รถแล่นเข้าซอยมา เลี้ยวเข้าสู่คฤหาสน์สีขาวหลังใหญ่ที่คุ้นตา ก่อนจะจอดสนิทที่หน้าประตู ชายหนุ่มลงจากรถ แล้วอ้อมไปด้านคู่คนขับเคาะกระจกเบาๆเรียกให้อีกฝ่ายลงมา เต็มเดือนยอมเปิดประตูแต่ยังไม่ยอมขยับเขยื้อนมองชายหนุ่มอย่างระแวง
“ลงมาสิ” พูดแล้วเห็นอีกฝ่ายยังนิ่ง ไม่พูดพร่ำทำเพลงก้มลงทำท่าจะช้อนอุ้มอีกฝ่ายลงจากรถ หญิงสาวเอี้ยวตัวหลบอัตโนมัติ กระถัดตัวไปด้านที่นั่งคนขับก่อนเปิดประตูผลุบตัวออกไปอย่างรวดเร็ว มีชายหนุ่มมองตามด้วยสายตาขบขัน
“พาฉันมาที่นี่ทำไมคะ”
“เธอยังไม่เลิกคิดไม่ดีไม่งามกับเพื่อนตัวเองอีกหรอ” ชายหนุ่มว่าล้อๆ แต่เมื่อเห็นอีกฝ่ายไม่เล่นด้วย จึงพูดอย่างเป็การเป็งานขึ้น
“ฉันไม่บ้าพาเธอมาทำอะไรที่บ้านฉันหรอกนะ พ่อแม่ พี่ น้อง ฉันอยู่กันให้คึก ไหนจะคนใช้คนสวนอีกเกือบสิบคน ถ้าจะทำ ฉันพาเธอเลี้ยวเข้าโรงแรมไม่ดีกว่าหรอ สาวน้อย”
เต็มเดือนนิ่งคิดตาม สายตามองเลยเข้าไปในตัวบ้านเห็นแสงไฟสว่างจ้า แสดงว่ามีคนอยู่ข้างในก็ค่อยเบาใจ ชายหนุ่มแตะแขนหล่อนเบาๆเป็สัญญาณให้เดินตามเขาไปทางศาลาไม้ที่ตั้งอยู่กลางสวน เมื่อเข้าไปใกล้จึงเห็นว่ามีหญิงสาวคนหนึ่งนั่งอยู่ในนั้น ทันทีที่ฝ่ายนั้นเห็นคนทั้งคู่เดินเข้ามาก็ลุกพรวด เดินกึ่งวิ่งลงจากศาลามา
“ทำไมช้านักละพี่วี ลีมารอจนจะโดนยุงหามอยู่แล้ว” ฝ่ายนั้นเอ่ยเสียงขุ่น เมื่อมองดูๆดีๆจึงเห็นว่าหญิงสาวใบหน้าสวยหวานแต่ดูซุกซนเฉลียวฉลาดนั้น มีเค้าละม้ายคล้ายคลึงกับชายตรงหน้าอยู่มาก
“เ้าลีตัวออกโต ยุงหามไม่ไหวหรอก” ปาณปวีร์ว่าพลางเอื้อมมือไปโยกหัวน้องสาวไปมาอย่างเอ็นดู ก่อนหันมาหาเต็มเดือน
“นี่เ้าลีน้องสาวฉันเอง... แล้วก็นี่เดือน”
“อืม คนนี้นี่เอง” ปณาลีส่งยิ้มให้ พลางคว้ามือหญิงสาวตรงหน้าไปเขย่าอย่างเมามัน
“ยินดีที่ได้รู้จักนะคะ คุณคงจะอายุมากกว่าลี ถ้าอย่างนั้นลีขอเรียกว่าพี่เดือนแล้วกันนะคะ”
“เอ่อ ค่ะ ยินดีที่ได้รู้จักค่ะ” เต็มเดือนตอบรับอีกฝ่ายอย่างงงๆ
“ฝากด้วยนะเ้าลี”
“รับทราบค่ะ ลีดูแลให้เอง ไปกันเถอะค่ะพี่เดือน”
“ไปไหนคะ?”
