บทที่ 20 พลัดตกน้ำ (รีไรต์)
แม้จะมีเสื้อผ้าคั่นกลาง เธอก็ยังััได้ถึงความร้อนของมือที่อยู่บนเอวของตัวเอง
เมิ่งว่านถังรีบลุกขึ้นนั่งอย่างลนลาน แล้วบ่นว่า “ในบ้านก็มีที่นอน คุณจะมานอนที่นี่ทำไม?”
ลู่ชิงเหยี่ยชำเลืองมองหญิงสาวตรงหน้า แต่ลังเลที่จะพูด
เมิ่งว่านถังเงียบไป
อย่างไรก็ตาม เธอไม่ได้รู้สึกอึดอัด สิ่งที่น่าอึดอัดใจคือคนอื่นต่างหาก
“ฝนตกแล้ว บ้านเราหลังคารั่ว” เมิ่งว่านถังพูดพลางลุกขึ้นหยิบกะละมัง แม้แต่กะละมังที่ใช้ทำอาหารก็ไม่เว้น หยิบติดมือเข้าไปในห้อง
ในบ้านมีน้ำหยดลงมาหลายจุด
โชคดีที่บนเตียงมีเพียงสองจุดเท่านั้น
จุดหนึ่งอยู่ที่ปลายเตียง อีกจุดหนึ่งอยู่เหนือศีรษะของเมิ่งว่านถังพอดี
เสียงหยดน้ำฝนที่ตกลงในกะละมังค่อนข้างดัง
เธอกังวลว่าเด็ก ๆ จะตื่น จึงเติมน้ำลงไปเล็กน้อยเพื่อลดเสียง
ส่วนห้องด้านนอก จุดที่น้ำหยดอยู่แค่บริเวณประตูเท่านั้น
พื้นห้องไม่ได้ปูด้วยหิน ไม่ใช่ปูนซีเมนต์ และไม่มีกระเบื้องปูพื้น เป็เพียงพื้นดินที่ถูกปรับให้เรียบ
อย่างมากที่สุด พื้นก็แค่เปียกเล็กน้อยหลังจากที่ฝนตกทั้งคืน
ผู้ชายคนนี้โชคดีจริง ๆ
เมิ่งว่านถังนอนเอียงข้าง
ฟ้าเริ่มสาง แต่ฝนยังตกไม่หยุด
เมิ่งว่านถังได้ยินเสียงคนเข้ามา แล้วกระซิบข้างหูเธอว่า “น้ำท่วมแล้ว”
“หา?”
เมิ่งว่านถังลืมตาขึ้น ยังงุนงงอยู่บ้าง
“ฉันจะใส่เสื้อกันฝนออกไปดูสักหน่อย ถ้าฝนตกหนัก เราต้องเตรียมตัวออกจากที่นี่แต่เนิ่น ๆ” ลู่ชิงเหยี่ยพูดพลางสวมเสื้อกันฝนสีเขียวทหาร สวมรองเท้าบูทยางแล้วออกไปข้างนอก
เมิ่งว่านถังเปิดม่านหน้าต่างมองออกไปข้างนอก ฝนตกหนักมาก ราวกับท้องฟ้ากำลังจะถล่มลงมา
ปกติเจ็ดแปดโมงเช้า อากาศก็เริ่มร้อนแล้ว
แต่ตอนนี้ท้องฟ้ามืดครึ้ม ฝนตกหนักอย่างต่อเนื่อง ไม่มีทีท่าว่าจะหยุดตกแม้แต่น้อย
ลู่ชิงเหยี่ยยังไม่กลับมา
เด็ก ๆ ก็ตื่นกันหมดแล้ว
ฝนตกหนักขนาดนี้ก็ออกไปไหนไม่ได้
เมิ่งว่านถังจึงตัดสินใจทำอาหารง่าย ๆ อย่างการต้มบะหมี่กิน เธอฝ่าสายฝนออกไปเก็บกุ้ยช่ายมาหนึ่งกำ แม้จะสวมหมวกฟาง แต่ร่างกายก็ยังเปียกโชกอยู่ดี
เธอเปลี่ยนเสื้อผ้าเป็ชุดสะอาด นั่งเด็ดกุ้ยช่ายในห้องด้านนอก ตั้งใจจะทำน้ำซุปไข่กุยช่าย
หลังจากเด็ดกุ้ยช่ายเสร็จ น้ำก็เดือดพอดี
เมิ่งว่านถังยังลังเลว่าจะต้มส่วนของลู่ชิงเหยี่ยด้วยหรือไม่ ก็มีคนมาเคาะประตูเสียงดังโครมคราม
เมิ่งว่านถังเพิ่งจะยินเสียง อีกฝ่ายก็เปิดประตูเข้ามาแล้ว
“พี่สะใภ้ พี่ชายผมหายไปแล้ว!”
