การจะสร้างค่ายกลนั้นต้องใช้ของวิเศษเป็แกนของค่ายกลแต่ละทิศ ร่วมกับการประทับวงแหวนอักขระในแต่ละจุดอย่างถูกต้อง และยังมีรายละเอียดหลักการมากมาย ความสมดุลของธาตุทั้งห้าที่เกื้อหนุนกันอย่างเหมาะสม พลังหยินหยาง และอื่นๆ อีกมากมาย
จิ่นฮวาศึกษาหลักการสร้างค่ายกลมาได้หนึ่งสัปดาห์แล้ว ตอนนี้นางและภูติทั้งสองช่วยกันวางแผนที่จะสร้างค่ายกลเสริมพลังิญญาขึ้น ค่ายกลนี้ถ้าทำสำเร็จ จะรวบรวมพลังฟ้าดินไว้ในเขตแดนของค่ายกลอย่างเข้มข้น ทำให้พื้นที่บริเวณนั้นมีพลังิญญาหนาแน่นกว่าที่อื่น
“ที่แกนหลักทั้งแปดทิศจะต้องใช้ของวิเศษและประทับวงแหวนอักขระเสริมพลังิญญา และยิ่งจุดศูนย์กลางของค่ายกลยิ่งต้องมีพลังิญญาสูง เราจะเอาของวิเศษมาจากไหนล่ะ” จิ่นฮวาเอ่ยออกมาอย่างจนใจ
“ปกติค่ายกลจะใช้อัญมณีิญญา แต่ของที่มีพลังิญญาสูงมักมีผู้คน้ามากมาย ถ้าอยากได้เราคงต้องไปที่โรงประมูล แต่ใช่ว่าจะมีผู้นำมาประมูลเสมอไป ต้องเสี่ยงดวงถึงจะได้ กว่าจะครบทั้งเก้าชิ้นไม่รู้ต้องใช้เวลาเท่าใด” จิ้นซื่อก็จนปัญญาเช่นกัน
เยว่เอ๋อร์ที่นิ่งเงียบอยู่นานก็ทำหน้าเหมือนนึกอะไรออก
“ถ้าเราใช้สิ่งอื่นที่มีพลังิญญาทดแทนอัญมณีิญญาได้หรือไม่เ้าคะ” นางเสนอขึ้นมา
ทั้งสองหันมามองอย่างสนใจ รอให้นางพูดต่อ
“เช่น ต้นไม้แห่งภูติ อย่างต้นแสงจันทร์ของข้าล้วนมีพลังิญญาสูง ถือเป็ต้นไม้วิเศษ” เยว่เอ๋อร์กล่าวอย่างมั่นใจ
“ใช่แล้วทำไมข้านึกไม่ออกก่อนหน้านี้ ต้นไม้แห่งภูติย่อมใช้ได้แน่นอนขอรับนายหญิง” จิ้นซื่อกล่าวอย่างตื่นเต้น
“แต่เราคงไม่สามารถนำต้นไม้ใหญ่ออกมาจากป่าได้ เยว่เอ๋อร์ เ้าสามารถเจรจากับเหล่าภูติ ขอต้นกล้าเล็กๆ ของต้นไม้เ่าั้ได้หรือไม่ หากเรานำต้นกล้ามาปลูกและประทับตราวงแหวนอักขระเสริมพลังิญญา ใช้พลังของข้ากับท่านแม่หล่อเลี้ยง ไม่นานต้นไม้เ่าั้น่าจะมีพลังิญญาสิบปีได้ไม่ยาก ค่ายกลของเราอาจต้องใช้เวลาสักหน่อย แต่ต้องสำเร็จแน่” จิ่นฮวาวางแผน
“ได้เ้าค่ะนายหญิง” เยว่เอ๋อร์รับปาก
“เช่นนั้นบริเวณทิศทั้งสี่ที่เป็บ่อน้ำ เราควรใช้เป็บัวทั้งสี่ ทิศเหนือบัวมรกต ทิศใต้บัวแก่นทับทิม ทิศตะวันออกเป็บัวอัคคี และ ทิศตะวันตกเป็บัวเหมันต์ เขียว แดง ร้อน เย็น สมดุลหยินหยาง” จิ้นซื่อออกความเห็น
