สรวง์พาราห์เดีย
ในบางครั้ง หน้าที่การงานของคนเราก็พลิกผันอย่างน่าเหลือเชื่อ จากพนักงานบริษัทที่โหมงานวันละ 12 ชั่วโมง สู่การเป็เทพเ้าต๊อกต๋อยบน์
ข่าวร้ายก็คือเทพเ้าไม่มีวันหยุด ไม่มีการลาป่วย ไม่มีลาพักร้อน และต้องทำงานไปตลอดกาลโดยไม่รู้ด้วยซ้ำว่าอีกกี่พันปีถึงจะได้โบนัส
สวัสดีครับ ผมชื่อว่าทัตเทพ นั่นคือชื่อเก่าผมตอนที่ผมยังเป็มนุษย์เงินเดือนอายุ 24 ปีที่ทำงานอยู่ในฝ่ายธุรการให้กับบริษัทขนาดกลางแห่งหนึ่ง ไม่ต้องพยายามจำมันก็ได้ครับ อีกซักพักพวกคุณก็น่าจะลืมชื่อเก่าของผมไปเอง เหมือนผมที่ต้องใช้เวลาหลายปีเลยทีเดียวกว่าจะนึกชื่อเดิมของตัวเองออก
ใช่ครับ ก่อนที่จะกลายมาเป็เทพ์ ผมเคยเป็มนุษย์มาก่อน นั่นเป็เื่ที่ต้องเล่าย้อนกลับไปเมื่อหลายร้อยปีก่อน สมัยที่ผมยังฝึกงานเป็เทพเ้าอยู่ พูดแล้วก็นึกถึงคืนวันเก่าๆเลยนะครับเนี่ย ในตอนนั้นทุกๆอย่างดูยากและกดดันไปหมด
แต่ถ้าถามผมตอนนี้นะ การเป็แค่ เทพแห่งวัชพืช ในสมัยก่อนนู้นน่าจะเป็่เวลาที่ผมชอบมากที่สุดแล้วล่ะมั้ง
ย้อนกลับไปเมื่อประมาณ 100 ปีก่อน…
มันเป็อีกวันที่ผมนอนดึกและตื่นเช้าเพื่อไปให้ทันแสกนนิ้วมือลงเวลาเข้างานในตอนเก้าโมงตรง ถนนเต็มไปด้วยรถ การจราจรติดขัดอย่างน่าอึดอัด ผมมีแซนวิชแฮมชีสอยู่ในมือขวา แต่ผมกินมันไม่ลง เวลานอนน้อยผมมักจะไม่อยากอาหารแบบนี้เสมอ ผมนวดขมับพลางนึกถึงงานค้างมากมายที่รอให้ผมจัดการและงานที่กำลังจะเพิ่มเข้ามา ตอนอยู่บริษัทผมคือ Say Yes Guy ที่ไม่ว่าใครมาขอให้ทำอะไรผมก็แทบจะไม่สามารถตอบปฏิเสธได้เลย พลังงานเกือบครึ่งของผมเสียไปกับการทำงานเพื่อคนอื่นนี่แหละ
แล้วในที่สุดนายทัตเทพ พนักงานดีเด่นก็ไปถึงบริษัท ผมเลทไป 5 นาที หัวหน้าไม่ได้ใจร้ายขนาดจะเรียกผมขึ้นไปต่อว่าเพราะการมาสายเล็กๆน้อยๆ แต่ผมก็ไม่ได้มั่นใจขนาดนั้นว่าผมจะไม่โดนตักเตือนอะไรเลย ผมรีบเดินบึ่งมานั่งที่โต๊ะทำงานของตัวเอง คอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะตัวเดิมทำให้ผมรู้สึกว่าผมกลับมาเจอเพื่อนเก่าที่น่าอึดอัด เรานั่งจ้องหน้ากันทั้งวันโดยที่ไม่มีฝ่ายไหนปริปากออกมาเลย ผมเป็คนที่ค่อนข้างพิมพ์เร็ว และนั่นก็คือทักษะเพียงหนึ่งเดียวที่ผมค่อนข้างมั่นใจพอจะนำเสนอตอนสัมภาษงาน