“เ้าลีจะไปส่งเธอที่บ้าน ตอนแรกฉันก็ว่าจะไปส่งเอง แต่ผิดแผนตรงที่ฉันพาเธอกลับมาดึกไปหน่อย”
“เพราะฉะนั้น ลีจะรับหน้าที่เป็รถฝักทองไปส่งนางซินกลับบ้านเองค่ะ รับรองว่าจะส่งให้ถึงบ้านโดยสวัสดิภาพไม่มีรอยขีดข่วน...”
ชายหนุ่มหนึ่งเดียวในยกมือขึ้นปิดปากน้องสาวอย่างหน่ายๆ ก่อนเอ่ยตัดบท “พูดให้น้อยลงหน่อยเถอะเ้าลี พี่เดือนเขาเวียนหัวกันพอดีไปได้แล้ว เดี๋ยวจะดึกเกิน”
“แหม รู้แล้วเ้าค่า”
รถกระบะสีบลอนเงินจอดเทียบข้างประตู ก่อนที่สองสาวจะลงมาจากประตูคนละด้าน ปณาลีเดินตามมามองเข้าไปในบ้านอย่างสนอกสนใจ
“คุณลีส่งพี่แค่นี้ก็ได้คะ”
“โอ๊ย คงคุณอะไรคะ เรียกลีก็พอ หรือเรียกเ้าลีก็ได้ นะคะ.. ว่าแต่บ้านพี่เดือนเงียบจังเลย แต่ไฟเปิดอยู่คงยังไม่เข้านอนหรอกนะคะ”
“ยังค่ะ ปกติที่บ้านนอนดึกอยู่แล้ว”
“ดีเลยค่ะ จะได้เข้าไปสวัสดีสักหน่อย เอ ออดอยู่ไหนนะคะ” ปณาลีว่าพลางเหลียวซ้ายแลขวามองหาอะไรสักอย่างที่น่าจะเป็ปุ่มกดได้ เต็มเดือนมองท่าทางกระตือรือร้นเหมือนเด็กๆของอีกฝ่าย ถอนหายใจอย่างยอมใจ จูงมือหล่อนเปิดประตูเล็กด้านข้าง เดินนำเข้าไป
ทันทีที่สองสาวเข้าไปในบ้าน คุณโฉมสะคราญและนายก้องเกียรติเงยหน้าขึ้นมองทั้งคู่แล้วก็พากันชะงักไปทั้งคู่ โฉมสะคราญเผลอพึมพำเสียงแ่ออกมาด้วยความใ
“ทักษพร...”
“คุณรู้จักน้าพรด้วยหรอคะ ...หนูชื่อปณาลีค่ะเป็ลูกแม่ทิพย์ เป็หลานน้าพร”
“เหมือนอะไรอย่างนี้” ก้องเกียรติเผลออุทานออกมาอย่างลืมตัว
“มีแต่คนพูดอย่างนั้นเหมือนกันค่ะ แต่ตอนคุณน้ายังอยู่ลียังเด็กอยู่มากเลยจำอะไรไม่ค่อยได้”
“ละ แล้วเธอ.. เอ่อ หนูมาทำอะไรที่นี่” โฉมสะคราญที่พอจะตั้งสติได้แล้ว เอ่ยถาม
“ลีมากับพี่เดือนค่ะ”
“รู้จักกันหรือ” หญิงสูงวัยว่า พร้อมกับตวัดหางตาไปยังหลานสาวแทบจะทันที ลืมอาการตกตะลึงเมื่อครู่ไปหมดสิ้น
“พึ่งรู้จักกันค่ะ ...พอดี เมื่อครู่รถหนูเสีย แล้วก็ได้พี่เดือนมาช่วยซ่อม...”