“ใช้ต้นแสงจันทร์ของข้าเป็ศูนย์กลางค่ายกล เพราะต้นไม้ที่มีภูติสถิตอยู่จะมีพลังที่แข็งแกร่งกว่าต้นอื่นๆ เป็ตัวแทนธาตุพฤกษา” เยว่เอ๋อร์เสนอ ทุกคนก็เห็นด้วย
“ส่วนอีกสี่ทิศที่เหลือเป็ ต้นแก่นตะวัน ต้นหยาดน้ำค้าง ต้นดาราพาย และต้นบุปผาหยก เป็ตัวแทนธาตุทั้งสี่ไฟ น้ำ ลม และดิน” จิ่นฮวากล่าว
“ได้เ้าค่ะ เดี๋ยวข้าจะไปเจรจากับพวกนางไว้ก่อน” เมื่อได้ข้อสรุปแล้ว เยว่เอ๋อร์จึงหายตัวกลับไปยังต้นแสงจันทร์ของตนที่อยู่ในป่าหมอกชั้นกลาง
ต้นไม้วิเศษนั้นต้องมีพลังอย่างน้อยถึงหมื่นปีถึงจะให้กำเนิดภูติได้ และในบริเวณรอบๆ มักจะมีต้นกล้าเล็กๆ ถือกำเนิดขึ้น เป็ต้นบริวาร
เยว่เอ๋อร์จึงเข้าไปเจรจาขอต้นกล้าบริวารเ่าั้จากสหายภูติของตน เล่าให้พวกเขาฟัง ว่าเ้านายของนางกำลังทำสิ่งใด
“ถ้าข้านำต้นไม้บริวารของเ้าออกไปปลูกข้างนอก เมื่อมีพลังมากพอเ้าสามารถออกไปเที่ยวหาข้าที่ด้านนอกได้ด้วย ออกจากป่าชั้นกลางโดยไม่ต้องมีเ้านาย เ้าสนใจหรือไม่” ภูติน้อยรู้สึกสนใจอย่างมากจึงตอบตกลง แค่ให้ต้นกล้าเล็กๆ แก่สหาย ไม่ได้ทำให้นางเดือดร้อนอะไร แถมถ้าสำเร็จนางสามารถออกไปเปิดหูเปิดตาได้อีกด้วย
เหล่าภูตินั้นก็คล้ายกับสัตว์อสูร หากไม่ได้ทำพันธสัญญากับมนุษย์ก็ไม่สามารถผ่านหมอกหนาออกไปได้ นี่คือกฏของป่าแห่งนี้ แต่มีข้อยกเว้น หากมีต้นไม้ของตนอยู่ด้านนอก ถ้าต้นไม้นั้นมีพลังอย่างน้อยห้าร้อยปี ภูติสามารถไปที่ต้นไม้ของตนได้ และสามารถออกห่างจากต้นไม้ได้ในระยะหนึ่งลี้
เยว่เอ๋อร์ไปเยี่ยมเยือนและยื่นข้อเสนอให้กับสหายทุกตน และได้รับการตอบรับอย่างดี ถือว่าภารกิจของนางสำเร็จแล้ว
“เรียบร้อยเ้าค่ะนายหญิงพวกนางล้วนตกลงมอบต้นกล้าบริวารให้กับเรา” เยว่เอ๋อร์รีบแจ้งข่าวดีแก่นายของตน
“ดีมาก ขอบคุณเ้ามากเยว่เอ๋อร์เ้าช่วยเราได้มากจริงๆ” จิ่นฮวายิ้มกว้างกล่าวขอบคุณภูติน้อย นางรู้สึกขอบคุณภูติทั้งสองจริงๆ พวกเขาเป็ทั้งผู้ช่วย เป็ทั้งอาจารย์ และเป็ครอบครัวของนาง
จิ่นฮวาแจ้งแก่บิดามารดาว่าจะเข้าไปเอาต้นกล้าของต้นไม้วิเศษในป่าหมอกอาถรรพ์ ให้บิดามารดาไม่ต้องเป็ห่วงนางจะรีบไปรีบกลับ
ครั้งนี้จิ่นฮวาเดินทางเข้าป่าหมอกอาถรรพ์ชั้นกลาง โดยมีเยว่เอ๋อร์นำทาง จิ้นซื่อไม่ได้ตามมาด้วยเขาไม่ใช่ภูติแห่งป่า จึงไม่ควรบุกรุกอาณาเขตผู้อื่น เขาจึงรออยู่ที่ห้องตำรา ทบทวนตำแหน่งค่ายกลที่ร่างไว้ แก้ไขปรับปรุงให้สมบูรณ์มากขึ้น
