เก้าผันแปรแห่งความเป็นนิรันดร์

    บทที่ 23 สองปีผ่านไป

    บทที่ 23 สองปีผ่านไป


            บนยอดเขาหยุนหลิง รวมทั้งหวังเฉินแล้วมีศิษย์ทั้งหมดเพียงสามคนเท่านั้น หยุนซานแตกต่างจากผู้อาวุโสคนอื่นๆตรงที่แทบไม่รับศิษย์เลย ตลอดร้อยปีที่ผ่านมาเขารับศิษย์เพียงแค่สองคนคือ โจวชิงและหวังเฉิน ส่วนหยุนลู่ที่เป็นบุตรสาวของเขาไม่ได้ถือว่าเป็นศิษย์แต่อย่างใด

    เมื่อย้ายจากยอดเขาของศิษย์ภายนอกมาสู่ยอดเขาหยุนหลิง หวังเฉินก็มีเวลาในการฝึกฝนมากขึ้นทันทีในฐานะศิษย์ชั้นใน เขาแทบจะไม่มีภารกิจที่ต้องทำมากนัก แต่หากเขาต้องการทรัพยากรที่จะใช้สำหรับการฝึกฝนเช่น หินวิญญาณหรือเม็ดยา ก็ต้องไปรับภารกิจจากหอภารกิจเพื่อนำคะแนนสะสมของสำนักมาแลกเช่นเดิม


            อย่างไรก็ตาม สำหรับหวังเฉินแล้วเขาไม่ได้สนใจสิ่งของจำพวกอาวุธวิเศษหรือทรัพยากรใด ๆ เลยเนื่องจากการฝึกฝนของเขามุ่งเน้นไปที่การพัฒนาร่างกายทั้งหมดอีกทั้งเขาไม่ได้ต้องการเม็ดยาหรือหินวิญญาณมากนัก สาเหตุมาจาก แม้หวังเฉินจะมีพลังในระดับโพ้นฟ้า แต่ระดับพลังวิญญาณของเขาอยู่ในขั้นปลายของขั้นสร้างฐานเนื่องจากเขามีพลังวิญญาณที่แข็งแกร่งทำให้เขาสามารถดูดซับพลังปราณจากฟ้าดินได้อย่างอิสระในระหว่างการฝึกฝนซึ่งผลลัพธ์ที่ได้ไม่ต่างจากการใช้เม็ดยาหรือหินวิญญาณเท่าใดนัก


            “ในที่สุดข้าก็สามารถฝึกฝนได้อย่างสงบเสียที!” 


            ตอนนี้หวังเฉินยืนอยู่หน้าถ้ำที่เขาได้เจาะสร้างขึ้นมาเองเขาหายใจออกยาวๆ ครั้งหนึ่ง พลังมหาศาลของลมหายใจก็พัดแรงลมภูเขาให้ก้องกังวานคล้ายเสียงฟ้าร้องซึ่งเป็นผลมาจากการทำงานของอวัยวะภายในที่แข็งแกร่งลมหายใจเพียงครั้งเดียวของเขามีพลังเหนือกว่าผู้ฝึกตนในระดับเดียวกันอย่างชัดเจน


            ในขณะนี้ วิชาเก้าสังวรแห่งการหลอมกายของหวังเฉินก้าวหน้าจนถึงขั้นสุดท้ายของขั้นแรกนั่นคือขั้นหลอมไขกระดูกและเปลี่ยนเลือด ในขั้นตอนนี้เขาต้องใช้ความละเอียดและพิถีพิถันเป็นอย่างยิ่งผิดพลาดแม้แต่น้อยไม่ได้เลย เพราะไขกระดูกเป็นส่วนสำคัญที่สุดของร่างกายเป็นแหล่งพลังงานทั้งหมด การฝึกฝนจนถึงขั้นที่สามารถขับเลือดเสียออกและสร้างเลือดใหม่ได้จะเป็นการกลับคืนสู่สภาวะดั้งเดิมและหลอมรวมทุกสิ่งให้เป็นหนึ่งเดียว