“พี่ซ่อมรถไม่เป็ค่ะ” เต็มเดือนรีบเบรกอีกฝ่าย ด้วยกลัวความจะแตก
“อ้อ มาช่วยรอช่างซ่อมเป็เพื่อนค่ะ เพราะเห็นว่าดึกแล้วผู้หญิงสวยๆ บอบบางๆ นั่งอยู่คนเดียวไม่ปลอดภัย หนูซาบซึ้งมากเลยนะคะ เลยอยากจะตามมาขอบคุณคุณป้าด้วยที่เลี้ยงให้มีผู้หญิงจิตใจงามแบบนี้อยู่บนโลก หนูปลื้มใจมากจริงๆค่ะ”
เต็มเดือนกระพริบตามองปริบๆ เห็นอีกฝ่ายชักจะเล่นใหญ่เกินเหตุจึงสะกิดสีข้างยิกๆ หากไม่เป็ผล ปณาลียังพูดต่อไปประหนึ่งน้ำป่ากำลังไหลหลาก
“สมแล้วละค่ะ ที่พี่วีบอกว่าสาวๆบ้านนี้สวย แล้วก็น่ารักทุกคน”
“พี่วีพูดอย่างนั้นจริงๆหรือคะ แหม” กุลปรียาที่นั่งดูโทรทัศน์อยู่ข้างมารดาอุทานดวงตาเป็ประกาย หน้าบานแฉ่งทันตา ส่วนพี่สาวคนรองเพียงแต่ยิ้มน้อยๆ หากแต่ดวงตาก็เป็ประกายไม่แพ้กัน
“ลีได้ยินมาเยอะเลยคะ มาเห็นกับตาถึงได้รู้ว่าที่เขาว่านะ... ไม่เกินจริงเลยสักนิด” คนพูดยังพูดได้ไม่ติดขัด น้ำเสียงติดจะเยาะในประโยคหลัง แต่คนฟังจับน้ำเสียงไม่ได้หัวเราะร่วนอย่างเป็ปลื้ม
“มันก็มีส่วนจริงอย่างที่เขาว่าละคะ อ้อ! ป้านี่เสียมารยาทจริง คุณหนูปณาลีมายังไม่ได้เชิญให้นั่งสักคำ” โฉมสะคราญว่าพร้อมกับเชื้อเชิญอีกฝ่ายเสียงอ่อนเสียงหวาน ฝ่ายก้องเกียรตินั้นเห็นว่าไม่มีอะไรจึงขอตัวไปนอนก่อน
เต็มเดือนได้รู้ว่าที่เขาเรียกกันว่าพูดน้ำไหลไฟดับนั้นเป็อย่างไร ก็เมื่อปณาลีได้นั่งลงหลักปักฐานนั่นแหละ หญิงสาวสามารถพูดได้อย่างลื่นไหลไม่รู้จบ ราวกำลังสนทนากับคนที่สนิทกันมานานนับปี เต็มเดือนนั่งมองอยู่สักพักยังไม่มีวี่แววว่าจะหยุด หญิงสาวจึงหาช่องเอ่ยขอตัว
กลับห้องมาลงกลอน อาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าเรียบร้อย จัดข้าวของอีกนิดหน่อย นั่งๆไปก็อดคิดถึงคนที่พาเธอตะลอนๆจนดึกดื่นไม่ได้ ถึงบางทีจะเผด็จการ รึเอาแต่ใจ แต่อย่างน้อยก็ยังมีน้ำจิตน้ำใจนึกถึงสวัสดิภาพของหล่อนอยู่บ้าง เพราะหากไม่มีปณาลีป่านนี้หล่อนคงโดนซักไซ้ไม่จบไม่สิ้น
เวลาเกือบชั่วโมงผ่านไป เต็มเดือนออกมาหมายจะปิดบ้านตามปกติ ทันได้เห็นปณาลีที่พึ่งลุกขึ้นไหว้ลาคุณโฉมสะคราญ ก่อนหันมาขยิบตาให้เต็มเดือน แล้วหมุนตัวก้าวยาวๆออกจากบ้านไป
เต็มเดือนเดินผ่านหญิงสูงวัยกับลูกสาวสองคน จึงพอดีได้ยินลูกสาวคนเล็กเอ่ย ซึ่งนั่นทำให้หล่อนต้องก้มหน้าลงซ่อนยิ้ม