ที่แรกที่ไปถึงคือสระบัวมรกต น้ำในสระมีสีเขียวมรกต ใสสะอาดอย่างมาก กลางสระมีดอกบัวขนาดใหญ่สีเขียวดั่งอัญมณีมรกต ที่เปร่งประกายพลังิญญาสีรุ่งออกมาดูงดงามจนหน้าตะลึง มีดอกบัวมรกตเล็กๆ รายล้อม กระจายทั่วสระ
จิ่นฮวาทักทายภูติน้อยที่สถิต ณ ดอกบัวมรกตเล็กน้อย แล้วนางก็นำกอบัวเล็กๆ ขึ้นมาให้หนึ่งกออย่างเต็มใจ
ที่ถัดมาคือต้นแก่นตะวัน ซึ่งอยู่ห่างกันไม่ไกลมาก ต้นแก่นตะวันมีลำต้นสูงประมาณสองเมตรออกดอกสีเหลืองอมส้ม เปล่งประกาย รู้สึกเหมือนมีพระอาทิตย์ดวงน้อยๆ ส่องแสงอยู่เต็มต้น มองดีๆ ต้นแก่นตะวันก็ส่องประกายสีรุ้งเช่นกัน ต้นไม้แห่งภูติล้วนมีพลังิญญาหมื่นปี
เมื่อได้ต้นกล้าแก่นตะวันมาแล้วก็เดินต่อไปทางทิศตะวันออก พบกับต้นบุปผาหยก ลำต้นไม่สูงนักใบเรียวยาวเปร่งประกายสีรุ้ง มีดอกสีเขียวเต็มต้น เมื่อมองใกล้ๆ จะเห็นว่ากลีบดอกทั้งหมดเป็หยกเนื้อดี ควรค่าแก่การมีไว้
ภูติทุกตนล้วนมอบต้นกล้าให้อย่างยินดี
เดินต่อมาอีกไม่ไกลมากก็ภพบึงสองขั้ว ฝั่งหนึ่งร้อน ฝั่งหนึ่งหนาวเย็น พลังสองขั้วแต่กลับสมดุลไม่มีใครข่มใคร เป็ที่สถิตของบัวอัคคี และบัวเหมันต์ บัวอัคคีสีแดงร้อนแรงดังเปลวเพลิง ส่วนบัวเหมันต์ขาวบริสุทธิ์เยือกเย็นดุจหิมะ ช่างเป็สองขั้วที่รุนแรงจริงๆ แต่ต้นกล้าเล็กๆ ที่ภูติน้อยทั้งสองนำมาให้ยังไม่มีพลังรุนแรง จิ่นฮวาจึงััได้ไม่เกิดอันตราย
ต้นต่อไปคือต้นดาราพรย ลำต้นทรงพุ่ม ออกดอกสีขาว เมื่อลมพัดผ่านจะเกิดแสงระยิบระยับดังดวงดาวเต็มท้องฟ้า งดงามแพรวพราว ยิ่งมีประกายแสงสีรุ้งยิ่งดูตระการตา
ที่ต่อไปคือสระทับทิม น้ำใสสะอาดจนมองเห็นปลาสีแดงที่แหวกว่ายอยู่ในน้ำ มีดอกบัวสีแดงทับทิมดอกใหญ่อยู่กึ่งกลางสระ บัวแก่นทับทิม งดงามดั่งอัญมณีล้ำค่า เปร่งประกายสีรุ้งน่าหลงใหล
ที่สุดท้ายคือต้นหยาดน้ำค้าง ขึ้นอยู่ริมน้ำตก มีใบเป็รูปหยดน้ำ ลักษณะใบหนาฉ่ำน้ำ เมื่อสะท้อนแสงแดดดูแวววาวดั่งหยาดน้ำค้าง ประกายสีรุ้งชวนมอง
เมื่อได้ต้นกล้าทั้งหมดแล้ว จึงเดินทางกลับออกจากป่า จิ่นฮวาแวะทักทายสัตว์อสูรที่น่ารักเล็กน้อย แล้วจึงออกจากป่า
กว่านางจะได้ต้นไม้วิเศษทั้งแปด ต้องวิ่งไปวิ่งมาทั่วป่าชั้นกลาง ถ้าไม่มีวิชาตัวเบาที่บิดาสอนให้ วันทั้งวันคงได้มาไม่ครบเป็แน่