ลู่ชิงเหอวิ่งเข้ามาจากข้างนอก ผลักประตูเปิดแล้วพูดอย่างร้อนรน
“อะไรนะ?”
เมิ่งว่านถังลุกพรวดขึ้นยืน ร่างกายโงนเงนเกือบจะเป็ลม
“หายไปได้ยังไง?” เมิ่งว่านถังพยายามสงบสติ
“ถูกน้ำพัดไปแล้ว ตอนนี้ยังหาตัวไปเจอ”
เมิ่งว่านถังตาพร่ามัว พลางเอื้อมมือไปจับโต๊ะโดยสัญชาตญาณ ถามด้วยความใ “เขาตัวใหญ่ขนาดนั้น จะถูกน้ำพัดไปได้ยังไง?”
ลู่ชิงเหอรีบอธิบายทันที “วันนี้น้ำท่วม พ่อเลยให้ผมออกมาดูสถานการณ์แต่เช้า ผมกับพี่ชายเจอกันที่ทางแยกก็เลยไปด้วยกัน พอพวกเราไปถึงที่นั่นก็เห็นว่ามีคนถูกน้ำพัดไป พี่ชายผมก็เลยะโลงไปช่วยอย่างไม่คิด เขาช่วยคนขึ้นมาได้ แต่ตอนที่ตัวเองจะขึ้นมาเอง ขาเป็ตะคริวเลยถูกน้ำพัดไป”
เมิ่งว่านถังหันกลับไปมอง พบว่าลูก ๆ ทั้งสองก็ใเช่นกัน
โดยเฉพาะโกวต้าน
เมิ่งว่านถังพยายามทำให้ตัวเองสงบลง ปลอบลูก ๆ ว่า “โกวต้าน แม่จะไปดูพ่อของลูกนะ ลูกกับน้องอยู่ดูแลเสี่ยวพ่างที่บ้านนะ แม่จะรีบกลับมา ห้ามไปไหนทั้งนั้นนะ”
พูดจบ เธอก็หยิบหมวกฟางที่พื้นขึ้นมาสวม แล้วพูดกับลู่ชิงเหอว่า “ไป พวกเราไปดูกันเถอะ”
ลู่ชิงเหยี่ยยังาเ็อยู่ แถมขาก็เป็ตะคริวอีก...
เมิ่งว่านถังหลับตาแน่น พยายามขับไล่ความคิดไม่ดีในหัวออกไป
ลู่ชิงเหยี่ยจะต้องไม่เป็อะไรอย่างแน่นอน
ในนิยาย เขาต้องเจอกับความเศร้าที่เห็นคนในครอบครัวที่อายุน้อยกว่าตายไปก่อน แต่ตัวเองกลับมีชีวิตยืนยาวจนอายุแปดสิบกว่าปี คนแบบนี้ไม่มีทางตายง่าย ๆ แน่นอน
ตอนนี้ฝนเบาลงมากแล้ว
เมื่อเมิ่งว่านถังมาถึงริมแม่น้ำ เธอเห็นน้ำที่กว้างหลายพันเมตรราวกับมหาสมุทร เธอจึงวิ่งไปตามริมฝั่ง
ลู่ชิงเหอที่วิ่งไล่มาตามหลัง พูดว่า “พี่สะใภ้อย่าเพิ่งกังวล บางทีพี่ชายผมอาจจะถูกใครช่วยไว้ก็ได้”
เธอก็หวังว่าจะเป็เช่นนั้น
แต่ตอนนี้น้ำในแม่น้ำที่เอ่อล้นขึ้นมาก็ท่วมไปไกลกว่าหนึ่งพันเมตรแล้ว ทุ่งนาก็จมอยู่ใต้น้ำทั้งหมด
ต้นข้าวโพดเองก็ไม่สูงนัก
ตอนนี้ข้าวโพดหลายต้นเหลือเพียงยอดที่โผล่พ้นน้ำ
แม่น้ำกว้างใหญ่ขนาดนี้ ไม่มีทางที่ใครจะช่วยลู่ชิงเหยี่ยได้ทัน
เมิ่งว่านถังวิ่งไปตามริมฝั่งแม่น้ำไปเรื่อย ๆ จนถึงหมู่บ้านอีกแห่ง จู่ ๆ ก็ได้ยินเสียงคนะโอย่างตื่นเต้นดังมาจากด้านหน้า
“ช่วยขึ้นมาแล้ว! ช่วยขึ้นมาแล้ว! รีบพาไปสถานีอนามัยเร็ว!”