“เขาพูดเก่งดีนะคะแม่”
“นั่นสิ จำไม่ได้แล้วว่าพูดอะไรกันบ้าง แม่ก็เขาฟังไม่ค่อยจะทันเสียด้วย”
กลับจากภารกิจส่งเต็มเดือนให้ถึงบ้านโดยสวัสดิภาพ ปณาลีก็ตรงกลับบ้านทันที จอดรถเสร็จก็เดินผ่านสวน เข้าบ้านมาอย่างไม่รีบร้อนนัก
“เรียบร้อยแล้วหรือเ้าลี”
“อ้าว พี่วี ทำไมมานั่งเงียบๆอยู่ตรงนี้ละคะ พี่ภูมิก็ด้วย” ปากบ่นไปเรื่อย ขายาวๆก็ก้าวเข้าไปนั่งร่วมวงกับพี่ชายทั้งสอง และไม่ต้องรอให้ถามซ้ำ คนพึ่งมาใหม่ก็เริ่มแถลง
“คุณป้าโฉมอะไรนั่น ตลกชะมัดเลย พอลีเดินเข้าบ้านไป เขาเห็นหน้าลีปุบก็ใกันหมด แถมยังเรียกลีเป็น้าพรอีก
“คุณโฉมเป็เพื่อนสนิทกับน้าพร เห็นหน้าเราคล้ายน้าพรขนาดนั้น ใก็ไม่แปลกหรอก” ภูมิภาสว่า
“จะว่าใก็ไม่เชิงหรอกนะคะ ท่าทางเหมือนระแวงอะไรสักอย่างมากกว่า”
“ระแวงอะไร” ปาณปวีร์ถามอย่างสนใจ
“ไม่รู้สิคะ คิดว่าลีเป็ผีละมั้ง” ปณาลีว่าพลางแกล้งแลบลิ้นหลอก พี่ชายทั้งสองส่ายหน้าพร้อมกันก่อนที่ปาณปวีร์จะถามต่อ
“แล้วเดือนละ”
“กลับเข้าบ้านได้โดยสวัสดิภาพค่ะ ต้องขอบคุณฝีปากลีนะเนี่ย จัดหนักจัดเต็ม โม้แหลกลิ้นสะบัด แกเลยเป็ปลื้มเชียวไม่แน่พรุ่งนี้เขาอาจจะยกขันหมากมาขอพี่ให้ลูกสาวเขาก็ได้นะ” ปณาลีพูดพลางหัวเราะร่วน
“เฮ้ย!”
ปณาลีหัวเราะคิกคัก ก่อนจะหันมาหาพี่ชายคนกลาง ก่อนจะถาม “พี่เดือนกับพี่วีเป็อะไรกันหรอคะ”
“เป็เพื่อน... สมัยเด็กนะ”
“อืม เสียดาย... พี่เดือนก็ดูน่ารักดี นึกว่าพี่วีจะชอบพี่เดือนซะอีก”
“น่ารักตรงไหน หัวดื้อ แถมยังมนุษยสัมพันธ์แย่อีก”
“แต่ก็เห็นไปยุ่งกับเขาตลอด” พี่ชายคนโตเอ่ยขึ้นลอยๆ ปาณปวีร์มองก่อนจะว่า
“มันมีเหตุผลต่างหาก”
“เหตุผลอะไรคะ”
“พี่ภูมิคงจำได้... เื่ น้าทักษพร”
“น้าพรอีกแล้ว มีเื่อะไรหรอคะ”
“รู้ใช่มั้ยว่าเธอฆ่าตัวตาย”
“เหมือนจะเคยได้ยินผู้ใหญ่พูดอยู่เหมือนกัน”
“แต่ไม่มีใครรู้สาเหตุว่าทำไมน้าพรถึงทำแบบนั้น” ภูมิภาสเอ่ยต่อ มองหน้าน้องชายอย่างค้นคว้า
“แต่คุณโฉมอาจจะรู้”
“ทำไมนายถึงคิดอย่างนั้น”
“ก่อนที่ผมจะกลับมาเมืองไทย น้าฉัตรชฎามาเยี่ยมคุณยายที่บ้าน เสียดายที่คุณยายกลับมาก่อนแล้วแล้ว เธอเลยคุยกับผมสัพเพเหระอยู่พักหนึ่ง และก่อนที่เธอจะกลับ เธอพูดถึงน้าพร...”
