยู่ความรู้สึกเจ็บแปลบบังเกิดขึ้นในหัวใจ จึงพยักหน้าตกลง
ริมฝั่งมีร้านขายประทีปดอกบัวอยู่หมิงเป่าอวี้หยิบขึ้นมาทีเดียวสามดวง"พี่หลี่อวิ๋น ท่านเอาด้วยหรือไม่"
"ไม่เป็นไรขอบใจนะเป่าอวี้" หลี่อวิ๋นไม่คิดจะอุทิศส่วนกุศลให้วิญญาณนางไม่เคยพบญาติคนอื่นนอกจากมารดา ยิ่งไม่จำเป็นต้องขอพรให้ใคร
"ข้าก็ไม่เอาเจ้าอธิษฐานเผื่อข้าด้วยก็แล้วกัน" หมิงเป่าจูดึงประทีปดวงหนึ่งออกจากมือของน้องชายวางคืนกลับไปบนแผง
นางไม่เชื่อเรื่องเทพเจ้าสิ่งศักดิ์สิทธิ์แม้ว่าจะมีอยู่จริง ตนก็ไม่ใช่เจ้าของร่างเดิมที่แท้จริง อธิษฐานขอพรให้บิดามารดาแทนก็ไม่รู้ว่าจะเป็นจริงได้หรือไม่สู้ไม่ทำเสียดีกว่า
"ได้อย่างไรเล่าพี่ต้องมาอธิษฐานกับข้าสิ" หมิงเป่าอวี้ยืนกราน พลางยัดประทีปดอกบัวใส่มือหมิงเป่าจูอีกครา
"เป่าจูเจ้าก็ลอยสักดวงเถอะ นอกจากสองข้อที่ข้าเพิ่งพูดไป ประทีปดอกบัวยังใช้อธิษฐานขอพรให้ตนเองได้อีกด้วย"หลี่อวิ๋นช่วยโน้มน้าวอีกแรง
หมิงเป่าจูจนใจจำต้องรับประทีปดอกบัวมาแต่โดยดี
"พี่ไหวฺอวี้ท่านคงไม่ปฏิเสธใช่หรือไม่"
"เอาสิ!"หลี่ไหวฺอวี้ยิ้มร้าย รับประทีปดอกบัวมาจากมือหมิงเป่าอวี้หนึ่งดวงจากนั้นก็เดินนำไปยังริมฝั่ง ทั้งสองจึงเดินตามไป
หมิงเป่าอวี้เดินเลียบฝั่งไปสองสามก้าวก็หยุดลงตรงจุดที่น้ำไหลเชี่ยว เลือกตำแหน่งดีแล้วจึงย่อตัวลง หมิงเป่าจูเห็นเขาปล่อยประทีปลงน้ำด้วยท่าทางเคร่งขรึมแค่อธิษฐานก็ยังใช้เวลานานมาก
"หากมัวแต่มองเทียนก็ดับหมดพอดี"
เสียงทุ้มต่ำดังอยู่ข้างหูใกล้เสียจนเหมือนริมฝีปากแนบชิดกับใบหูของตนเอง หมิงเป่าจูสะดุ้งโหยง รีบขยับห่าง
"ไยท่านมาอยู่ใกล้ข้าเช่นนี้"
ทันทีที่กล่าวจบเท้าก็เหยียบถูกก้อนหินที่ทั้งแข็งทั้งลื่นก้อนหนึ่งเข้าข้อเท้าพลิกโดยไม่ทันตั้งตัว ร่างทั้งร่างเซไปด้านหน้า!
ชั่วขณะที่ชีวิตแขวนอยู่บนเส้นด้ายข้อมือก็ถูกแรงสายหนึ่งดึงกลับไป หมิงเป่าจูรีบยกมือขึ้นกุมอกที่ใจเต้นระรัวพยายามสูดหายใจเข้าปอดลึกๆ
เสียงหัวเราะทุ้มต่ำดังขึ้นอีกครั้งหมิงเป่าจูเงยหน้ามองค้อน"หัวเราะอะไร!"
