อุ้มบุญ ลุ้นรัก #22
หมูกระทะเยียวยาทุกสิ่ง
เมื่อรถเคลื่อนออกมาจากโรงเรียนของลูก ๆ เจฟฟรีย์และแก้วใสก็รีบพาสามแสบสามซ่าไปหาหมอที่โรงพยาบาลเพื่อตรวจร่างกายผลปรากฏว่าเด็กน้อยทั้งสามแข็งแรงดีไม่มีอะไรน่าเป็ห่วงมีแค่รอยฟกช้ำตามตัวเท่านั้น ทายาไม่กี่วันก็หาย หลังจากที่หมดกังวลและได้ยามาคนละถุงสองสามีภรรยาก็รีบพาลูก ๆ กลับบ้านเพราะปู่กับย่ากำลังรอ
"กลับมากันแล้ว หลานย่าเป็ยังไงบ้างลูก ไหนมาให้ย่าดูหน่อยสิ"
"ลัคเจ็บมากเลยคับย่า"
"ไลฟ์ก็เจ็บมาก ๆ เลยคับย่า"
"โธ่หลานย่าน่าสงสารจริง ๆ ลูก"
"ไม่เป็อะไรมากหรอกค่ะมัม มีแค่รอยฟกช้ำเอง"
แก้วใสเอ่ยกับแม่สามีในขณะที่ลูกชายขนาบข้างอ้อนคนเป็ย่าที่ดูจะห่วงหลานอย่างโอเวอร์แต่ก็นะมีคนพูดว่าปู่ย่าตายายมักจะรักหลานมากกว่าลูกและมันก็เป็จริงเพราะมาดามแป้งหอมกับคุณเจสันนั้นรักหลานทั้งสามยิ่งกว่าลูกชายในไส้เสียอีก
"พี่เลิฟเจ็บตรงไหนไหมลูก มาให้ปู่ดูสิ" คุณปู่ยังหนุ่มคว้าหลานสาวคนเดียวไปสำรวจความเสียหาย
"หนูเจ็บมือนิดเดียวเองค่ะปู่" เด็กหญิงรีบเอามือที่ได้าเ็จากการถูกผลักให้คนเป็ปู่ดูซึ่งไม่ได้เจ็บอะไรมากมายแค่ถลอกนิดหน่อยก็เท่านั้นเองแต่
"เจ็บขนาดนี้ทำไมไม่อยู่โรงพยาบาล หึ เ้าเจฟ"
คุณเจสันทำตาเขียวปัดใส่ลูกชายที่นั่งอ้าปากเหวอใกับความเว่อร์ของบิดาโดยมีภรรยานั่งกะพริบตาปริบ ๆ พูดอะไรไม่ถูกเหมือนกัน แผลแค่นิดเดียวถึงขั้นต้องนอนโรงพยาบาลเลยเหรอ หล่อนว่ามันเว่อร์ไปแต่ไม่กล้าพูดออกมาจึงนั่งเงียบ ๆ มองพ่อกับแม่ของสามีโอ๋หลาน
"แด๊ดครับแผลไม่ได้ใหญ่มาก ผมพาไปหมอแล้ว หมอว่าไม่ได้เป็อะไรทายาเดี๋ยวก็หาย"
"ลัคไม่นอนโรงพยาบาลนะครับย่า นะครับปู่"
"ไลฟ์ก็ไม่นอน"
"เลิฟก็ไม่เอา"
"โอเค ๆ ไม่นอนก็ไม่นอน ไหนเล่ามาให้ย่าฟังหน่อยสิเื่มันเป็ยังไง เราทั้งสามถึงไปชกต่อยกับเขานะ"
มาดามแป้งหอมสำรวจเนื้อตัวของหลานชายเสร็จก็หันไปสำรวจเนื้อตัวของหลานสาวต่อเมื่อเห็นว่าไม่เป็อะไรมากอย่างที่หมอบอกก็ถามถึงต้นเหตุของเื่ หลาน ๆ ทั้งสามคนจึงฟ้องย่ากับปู่ทันทีโดยมีการแสดงให้ดูประกอบคำพูด กู๊ดเลิฟ กู๊ดลัค กู๊ดไลฟ์ เล่าเป็จริงเป็จังมากและแอบเติมผงชูรสลงไปนิดหน่อยเพื่อให้ปู่ย่าเห็นใจซึ่งมันก็ได้ผลเพราะทันทีที่เล่าจบคนเป็ปู่ย่าก็หันไปสอบถามลูกชายและลูกสะใภ้ว่าจัดการเื่นี้แบบนี้ไหน ถ้าจัดการไม่เด็ดขาดพวกเขาจะไปจัดการเอง