ชายหนุ่มเล่าเรื่อยๆ แล้วก็เงียบไป หลับตาลงนึกไปถึงสิ่งที่ได้รับฟังมาก่อนที่ตนเองจะตัดสินใจบินกลับเมืองไทย
‘เสียดายนะ ยายพรไม่น่าด่วนคิดสั้น ทั้งที่ปัญหามันน่าจะแก้ไขได้แท้ๆ’
‘น้าฉัตรรู้หรือครับว่าน้าพรมีปัญหาอะไร’
‘น้าก็ไม่ค่อยรู้อะไร เขาก็แค่เคยมาร้องห่มร้องไห้กับน้าแต่ไม่เล่าหรอกนะว่าเื่อะไร แค่หลุดปากถึงยายโฉม เอาแต่บอกว่าแม้แต่ยายโฉมก็ยังใจร้ายกับเธอได้ลงคอ’
“แม้แต่คุณโฉมก็ยังใจร้ายกับเธอ... หมายความว่ายังไง คุณโฉมทำอะไร” ปณาลีพึมพำอย่างไม่เข้าใจ
“นั่นแหละที่พี่อยากรู้”
“หมายความว่าที่นายไปตีสนิทกับบ้านนั้น ไปป้วนเปี้ยนอยู่กับหลานคุณโฉมเพราะสาเหตุนี้นะหรอ” ภูมิภาสเอ่ยถาม
“พี่นี่แย่จัง ไปตีสนิทเขาเพราะหวังผล ...ให้ตายเถอะ ไปทำดีกับเขาถ้าพี่เดือนเกิดหลงเสน่ห์พี่ขึ้นมาเขาก็เสียใจแย่สิ” ปณาลีว่าพลางทำเสียงจิ๊จ๊ะในลำคอ
ปาณปวีร์นิ่งไปนิด ดวงตาสีน้ำตาลเข้มมองไปยังหลังคาบ้านสีขาวที่อยู่เห็นลิบๆ เพียงแวบเดียวเท่านั้น ก่อนจะตอบ
“ดูละครมากไป พี่ไม่ได้ไปหลอกจีบเข้าสักหน่อย แค่ไปในฐานะเพื่อนเก่า ถ้าเขาไว้ใจพี่มากกว่านี้ อะไรๆคงจะง่ายขึ้น”
“แปลกนะ ที่นายเลือกเข้าหาหลานสาวแทนที่จะเป็ลูกสาวของคุณโฉม”
ปาณปวีร์มองพี่ชายนิดหนึ่ง ยักไหล่เบาๆ ก่อนจะเปลี่ยนเื่หันมองเข้าไปภายในตัวบ้านคิ้วเรียวขมวดมุ่นพร้อมกับเอ่ยถาม
“นายนลหายไปไหนนะ”
“น้องไปค้างคอนโด”
“หรอคะ เสียดายจัง นานๆทีลีจะกลับมาอยู่บ้าน พรุ่งนี้ลีก็ต้องไปจีนแล้วนะ... จริงสิ! โทรไปกวนพี่นลดีกว่า” ว่าแล้วมือก็ไวเท่าคำพูด เ้าตัวหยิบโทรศัพท์โทรออกหาปลายทางทันที โดยไม่ลืมเปิดลำโพงให้พี่ชายอีกสองคนร่วมฟังด้วย รอสายเพียงครู่เดียวก็มีเสียงตอบรับกลับมาจากปลายทาง
“ว่าไงเ้าลี”
“พี่นล น้องสาวกลับบ้านทั้งที ทำไมตัวเองถึงระเห็จออกไปนอกบ้านละเ้าคะ”
“พี่มีธุระนะเ้าลี” พี่ชายคนเล็กพูดน้ำเสียงเอ็นดู ก่อนจะได้ยินเสียงอะไรบางอย่างเคลื่อนไหว
“...เ้าลี” เสียงชายหนุ่มทางปลายสายพูดเสียงห่างออกไป เดาว่าคงกำลังหันไปพูดกับใครบางคน ก่อนจะกลับมากรอกเสียงใส่โทรศัพท์
“เจอกันพรุ่งนี้แล้วกันนะเ้าลี พี่จะไปส่งสนามบิน”
“นั่นแน่ อยู่กับใครน้า”
“ยุ่งนะเรา แค่นี้นะ” อนลพูด้วยเสียงเจือแววขบขัน ก่อนวางสายไป
“โธ่ อยู่กับสาวนี่เอง ถึงว่าไม่ยอมกลับบ้าน” ปณาลีว่าพลางเม้มปากครุ่นคิด “สาวที่ไหนนะ”
“คงจะสาวใกล้ๆนี่ละ” ภูมิภาสเอ่ยนิ่งๆ หากแต่หางเสียงมีแววเยาะ ใบหน้าเย่อหยิ่งของลูกสาวคนโตคุณโฉมสะคราญผุดขึ้นในความนึกคิด ...บางที สิ่งที่คุณแม่พูดไว้อาจจะเป็จริง ลูกไม้ยังไงก็คงหล่นไม่ไกลต้นอยู่ดี