ฟังดูเป็ชีวิตที่น่าเบื่อเลยใช่ไหมล่ะครับ พวกคุณไม่ผิดหรอก ผมเองก็รู้สึกแบบนั้นมาโดยตลอดนั่นแหละ จนกระในคืนหนึ่งระหว่างที่ผมกำลังทำงานล่วงเวลา (ผมไม่ได้ทำเพราะอยากได้ค่า OT หรอกนะ) จู่ๆแผ่นดินก็สั่นะเือย่างรุนแรง ปัญหาคือกรุงเทพไม่ควรจะมีแผ่นดินไหว พวกเราอยู่ในประเทศที่แผ่นเปลือกโลกบริเวณนี้ไม่ขยับเขยื่อนไปไหนมานานแล้ว เพราะงั้นทั้งเมืองจึงเข้าสู่โกลาหล ไม่มีการเตือนภัยใดๆ และดูเหมือนจะไม่มีหน่วยงานใดๆที่พร้อมรับมือกับเื่นี้ด้วยซ้ำๆ
ผมไม่เคยเผชิญหน้ากับแผ่นดินไหว เลยไม่รู้ว่ามันปกติไหมที่การสั่นไหวอย่างรุนแรงจนทำให้ข้าวของทั้งบริษัทล้มระเนระนาด หลอดไฟร่วงลงพื้น เจกันตกแตกกระจาย กระจกเริ่มร้าว ผมได้ยินเสียงแตรรถดังมาจากถนนที่เต็มไปด้วยผู้คนซึ่งอาจจะวิ่งแตกตื่นหนีตายอยู่ในขณะนี้ ผมไม่รู้ว่าข้างนอกนั่นกับข้างในนี้ที่ไหนปลอดภัยกว่ากัน แต่ผมกลัวจนคิดอะไรไม่ออก ผมมุดลงใต้โต๊ะและมองไปยังกระจกใสเบื้องหน้าที่แตกกระจายในวินาทีนั้น
ภาพที่ผมเป็คืออากาศปริแตกเหมือนมีกระจกที่มองไม่เห็นอยู่ตรงนั้นมาโดยตลอด ก่อนที่มันจะแหวกออกเผยให้เห็นห้วงมิติสีดำสนิทราวกับหลุดออกมาจากหนังแฟนตาซีทะลุมิติ ประกายสายฟ้าสีม่วงพุ่งจากปากประตูมิติเ่าั้เข้าะเิตึกข้างๆจนพังทลาย ผมอ้าปากค้าง
ผมไม่คิดว่าวันโลกแตกจะมาถึงเร็วขนาดนี้
แล้วจู่ๆระหว่างที่แผ่นดินสั่นไหวอย่างรุงแรง ผมก็รู้สึกเหมือนแรงโน้มถ่วงบางอย่างดึงให้ก้นของผมไถลไปกับพื้น นี่มัน...ตึกกำลังเอียง!
ในวินาทีแห่งความเป็ความตาย ตึกทั้งตึกค่อยๆเอียงตัวและเตรียมจะกระแทกอัดลงกับพื้น จากที่เคยก้นไถล ในพริบตาต่อมาผมก็ลอยอยู่กลางอากาศ ผมช็อกจนไม่ทันได้แหกปากกรีดร้องด้วยซ้ำ
แล้วก็ตู้ม! ทุกอย่างมืดสนิท เหมือนผมกระพริบตาช้าๆหนึ่งครั้ง ฉับพลันผมก็ถูกส่งไปในที่ที่สว่างจ้าที่สุดเท่าที่มันจะสว่างได้ แปลกใจเหมือนกันที่ตาผมไม่บอด นี่มันราวกับว่าโลกทั้งใบถูกดูดสีออกไป มันขาวและว่างเปล่า แม้แต่ความรู้สึกแสบตาก็ไม่มี อันที่จริงในตอนนั้นผมแทบไม่รู้สึกได้ถึงตัวตนของตัวเองด้วยซ้ำ มันเหมือนกับผมเป็เพียงความว่างเปล่าที่อยู่ตรงนั้นแต่ก็ไร้ตัวตน
ไม่รู้ว่านานเท่าไหร่ที่เวลาของผมถูกหยุดไว้อย่างนั้น แต่พอรู้สึกตัวอีกทีผมก็ถูกพามานั่งอยู่บนเก้าอี้แข็งๆตัวหนึ่ง โต๊ะทำงานของชายคนหนึ่งที่หวีผมเรียบแปล้ ใส่แว่นสายตาทรงดูเชยนิดหน่อย เขาดูเหมือนฝ่ายทรัพยากรบุคคลในบริษัทเก่าของผม แต่ดูเหมือนว่าจะเรืองแสงได้มากกว่านิดหน่อย
เรืองแสง?