"ผมจัดการเรียบร้อยแล้วครับมัมกับแด๊ดไม่ต้องห่วง"
"ดี ให้มันรู้เสียบ้างนี่หลานใคร จริงไหมจ๊ะปู่"
"จริงจ้ะย่า หลานขาใครอย่าแตะ"
สองปู่ย่าเข้ากันเป็ปี่เป็ขลุ่ยโอ๋หลานยิ่งกว่าปกติทำให้แก้วใสที่นั่งไม่พูดไม่จาถึงกับต้องพ่นลมหายใจออกมาหนัก ๆ เพราะเริ่มรู้สึกเป็ห่วงลูก ๆ ขึ้นมาที่มีคนตามใจเกินเหตุแต่ไม่เป็ไรหล่อนเชื่อว่าตนเองกับสามีจะต้องเลี้ยงลูกออกมาได้ดีแน่ในเมื่อพ่อแม่ไม่ได้เลวร้ายลูก ๆ ก็น่าจะเป็อย่างนั้น
เพราะโดนเพื่อนล้อว่าอ้วนเด็กกำลังโตอย่างกู๊ดเลิฟจึงไม่ยอมลงมากินข้าวเย็น เอาแต่ซุกตัวนอนอยู่ในผ้าห่มจนพ่อแม่อดเป็ห่วงไม่ได้ ไม่ต่างจากน้องชายฝาแฝดเมื่อเห็นพี่สาวซึมก็มีอาการซึมตามค่อย ๆ คลานขึ้นไปบนเตียงทำตัวเป็แมวน้อยอ้อนพี่แต่อ้อนยังไงพี่ก็ไม่ยอมลงไปกินข้าวอยู่ดี
"พี่เลิฟเป็อะไรครับลูกทำไมไม่ไปกินข้าว" เจฟฟรีย์ลูบหัวลูกสาวหัวแก้วหัวแหวนเบา ๆ แล้วถามด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนถึงเหตุผลของการไม่ยอมกินข้าวเย็น
"นั่นสิจ๊ะ ลูกสาวหม่ามี้ไม่หิวเหรอ" แก้วใสก็ทำไม่ต่างจากสามี
"หิวจ้ะหม่ามี้แต่หนูไม่อยากกิน" กู๊ดเลิฟตอบเสียงอู้อี้ หิว แต่กินไม่ได้
"ทำไมคับพี่เลิฟ" กู๊ดไลฟ์เป็คนถาม
"หิวก็ต้องกินสิคับพี่เลิฟ ลัคไม่เข้าใจเลย"
กู๊ดเลิฟได้ยินแบบนั้นก็พยักหน้าหงึก ๆ เห็นด้วยจึงถอนหายใจออกทำเหมือนเื่ที่กำลังเผชิญนั้นเป็เื่ใหญ่ของชีวิต เด็กน้อยมองหน้าพ่อ หน้าแม่ หน้าน้องชายทั้งสองแล้วตัดสินใจพูดถึงเหตุผลของการไม่ยอมกินข้าวเย็นด้วยน้ำเสียงเศร้าสร้อยยิ่งกว่านางเอกในละครน้ำเน่าเสียอีก
"เลิฟไม่อยากอ้วน เอ็ดดี้บอกว่า เลิฟไม่น่ารัก"
เสียงเศร้า ๆ ของลูกสาวทำเอาพ่อแม่ใจจะขาด ั้แ่เกิดมากู๊ดเลิฟไม่มีปัญหากับการกินจึงทำให้รูปร่างอวบกว่าเด็กผู้หญิงในวัยเดียวกันแต่ไม่ถึงกับอ้วน เจฟฟรีย์กัดฟันกรอดรู้สึกโกรธเด็กชายเอ็ดดี้มากที่เป็ต้นเหตุให้ลูกสาวไม่ยอมกินข้าวจึงหันไปสบตากับภรรยาเพื่อขอความช่วยเหลือ เขาทนไม่ได้หรอกที่เห็นลูก ๆ อดข้าว แก้วใสจึงยิ้มให้สามีน้อย ๆ แล้วตาโตขึ้นมาเมื่อคิดแผนการบางอย่างออก จากนั้นก็หันไปกระซิบกระซาบกับลูกชายฝาแฝดทำให้ทั้งสองหัวเราะคิกยกนิ้วโป้งให้มารดาอย่างถูกอกถูกใจ