บรรยากาศคึกครื้นภายในรั้วมหาลัย มีทั้งเสียงหัวเราะอย่างยินดี เสียงร้องไห้ยามต้องอำลา แต่ไม่ว่าอย่างไรทุกสิ่งล้วนอบอวลไปด้วยความสุขจากความสำเร็จของเหล่าบัณทิตหมาดๆทั้งสิ้น
เต็มเดือนนั่งอยู่บนม้านั่งริมสระบัวที่อยู่ห่างออกจากผู้คนวุ่นวาย สายตามองบรรยากาศรอบตัว หากแต่สมองหมกมุ่นอยู่กับความคิดของตนเอง คิ้วเรียวบางขมวดเข้าเมื่อบทสนทนาเมื่อเช้าก่อนที่หล่อนแอบได้ยินก่อนจะออกจากบ้านแวบเข้ามา
‘ถ้าอีเดือนมันเรียนจบ หางานทำได้ มันก็ถีบหัวส่งเรานะสิ’
‘ก้อย พูดอะไรอย่างนั้น’
‘พี่แก้วนะหุบปากเถอะ คุณแม่ชอบบอกอยู่บ่อยๆ ว่าพ่อแม่มันเลว เ้าเล่ห์ เห็นแก่ตัว ตัวมันก็ต้องเป็แบบพ่อแม่มัน ตัวไม่รู้หรือไง’
‘เดือนไม่ใช่คนแบบนั้นสักหน่อย’
‘แกเงียบเถอะ แล้วหัดฟังน้องซะบ้าง เซ่อแบบแกจะตามใครเขาทัน ก้อยมันฉลาดทันคน’ คุณนายโฉมเอ็ดอึงเอากับลูกสาวคนกลาง หันมาพยักพเยิดกับลูกสาวคนเล็ก
‘แม่เคยคิดว่าถ้ามันเรียนจบแล้วคงมีเงินเดือนมัน เพิ่มขึ้นมาช่วยค่าใช้จ่ายได้บ้าง แต่มาคิดอีกทีก็จริงของแก มันคงไม่อยู่รองมือรองตีนเราแน่’
‘แม่ก็ต้องจ้างคนใช้ใหม่นะสิคะ’
‘จ้างบ้าจ้างบออะไรละ จะเอาเงินที่ไหนมาจ้าง ’
‘ก็เงินพี่เกล้าไง’
‘โอ๊ย พี่แกนะ มันเหนียวอย่างกับอะไรดี ไม่มีวันเสียหรอกที่มันจะมาเสียเงินกับเื่พวกนี้’
‘ถ้าเดือนไม่อยู่ เราก็ช่วยกันทำงานบ้านไงก้อย’ พี่สาวคนรองเสนอ หากแต่ได้เสียงร้องแหวตอบกลับมา
‘ว้าย! จะบ้าหรอพี่แก้ว ไม่เอานะคะแม่ อย่ายอมให้มันออกจากบ้านไปนะคะ’
‘โอ๊ย คงห้ามได้หรอก มีงานดีๆเมื่อไหร่ขี้คร้านมันจะรีบถลาออกไป’
‘โธ่ แม่ก็กดหัวมันไว้ให้อยู่แต่ในบ้านสิ อย่าให้มันไปลืมตาอ้าปากที่ไหนได้’
‘ใครเขาจะยอมให้เรากดหัวอยู่ได้ เขาก็มีมือมีเท้าเหมือนๆกับเรา ถ้าจะไปจริงๆเขาก็ขนข้าวของออกไปหาที่พักถูกๆได้สบายๆ’ พี่สาวแย้งเสียงเรียบ
‘จริงสิ ถ้าเรายึดของมันให้หมดละคะแม่ ทั้งเงิน โทรศัพท์ เสื้อผ้า ของใช้ ยึดมาให้หมดเลย’
‘จริงสิ ถ้าจะไปก็ต้องไปตายเอาดาบหน้า มันคงไม่โง่ไปแน่ ถึงจะเสียดายเวลาที่มันอุส่าไปร่ำเรียนมา แต่มีคนใช้ ทำงานให้ทุกอย่างฟรี เสียแค่ที่พักเท่าห้องเก็บของมันก็คุ้มกว่ากันเป็ไหนๆ’ โฉมสะคราญพึมพำกับตัวเอง ก่อนหันไปหาลูกคนเล็กอย่างตัดสินใจได้ ลูบศีรษะอย่างเอ็นดู
‘ฉลาดจริงลูกแม่’
คิดถึงตรงนี้แล้วก็ต้องพ่นลมหายใจออกเฮือกใหญ่ คิดไม่ตกกับปัญหาตรงหน้า ...ถ้าพูดกันตามจริง หล่อนก็คิดจะทำอย่างที่คุณป้าโฉมของหล่อนว่านั่นแหละ จะมีใครบ้างอยากเป็หนูก้นครัวไปตลอดชีวิต ถ้ามีหนทางจะไปได้ มันก็ต้องไปกันทั้งนั้น