หัวใจของเมิ่งว่านถังหยุดเต้นไปชั่วขณะ จากนั้นเธอก็รีบวิ่งฝ่าฝูงชนเข้าไป เห็นคนที่นอนอยู่ข้างในไม่ใช่ลู่ชิงเหยี่ย แต่เป็ชายชราคนหนึ่ง
เธอกลั้นน้ำตาไว้แล้ววิ่งต่อไปข้างหน้า
ไม่อยากให้ลู่ชิงเหยี่ยตาย
เมิ่งว่านถังวิ่งผ่านหมู่บ้านแล้วหมู่บ้านเล่า จนกระทั่งข้างหน้าไม่มีทางไปต่อ จึงทรุดตัวลงคุกเข่าร้องไห้อย่างสิ้นหวัง
ลู่ชิงเหอวิ่งตามมาอย่างเหนื่อยหอบ พูดว่า “พี่สะใภ้ เจอพี่ชายแล้ว มีคนพาส่งสถานีอนามัยไปแล้ว รีบไปดูเถอะ”
“อะไรนะ?”
จู่ ๆ ก็ได้ยินข่าวดีกะทันหัน หล่อนแทบไม่อยากเชื่อหูตัวเอง
รีบลุกขึ้นจากพื้น ถามอย่างตื่นเต้นว่า “เจอเขาแล้วจริง ๆ ใช่ไหม?”
“ใช่ครับ คนของเราไปยืนยันมาแล้ว พี่ชายผมถูกน้ำพัดไป แต่โชคดีที่เกาะต้นไม้ที่หักลอยน้ำมาได้ ตอนที่พี่ถูกพัดไปถึงหมู่ 7 ชาวบ้านแถวนั้นเห็นเข้าพอดี ทุกคนเลยช่วยกันลากพี่ขึ้นมา”
ลู่ชิงเหอยังพูดไม่ทันจบ ก็เห็นเมิ่งว่านถังวิ่งกลับไปทันที
เมื่อครู่นี้ เมิ่งว่านถังวิ่งเร็วเกินไป วิ่งออกไปหลายกิโลเมตรในคราวเดียว ตอนนั้นไม่ได้รู้สึกว่าไกล แต่ตอนนี้กลับรู้สึกว่าทางมันช่างยาวไกลเหลือเกิน
ขาทั้งสองข้างเริ่มสั่นสะท้าน แต่ก็ยังระยะทางยังอีกไกล
เมิ่งว่านถังนึกถึงลูก ๆ ที่บ้าน จึงพูดกับลู่ชิงเหอว่า “ชิงเหอ ฉันรบกวนคุณกลับไปดูแลลูก ๆ ของฉันให้หน่อย เื่เมื่อกี้พวกเขาคงได้ยินกันหมดแล้ว น่าใกันมาก ตอนนี้ฉันจะไปสถานีอนามัย คงไม่มีเวลาดูแลพวกเขา รบกวนคุณไปดูแลพวกเขาทีนะ”
“ไม่รบกวนหรอก พวกเขาก็เป็หลานของผมเหมือนกัน พี่สะใภ้วางใจได้ ผมจะดูแลพวกเขาเอง”
เมื่อถึงทางแยก เมิ่งว่านถังและลู่ชิงเหอก็แยกทางกัน
เมิ่งว่านถังลัดเลาะไปทางลัดมุ่งหน้าไปยังสถานีอนามัย
เธอมาถึงสถานีอนามัยอย่างยากลำบาก เดินตรงไปที่ห้องผู้ป่วยทันที ก็เห็นสวีชุนเหม่ยยืนร้องไห้สะอึกสะอื้นอยู่ในห้อง
หัวใจของเธอกระตุกวาบ
หรือว่าเธอจะกลายเป็หม้ายแล้ว?
ความรู้สึกพลันซับซ้อนขึ้นมาเล็กน้อย
“พี่สะใภ้ อย่าร้องไห้เลย หมอก็บอกแล้วว่าคนไม่เป็อะไร แค่ต้องนอนพักบนเตียงให้ดี ๆ สักระยะหนึ่งเท่านั้น”
คนที่พูดค่อนข้างอายุยังน้อย สวมชุดทหารสีเขียว หน้าตาค่อนข้างไม่คุ้น เห็นได้ชัดว่าไม่ใช่คนในหมู่บ้าน ไม่อย่างนั้นคงไม่เรียกสวีชุนเหม่ยว่าพี่สะใภ้
เมิ่งว่านถังเดินเข้าไป สวีชุนเหม่ยได้ยินเสียงฝีเท้าจึงหันกลับมา พอเห็นเมิ่งว่านถังก็ร้องไห้พลางพูดว่า “พี่ชายเป็แบบนี้เพราะช่วยพ่อฉัน หมอบอกว่าเขาอาจจะเป็อัมพาต ฉันรู้ว่าเธอไม่ชอบพี่ชาย ตอนนี้เขาเป็แบบนี้ เธอคงอยากจะหย่าแล้ว ฉันตกลง เธอหย่ากับพี่ชายของฉันเถอะ”