"หม่ามี้มีข้อเสนอมาให้เลิฟ หนูอยากฟังไหมลูก" แก้วใสทำตาเ้าเล่ห์พร้อมกับยักคิ้วหาสามีเป็การส่งสัญญาณ ชายหนุ่มจึงยิ้มแล้วตามน้ำไปทำตัวตื่นเต้นอยากรู้ด้วยคน
"แด๊ดดี้อยากรู้ ลัคกับไลฟ์อยากรู้ไหมครับ"
"อยากคับ" สองแฝดก็ทำตัวไม่ต่างจากบิดา สมแล้วที่เป็พ่อลูกกัน แก้วใสคิดในขณะที่รอคำตอบจากลูกสาวที่กำลังลังเลจะเอายังไงดี สุดท้ายความอยากรู้ก็ชนะทุกสิ่งจึงพยักหน้าตกลงแล้วมองมารดาตาแป๋วเพื่อฟังข้อเสนอ
"ข้อเสนอของหม่ามี้ก็คือ ถ้าเย็นนี้เลิฟลงไปกินข้าว เย็นวันพรุ่งนี้หม่ามี้จะทำหมูกระทะให้กิน"
"หมูกระทะ! จริงเหรอคะหม่ามี้"
จากที่นอนซึมกะทือก็เด้งตัวขึ้นมาอย่างรวดเร็วเหมือนมีสปริงติดไว้แล้วถามมารดาด้วยความดีใจจนลืมไปว่าก่อนหน้าตัวเองนั้นไม่อยากกินข้าวเพราะกลัวอ้วน เจฟฟรีย์เห็นลูกสาวสนอกสนใจจึงเพิ่มความอยากของลูกสาวด้วยอาหารอีกหลากหลายอย่างและไม่ลืมที่จะหันไปหาตัวกระตุ้นอย่างสองแฝด
"ลัคกับไลฟ์จะกินอะไรอีกไหมลูก"
"ไลฟ์เอากุ้งตัวโต ๆ เอาปลาหมึกตัวใหญ่ ๆ เอา ๆ น้ำอัดลมหนึ่งแก้ว"
"ลัคก็เอาครับแด๊ดดี้ เอาลูกชิ้น ไส้กรอก แล้วก็เอา ๆ น้ำอัดลมหนึ่งแก้วเหมือนไลฟ์"
"เลิฟละลูก เอาอะไรไหม หรือว่าหนูจะไม่กิน"
"กิน"
ไม่ต้องคิดให้เสียเวลากู๊ดเลิฟตอบบิดาด้วยน้ำเสียงชัดเจนตาเป็ประกายเมื่อจินตนาการไปไกลถึงบรรยากาศของการกินหมูกระทะที่มารดาเคยทำให้กินเวลามีเทศกาลต่าง ๆ หรือลูก ๆ อ้อนอยากกิน แก้วใสอุตส่าห์บินไปซื้ออุปกรณ์การทำหมูกระทะจากประเทศไทยด้วยตัวเองทั้งยังฝึกการทำน้ำจิ้มจนเป็ที่ถูกอกถูกใจของคนในครอบครัวไม่เว้นแม้กระทั่งพ่อสามีที่เป็คนอังกฤษแท้ ๆ
จากนั้นห้าคนพ่อแม่ลูกก็พาก็จูงมือลงมากินข้าวเย็นอย่างเช่นทุกวันแต่ที่แตกต่างไปจากเดิมคือมีเื่ของหมูกระทะเข้ามาเป็หัวข้อการสนทนาทำให้บรรยากาศกินข้าวเย็นของครอบครัวมิกาเรนท์เต็มไปด้วยเสียงหัวเราะของความสุข แก้วใสมองสามีกับลูกทั้งสามแล้วหัวเราะน้อย ๆ ไม่รู้ต้องขอบคุณใครดีระหว่างเจฟฟรีย์กับลูกแฝดหรือหมูกระทะที่ทำให้กู๊ดเลิฟยอมลงมากินข้าวเย็นและหลงลืมเื่ที่โดนล้อมา
'นี่สินะเขาถึงบอกว่า หมูกระทะเยียวยาทุกสิ่ง'
***********************