ถึงจะดูอกตัญญูแต่หล่อนก็ไม่ได้คิดจะไปแล้วไปลับ หล่อนสัญญากับตัวเองแล้วว่าถ้าได้งานเป็หลักแหล่งก็จะส่งเงินช่วยค่าใช้จ่ายให้คุณป้าทุกๆเดือน... แต่อย่าพึ่งคิดถึงเื่นั้นดีกว่า ไม่แน่ว่ากลับบ้านไปวันนี้อาจจะไม่มีโอกาสได้ออกมาอีกก็ได้ ถ้าเป็อย่างนั้นแล้วหล่อนจะทำอย่างไรดีหนอ
“น้ำมันตื้นนะ โดดไปก็ไม่ตายหรอก”
เสียงห้าวๆดังขึ้นอยู่บนหัว ทำให้หญิงสาวหลุดจากความคิดของตัวเอง เงยหน้ามองแล้วก็ต้องลอบถอนหายใจ
“คุณอีกแล้ว” เต็มเดือนพึมพำเบาๆ
หลังจากที่เขาให้น้องสาวไปส่งหล่อนที่บ้านวันนั้น ทั้งสองคนก็มีโอกาสได้เจอกันบ้างประปรายเช่น เวลาที่เขาไปทานอาหารที่ร้านที่เธอทำงานพิเศษอยู่ หรือไม่ก็ระหว่างทางทีเธอกลับเข้าบ้าน การได้พูดคุยกันทำให้หล่อนคุ้นเคยกับเขามากขึ้น ความสัมพันธ์สมัยยังเป็เด็กน้อยก็เริ่มกลับคืนแม้จะไม่ได้มาเต็มร้อยก็ตาม
“ก็ฉันสิ เธอคิดว่าใครละ”
“เปล่าค่ะ ไม่ได้คิดว่าใคร ชีวิตฉันไม่ได้คนรู้จักมากมายนักหรอกค่ะ”
“ไม่เห็นเป็ไร มีแค่ฉันก็พอแล้ว ” ปาณปวีร์พูดอย่างไม่ยี่หระ
“แล้วทำไมมานั่งอยู่คนเดียว”
“กำลังใช้ความคิดค่ะ”
“คิดเื่?”
“ฉันจะหนีออกจากบ้าน” หญิงสาวหันมาตอบอย่างจริงจัง ทำเอาคนฟังอึ้งไป ก่อนจะตามด้วยการะเิเสียงหัวเราะดังลั่น
“อยู่ๆเป็บ้าอะไรขึ้นมานะเธอ”
“คุณไม่เข้าใจฉันหรอก” เต็มเดือนบ่นพึมพำหันกลับมามองสระน้ำตรงหน้าอีกครั้ง “ฉันตั้งใจว่าเรียนจบ ฉันจะย้ายออกมาอยู่ข้างนอกค่ะ จะหางานทำเลี้ยงตัวเองสักที”
“ก็ดีแล้วนี่” ชายหนุ่มตอบรับอย่างเห็นด้วย พร้อมกับนั่งลงข้างๆโดยที่สายตาไม่ละไปจากอีกฝ่าย
“แต่ฉันแอบได้ยิน... คุณป้าโฉมไม่อยากให้ฉันไป กลับไปบ้านวันนี้ฉันอาจจะต้องถูกขังไว้ในบ้าน ให้อยู่รับใช้ท่านไปตลอด”
“คนนะไม่ใช่สัตว์ จะมาขังกันง่ายๆได้ยังไง”
เต็มเดือนไม่ตอบ คิดอยู่ว่าอีกฝ่ายนั้นเป็ถึงลูกชายเ้าสัวใหญ่ผู้มีทุกอย่างเพียบพร้อม คงแทบไม่เคยถูกใครขัดใจเสียด้วยซ้ำ คงยากที่เขาจะมาเข้าใจวิถีชีวิตหนูก้นครัวอย่างหล่อน แต่กระนั้นเต็มเดือนก็ไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกันว่าทำไมถึงตัดสินใจเล่าให้เขาฟัง ...อาจเพราะ มีเขาคนเดียวที่จะยอมนั่งฟังหล่อนพูดเพ้อเจ้ออยู่แบบนี้กระมัง
“ไปกันเถอะ”
“ไปไหนคะ” เต็มเดือนร้องเสียงหลง เพราะไม่แค่ชวนเปล่า ชายหนุ่มยังคว้าข้อมือหล่อนกระตุกเบาๆให้ลุกขึ้นตามไปด้วย
“กลับบ้านไง เสร็จธุระแล้วไม่ใช่หรือ” ว่าแล้วก็จูงข้อมือหล่อนเหมือนจูงเด็กตัวเล็กๆ เต็มเดือนเดินตามอย่าง งงๆ
“ค่ะ แต่ว่า...”