            กาลเวลาล่วงเลยไปอย่างรวดเร็ว เมื่อเข้าสู่เดือนแรกที่ยอดเขาหยุนหลิง หวังเฉินฝึกฝนด้วยการดูดซับพลังปราณจากฟ้าดินทุกวันเพื่อหลอมไขกระดูกและสร้างเลือดใหม่เลือดของเขาในตอนนี้ไม่เหมือนกับคนทั่วไปอีกต่อไป ไม่ใช่สีแดงสดแต่กลับมีแสงสีทองเปล่งประกายในเลือดสีแดงทำให้เลือดทั้งหมดดูเป็นสีแดงทองและมีความเหนียวข้นราวกับปรอท หลังจากผ่านไปได้หนึ่งเดือนเลือดในร่างกายของเขาครึ่งหนึ่งก็ได้ถูกแทนที่ด้วยเลือดใหม่เรียบร้อยแล้ว


            หลังจากกลายเป็นศิษย์ชั้นใน เขาสามารถที่จะไปยังหอคัมภีร์เพื่อเลือกวิชาใหม่มาฝึกได้อีกครั้งแต่หวังเฉินไม่ได้สนใจวิชาอื่นอีกแล้ว เนื่องจากวิชาเก้าสังวรแห่งการหลอมกาย เป็นหนทางสูงสุดสู่การบรรลุวิถีแห่งเต๋าเพียงแค่ยึดมั่นและฝึกฝนวิชานี้ต่อไปวิชานี้จะไม่ด้อยไปกว่าคัมภีร์ล้ำค่าหรือวิชาอันล้ำเลิศใด ๆ เลย


            สิบวัน ยี่สิบวัน หนึ่งเดือน สองเดือน… ในทุก ๆ วันที่บริเวณหน้าถ้ำธรรมดาบนยอดเขาหยุนหลิง มักจะมีเสียงสายฟ้าฟาดก้องเป็นระยะ ๆนี่คือผลจากการที่หวังเฉินดูดซับพลังปราณจากฟ้าดินอย่างต่อเนื่องเพื่อหลอมไขกระดูกและสร้างเลือดใหม่ ยิ่งวิชานี้เข้าสู่ช่วงปลายของขั้นแรกการฝึกฝนก็ยิ่งยากลำบากมากยิ่งขึ้นไปอีกนี่คือขั้นตอนสำคัญที่สุดของการคืนสู่ภาวะดั้งเดิมที่ไม่อาจละเลยไปได้แม้แต่น้อย หวังเฉินจึงทุ่มสมาธิทั้งหมดไปที่ร่างกายของเขาเองทุก ๆ วันเขาตั้งใจที่จะสังเกตการเปลี่ยนแปลงในร่างกายอย่างละเอียด


            เมื่อเวลาผ่านไป เขาเริ่มไม่รับรู้วันเวลาอีกต่อไปสนใจเพียงการดูดซับพลังปราณในฟ้าดินเพื่อพัฒนาตนเอง ทว่าระหว่างกระบวนการนี้กลับทำให้เขาเหนื่อยล้าเป็นอย่างยิ่งการหลอมเลือดใหม่เพียงหยดเดียวต้องใช้พลังจิตอย่างมหาศาลแม้แต่พลังวิญญาณในระดับปลายของการสร้างฐานก็ยังไม่เพียงพอที่จะรองรับการฝึกฝนที่หนักหน่วงเช่นนี้ได้


            ทุก ๆ แปดชั่วโมง หวังเฉินจะต้องหยุดการฝึกเพื่อพักผ่อนฟื้นฟูพลังจิตด้วยการทำสมาธิวนเวียนเช่นนี้ทุกวัน ทุกเดือน และทุกปี จนในที่สุด บริเวณรอบถ้ำที่เขาฝึกฝนก็ได้ถูกปกคลุมไปด้วยต้นไม้ที่เจริญเติบโตขึ้นมาอย่างบ้าคลั่งมีมอสและเถาวัลย์ปกคลุมไปทั่ว แต่ภายในถ้ำกลับยังคงเงียบสงบราวกับเป็นสถานที่แห่งความตายที่ไร้ซึ่งการเคลื่อนไหวใด ๆ