"ท่าทางเช่นนี้ของเจ้าทำให้ข้าเริ่มสงสัยแล้วว่าตนเองตัดสินใจผิดหรือไม่" หลี่ไหวฺอวี้หรี่ตามองสีหน้าดูเคร่งขรึมอยู่บ้าง
"ขออภัยด้วย"หมิงเป่าจูมองหลี่ไหวฺอวี้อยู่พักใหญ่ ก่อนเอ่ยอย่างจริงจัง"ขอบคุณท่าน"
นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่หลี่ไหวฺอวี้ช่วยชีวิตนางดูเหมือนว่าทุกครั้งที่ตกอยู่ในอันตราย หากมีเขาอยู่ก็จะผ่านพ้นไปได้เสมอ
"จะเกรงใจไปไยกินของท่านอยู่กับท่านหากไม่ทำอะไรตอบแทนสักนิด ข้าก็กลัวว่าจะถูกไล่ไปนอนนอกบ้านอีก!"หลี่ไหวฺอวี้ก้มหน้ามองประทีปดอกบัวในมือ น้ำเสียงไม่อินังขังขอบ
"ก็...ก็ท่านทำข้าโมโหเองนี่..."
พอเอ่ยถึงเรื่องครานั้นหมิงเป่าจูก็รู้สึกผิดเล็กน้อย ถึงอย่างไรเขาก็ช่วยชีวิตตนเองไว้ตอนนั้นโมโหจนควบคุมอารมณ์ไม่อยู่อีกอย่างสุดท้ายเขาก็ไม่ได้ไปนอนนอกบ้านมิใช่หรือ
คนผู้นี้ใจแคบยิ่ง เรื่องนานมาแล้วก็ยังอุตส่าห์จำได้บุรุษที่ชอบขุดคุ้ยเรื่องเก่าๆ ช่างน่าละอายเป็นที่สุด!
ทว่าหมิงเป่าจูไม่กล้าเอ่ยคำพูดนี้ออกมามิเช่นนั้นก็ไม่รู้ว่าจะโดนอีกฝ่ายเอาคืนเช่นไรอีกบ้าง
เสียงบ่นพึมพำของหมิงเป่าจูจะรอดพ้นหูของหลี่ไหวฺอวี้ไปได้อย่างไรรอยยิ้มบนใบหน้ายิ่งเห่อเหิมได้ใจ ขณะที่หมิงเป่าจูไร้กำลังจะตอบโต้
เงาร่างของทั้งคู่อยู่ชิดกันมากพูดคุยหยอกล้อกันไป หลี่อวิ๋นยืนอยู่บนฝั่ง ไม่ได้ยินและมองเห็นไม่ชัด แต่ลำพังแค่เงาร่างสูงใหญ่ผึ่งผายดูโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ของชายหนุ่มผู้นั้น นางก็ละสายตาไปไหนไม่ได้แล้ว
นางครุ่นคิดเล็กน้อย ก่อนจะล้วงเหรียญทองแดงออกมาเหรียญหนึ่งใส่มือหญิงชราที่ขายโคม"ท่านยาย ข้าขอหนึ่งดวง"
หลี่อวิ๋นซื้อประทีปดอกบัวแล้วเดินลงไปริมน้ำขณะที่นางเดินเข้าไปใกล้ ทั้งสองก็ปล่อยประทีปลงน้ำไปแล้ว
"พวกเจ้าอธิษฐานเสร็จแล้วหรือ"หลี่อวิ๋นรู้สึกเสียใจเล็กน้อย รู้อย่างนี้ลงมาแต่แรกก็ดี จะได้ลอยประทีปพร้อมกับหลี่ไหวฺอวี้
"เสี่ยวอวิ๋นเจ้าก็ลงมาด้วยหรือ" หมิงเป่าจูร้องทัก
"เห็นพวกเจ้าสนุกสนานกันข้าไม่อยากอยู่คนเดียว ก็เลยลงมา" หลี่อวิ๋นยิ้มสดใส พลางโบกประทีปดอกบัวในมือไปมา
"เช่นนั้นก็รีบมาสิ!"