“หิวหรือยัง จะหาอะไรรองท้องก่อนมั้ย”
“ไม่หิวค่ะ พึ่งกินของว่างหลังเสร็จพิธี”
“ดี ไม่หิวไม่อิ่มเกิน จะได้ไปกินกับข้าวของแม่ฉันได้เยอะๆ”
“คุณวี หยุดก่อนค่ะ” หญิงสาวที่ตอนแรกเผลอเดินตามเขาไปแบบมึนๆ ยื้อตัวเองไว้สุดแรงดึงให้คนตัวโตหันกลับมามอง
“มีขนมด้วยนะ ฝีมือแม่ครัว ตอนเด็กๆเธอชอบนิ ”
ฟังชายหนุ่มพูดแล้ว หญิงสาวทั้งฉุนทั้งขัน ดูเถอะ ทำซุ้มเสียงเหมือนกำลังหลอกล่อเด็กสามขวบอย่างนั้นละ
“ฉันไม่ไปบ้านคุณนะ”
“ถ้าไม่ไป ก็ไม่ได้กินขนมนะ”
...ยัง ยังไม่เลิก
“ไม่กินก็ได้ค่ะ”
“ได้ยังไง เขาทำไว้รอตั้งเยอะแล้ว”
อาศัย่จังหวะที่อีกฝ่ายกำลังจับต้นชนปลายไม่ถูก ปาณปวีร์รีบคว้าข้อมือบางเดินไปที่รถ เปิดประตูแล้วส่งหล่อนขึ้นที่นั่งข้างคนขับ ส่วนตัวเองก็พาตัวเองมานั่งที่คนขับอย่างรวดเร็ว
“คะ?”
“คะ.. อะไร” ชายหนุ่มพูดพลางเคลื่อนรถออกไปช้าๆ สายตามองตรงไปถนนเบื้องหน้า
“ที่คุณบอกว่าทำไว้รอ” เต็มเดือนหันไปมองคนข้างตัว ถามอย่างไม่แน่ใจ
“ก็วันนี้วันพิเศษ ฉลองให้ที่เธอเรียนจบไง”
“อย่ามาหลอกฉันนะคะ ฉันไม่รู้จักคนที่บ้านคุณสักหน่อย”
“ฉันไง” ปาณปวีร์ตอบทันที
“คนเดียว”
“เ้าลีด้วย”
“นั่นก็เจอกันครั้งเดียวค่ะ ”
“พี่ภูมิอีกละ เจอกันตั้งหลายครั้งแล้ว”
“แต่พูดกันประโยคเดียว ไม่นับว่าเป็คนรู้จักกันค่ะ”
“นับแค่จำนวนคนก็พอ รายละเอียดไม่เห็นต้องสนใจเลย”
“ฉันไม่ไปค่ะ” เต็มเดือนก็สวนกลับทันควันเช่นกัน
“คงจะไม่ได้ รถฉันไม่จอดแวะระหว่างทาง จอดสถานีปลายทางเท่านั้น”
“ฉันจะะโ”
“เอาสิ โดดเลย” ปาณปวีร์พูดหน้าตาย
“เอ ไม่ดีกว่า เลยไฟแดงนี้ไปก่อนแล้วเธอค่อยะโละกัน ใกล้โรงพยาบาลอีกหน่อย จะได้ไม่ต้องทนเจ็บนาน”
“คุณวี!”