            "หึ! สองปีแล้วนะ! หวังเฉินคนนี้ช่างน่ารังเกียจนักถึงกับไม่โผล่หน้ามาให้ข้าในฐานะศิษย์พี่เจอสักครั้งเลย ช่างเป็นเรื่องที่น่าเหลือเชื่อจริงๆ"

    ณ บริเวณหน้าถ้ำที่ปกคลุมไปด้วยมอส หญิงสาวในชุดกระโปรงสีเขียวมรกตผิวพรรณขาวดุจหยก ดวงตาใสกระจ่างแต่แฝงไว้ด้วยความเจ้าเล่ห์กำลังยืนกอดอกพร้อมยื่นปากแสดงความไม่พอใจ เธอเตะก้อนหินตรงเท้าอย่างหงุดหงิดพร้อมกับจ้องไปยังปากถ้ำด้วยสายตาที่ดูเหมือนเปลวไฟจะพุ่งออกมา


            หยุนลู่ไม่อาจนับได้ว่านี่เป็นครั้งที่เท่าไหร่แล้วที่เธอได้มาเยือนถ้ำฝึกฝนของหวังเฉินแต่ทุกครั้งที่มาที่นี่ บรรยากาศรอบข้างล้วนว่างเปล่าไร้ผู้คนแม้แต่นกหรือสัตว์ป่าบริเวณนี้ยังไม่ปรากฏให้เห็นสักตัวเดียว เธอไม่รู้เลยว่า หวังเฉินกำลังฝึกวิชาเก้าสังวรแห่งการหลอมกายที่มุ่งเน้นเสริมความแข็งแกร่งของร่างกายจนทำให้กลิ่นอายของเขานั้นรุนแรงยิ่งกว่าสัตว์เทพทั้งหลายทำให้เหล่านกสัตว์ในป่าต่างหวาดกลัวและหนีหายไปจากบริเวณโดยรอบ


            "ศิษย์น้องของข้ายังไม่ออกจากการปิดด่านอีกหรือ?"


            

            โจวชิงในชุดคลุมสีเขียวเข้ม ไม่รู้ว่ามาตั้งแต่เมื่อไหร่ได้ยืนอยู่ด้านหลังหยุนลู่แล้วเขาเงยหน้ามองไปยังถ้ำที่เรียบง่ายด้วยสายตาครุ่นคิด พร้อมกับถอนหายใจ สำหรับหวังเฉินแล้ว โจวชิงยอมรับโดยสิ้นเชิงว่าเขาคือ"อัจฉริยะที่บ้าคลั่งในเรื่องการฝึกฝน" นับตั้งแต่หวังเฉินเข้ามาฝึกที่ยอดเขาหยุนหลิงเขาไม่ได้ออกจากถ้ำเลยแม้แต่ครั้งเดียวตลอดสองปีที่ผ่านมา จนกระทั่งถึงตอนนี้ไม่ว่าจะเป็นศิษย์ชั้นในหรือศิษย์ภายนอกของสำนักชิงหยุน ต่างก็ลืมเลือนยอดคนผู้ที่เคยปรากฏตัวอย่างโดดเด่นบนลานประลองในวันนั้นไปหมดสิ้นแล้ว


            แม้แต่ในการประลองใหญ่ปลายปี  หวังเฉินก็ไม่ปรากฏตัวเลยไม่เพียงแค่นั้น แม้แต่ในบันทึกของหอภารกิจ ก็ไม่มีร่องรอยว่าเขาเคยทำภารกิจใดๆเลยแม้แต่ครั้งเดียวในช่วงที่ผ่านมา โจวชิงถึงกับสงสัยว่า หวังเฉินผู้มีอายุน้อยเช่นนี้เหตุใดจึงสามารถอดทนอยู่ในความเงียบสงบเช่นนี้ได้ถึงสองปีโดยไม่ย่างเท้าออกมานอกถ้ำเลยแม้แต่ก้าวเดียว หากไม่ใช่เพราะอาจารย์หยุนซาน ยืนยันว่าเขายังคงปิดด่านฝึกฝนอยู่ในถ้ำโจวชิงคงอดคิดไม่ได้ว่าบางทีหวังเฉินอาจนั่งสมาธิในถ้ำจนสิ้นอายุขัยไปแล้วก็เป็นได้