ใช่ ผมเพิ่งสังเกตว่าตัวของเขาเรืองแสงบางอย่างออกมา แผ่ความกดดันเล็กน้อย และมีดวงตาสีรุ้ง
โอเค คนๆนี้ไม่น่าใช่พนักงานฝ่ายทรัพยากรบุคคลทั่วๆไป จริงๆมันก็ดูเหมือนไม่ใช่ อะไรทั่วๆไป ั้แ่สถานที่ขาวโพลนที่มีเพียงพวกผมแล้วแหละ
ป้ายหน้าโต๊ะของเขาเขียนเอาไว้ด้วยภาษาประหลาดๆว่า
รินนาริค
เทพแห่งการสัมภาษณ์งาน
เทพแห่งการสัมภาษณ์งานอะไรกันล่ะนั่น ว่าแต่...ทำไมผมถึงได้อ่านภาษาประหลาดๆตรงนั้นออกกันนะ
“มันคือพรพื้นฐานของชาว์น่ะ” อีกฝ่ายกล่าวด้วยน้ำเสียงที่ฟังดูเหมือนชีวิตนี้มีแต่เื่จริงจังให้โฟกัส “คุณก็เลยสามารถอ่านภาษาเทพได้โดยไม่ต้องร่ำเรียนมาก่อน”
“...!” เดี๋ยวนะ นี่ผมกำลังโดนอ่านใจงั้นเหรอ
“อันที่จริงมันเป็เื่ที่ผิดกฏ์ในการอ่านใจเทพด้วยกันเอง แต่ว่าคุณเป็กรณียกเว้น” เขาขยับแว่นเบาๆ ผมช็อก
อะไรกันวะเนี่ย
“เอ่อ…” ผมอ้าปากและไม่รู้ว่าควรจะแสดงรีแอคชั่นอะไรดี
“ก่อนหน้านี้ผมค่อนข้างไม่ประทับใจวิธีคิดคุณเท่าไหร่ แต่นั่นไม่ใช่เื่ที่ผมจะนำมาพิจารณาในการสัมภาษณ์ครั้งนี้ สบายใจได้” เขาตอกเอกสารจำนวนมากในมือให้สันตอบมันเสมอกันแล้ววางลงไปบนโต๊ะ โดยปกติสิ่งที่ต้องอยู่ตรงนั้นคือประวัติของผู้มาสมัครงาน ผมเลยไม่ค่อยแน่ใจว่าจนถึงก่อนหน้านี้ สิ่งที่เขาคนนั้นอ่านเป็ประวัติผมหรือเปล่า ถ้าใช่ คำถามคือเขาไปเอามาจากไหน แล้วมีอะไรเขียนไว้ในนั้นบ้าง
ไม่สิ ผมควรจะถามอะไรที่มันเบสิคกว่านั้นอย่างเช่น ที่นี่ที่ไหน
“ที่นี่คือ แดน์พาราห์เดีย และคุณกำลังอยู่ระหว่างการคัดเลือกเทพเ้าหน้าใหม่ที่จะมาทำหน้าที่แทนในตำแหน่งที่ยังว่างอยู่ ก่อนที่เราจะเริ่มการสัมภาษณ์กัน มีอะไรที่อยากจะถามเพิ่มเติมอีกไหม”
ถ้าพูดถึงคำถามตอนนี้ล่ะก็ผมมีเป็ร้อยๆเลยล่ะ “คือ...มันค่อนข้างน่าเหลือเชื่อไปนิดนึงนะครับสำหรับเื่ที่คุณเพิ่งบอกมา บางทีผมอาจจะ้า…”
“หลักฐานยืนยันงั้นเหรอ ได้สิ” คนที่ชื่อว่ารินนาริคดีดนิ้ว พริบตานั้นก็มีแผ่นเอกสารบินมาจากไหนก็ไม่รู้ รวมตัวกันเป็แฟ้มอย่างหนาในมือของผม ผมไม่เคยเห็นเ้าแฟ้มเอกสารนี่มาก่อนแต่ก็รู้สึกคุ้นเคยอย่างน่าประหลาด บนหน้าปกสีเขียวอ่อนซึ่งเป็สีที่ผมชอบถูกเขียนเอาไว้ว่า ประวัติส่วนตัว “ลองเปิดอ่านดู”