หมิงเป่าจูพบว่าหลี่อวิ๋นเป็นหญิงสาวเรียบร้อยอ่อนหวานทั้งยังบอบบางและเขินอายง่ายยิ่ง
ดังนั้นเวลาเผชิญหน้ากับนางหมิงเป่าจูจึงมักจะแสดงความกระตือรือร้นเป็นมิตรมากหน่อย ด้วยเกรงว่าอีกฝ่ายจะรู้สึกอึดอัด
"ข้าลอยเสร็จแล้วขึ้นไปก่อนล่ะ" หลี่ไหวฺอวี้เลิกคิ้วให้หมิงเป่าจู ก่อนจะก้าวขายาวๆขึ้นฝั่งไป
หลี่อวิ๋นชะงักเล็กน้อยกัดริมฝีปากอย่างขัดเขิน มายืนอยู่ข้างหลี่ไหวฺอวี้ แต่กลับเห็นเพียงเงาเดินผ่านตนเองไป
"เป่าจูข้าทำอะไรผิด หรือทำสิ่งใดให้เขาไม่พอใจใช่หรือไม่" มิเช่นนั้นเขาจะผละจากไปตอนที่นางเดินเข้าไปใกล้ได้อย่างไรพอคิดเช่นนี้ น้ำตาก็เอ่อคลอ
"โธ่เอ๋ยไยร้องไห้เสียแล้วเล่า เขาเป็นคนเช่นนี้เอง เจ้าอย่าเก็บมาใส่ใจเลย มาเถอะข้าจะไปเป็นเพื่อนเอง" หมิงเป่าจูรู้สึกรับมือไม่ถูกไม่รู้จะปลอบโยนอย่างไร
ชาติก่อนนางไม่ค่อยมีเพื่อนผู้หญิงสักเท่าไรเพื่อนสนิทที่มีอยู่สองคน แต่ละคนก็ห้าวหาญยิ่งกว่าชายฉกรรจ์ เพิ่งจะเคยพบพานหญิงสาวที่บอบบางน่าทะนุถนอมเช่นนี้เป็นครั้งแรกเหมือนกัน
ริมฝั่งมีผู้คนมาลอยประทีปไม่ขาดสายทั้งสี่เดินฝ่าฝูงชนออกมาได้ ก็ถอนหายใจอย่างโล่งอก
บนถนนฝั่งตรงข้ามกับสะพานข้ามคลองสว่างไสวไปด้วยโคมไฟเสียงผู้คนดังเซ็งแซ่ คึกคักเป็นพิเศษ บรรยากาศรื่นเริงของเทศกาล ทำให้ผู้คนสามารถสัมผัสได้ถึงความตื่นตาตื่นใจของการแสดงที่อยู่ห่างไกลออกไปราวกับใกล้แค่เอื้อม
"การแสดงเริ่มแล้วพวกเรารีบไปกันเถอะ!" หลี่อวิ๋นพูดกลั้วยิ้มพร่างพรายคิ้วใบหลิวโค้งเรียวเป็นรูปสวย
ถนนทั้งสายคลาคล่ำไปด้วยคนขายศิลป์ตั้งแต่หัวถนนไปยันท้ายถนน มีทั้งการแสดงพ่นไฟ เล่นกลปาหี่ เวทีแข่งขันประลองยุทธ์การเดินบนไม้ค้ำถ่อ ทุกสิ่งที่หมิงเป่าจูเคยดูในรายการโทรทัศน์ล้วนมีครบถ้วน
"ช่างน่าสนุกจริงๆ!"นางตะลึงตาค้างมาตลอดทาง
"พี่หญิงท่านดูสิ!" หมิงเป่าอวี้ชี้นิ้วไปข้างหน้า
ตรงนั้นมีผู้คนรุมล้อมอยู่หลายชั้นแม้ว่าการแสดงอื่นๆ ก็มีคนมาก แต่ไม่ถึงกับเบียดเสียดจนไหล่ชนกันเช่นนี้
"ไปดูกัน"
พวกนางอาศัยความได้เปรียบด้านส่วนสูงบุกลุยฝ่าวงล้อมของผู้คนไปจนถึงแถวหน้าสุดพอดีกับที่ผู้คนรอบข้างปรบมือแสดงความชื่นชม พวกนางจึงรู้ว่าพลาดการแสดงอันน่าตื่นตาตื่นใจไปเสียแล้ว
ทั้งสามจ้องมองไปยังจุดเดียวกันการแสดงที่ดึงดูดใจผู้คนมากมายเช่นนี้ กลับมีชายหนุ่มแสดงอยู่เพียงคนเดียว
"ท่านผู้ชมทั้งหลายต่อไปนี้ข้าต้องการความช่วยเหลือจากทุกท่าน มีผู้ใดยินดีให้ข้ายืมเหรียญทองแดงสักเหรียญหรือไม่ไม่มากไม่มาย แค่เหรียญเดียวก็พอ!" เสียงของนักแสดงดังกังวานแม้แต่ผู้ชมที่อยู่ไกลออกไปก็ได้ยินอย่างชัดเจน
เขาชูฆ้องขึ้น มือถือไม้ตี เดินไปก็ตีฆ้องไปเรื่อยๆ
จนกระทั่งเดินครบรอบในที่สุดก็มีคนควักเหรียญทองแดงออกมาจากแขนเสื้อ ใส่ลงในถาดโลหะที่วางหงายอยู่