ผมทำตามคำแนะนำ แล้วผมก็ต้องช็อก ในนั้นเต็มไปด้วยข้อมูลส่วนตัวของผมอย่างละเอียดยิบ ในหน้าแรกๆมีข้อมูลส่วนตัวของผมถูกเขียนเอาไว้ครบทั้งหมด ไม่ใช่แค่น้ำหนัก ส่วนสูง หรือกรุ๊ปเื แต่ยังรวมไปถึงเื่ส่วนตัวต่างๆที่ผมไม่เคยเปิดเผยที่ไหนมาก่อน ทั้งเื่อคติส่วนตัวเกี่ยวกับการทำงาน สัตว์เลี้ยงที่คาดหวังว่าจะเลี้ยงในอนาคต ความคิดเห็นเกี่ยวกับครอบครัวของตัวเอง หรือแม้กระทั่งเื่ที่ผมชอบปลูกต้นหญ้าแต่ไม่กล้าปลูกเพราะกลัวจะถูกที่บ้านหาว่าเพี้ยนด้วย
“อันที่จริง เกี่ยวกับเื่นั้นผมคิดว่าคุณน่าจะวิตกจริตไปเองนะ” รินนาริคออกความเห็น
“ผมก็แค่ไม่อยากทำตัวไร้สาระต่อหน้าพวกเขาเท่านั้นเอง” ผมพยายามแก้ตัวก่อนจะนึกขึ้นได้ว่านี่มันผิดปกติโคตรๆ ผมพลิกไปหน้าอื่นๆก่อนจะเห็นว่ามีบันทึกเหตุการณ์สำคัญๆในชีวิตของผม ทั้งเื่ที่พอมีคนรู้อยู่บ้าง และเื่ที่ผมมั่นใจมากๆว่ามีแค่ผมคนเดียวที่รู้ แถมในบันทึกมันยังลงสถานที่ วันและเวลาแบบเป๊ะๆในระดับวินาที หรือแม้แต่รายละเอียดเกี่ยวกับภาวะอารมณ์และสิ่งที่ผมคิดอยู่ในหัวนะขณะนั้นเอาไว้ยาวเหยียด ผมอ้าปากค้าง
“มีแต่์เท่านั้นที่จะรู้เื่พวกนี้ ผมพูดถูกไหม” รินนาริคกล่าวด้วยสีหน้าเรียบๆ ผมกลืนน้ำลายอึกใหญ่
“แล้ว...ทำไมต้องเป็ผมเหรอครับ” ผมเชื่อว่านั่นคือคำถามสำคัญมากๆสำหรับสถานการณ์ประมาณนี้ “ผมหมายความว่าอะไรทำให้ผมถูกรับเลือก”
“์เล็งเห็นศักยภาพในการเติบโตของคุณ” รินนาริคเอามือมาประสานกัน “ในฐานะมนุษย์ คุณมีทัศนคติที่ดีเกี่ยวกับการกระทำคุณประโยชน์ต่อผู้อื่น นั่นเป็คุณสมบัติพื้นฐานของการเป็เทพเ้าผู้ต้องคอยดูแลชาวโลก อีกทั้งในประวัติของคุณค่อนข้างจะขาวสะอาด เื่แย่ๆครั้งล่าสุดที่คุณเพิ่งทำไปคือการเผลอกดแชร์โพสเกี่ยวกับการเหยียดทัศนคติเท่านั้น”
ผมยกนิ้วมาเกาคางตัวเอง และมักจะทำเช่นนั้นทุกครั้งเวลาประหม่า “อา...อันนั้นผมผิดเองที่คิดน้อยไปหน่อย ผมน่าจะอ่านคอนเมนต์เพื่อดูทิศทางของสังคมก่อนแชร์จริงๆแหละ”
“ผมว่าเรามาเริ่มการสัมภาษณ์กันเลยดีกว่า” รินนาริคทำสีหน้าจริงจัง
“แต่ผมยังไม่หมดคำถามเลยนะครับ” ผมร้องบอก
“ถึงเทพเ้าจะมีอายุขัยเป็อนันต์ก็จริง แต่ผมก็ไม่ได้มีเวลาว่างมากขนาดนั้นหรอกนะ” รินนาริคบอก “มีการสัมภาษณ์เกิดขึ้นบนโลกแทบจะทุกๆวินาที ผมค่อนข้างเป็เทพที่งานยุ่งเลยล่ะ ทีนี้!...ผมจะให้โอกาสคุณแนะนำตัวเอง”
ห๊ะ...นี่เริ่มสัมภาษณ์การเป็เทพเ้าจริงๆแล้วใช่ไหมเนี่ย “เอ่อ…คือ...ยังไงดีล่ะครับ”
“คุณค่อนข้างประหม่าเกินไปหน่อยนะสำหรับคนที่ผ่านการสัมภาษณ์งานมาแปดครั้งแล้ว” รินนาริคตำหนิ
ก็จริง ผมสัมภาษณ์งานมาแปดครั้งแล้ว แต่ผมเชื่อเหลือเกินว่าถึงจะผ่านมาซักร้อยสนามก็ไม่มีใครสามารถวางตัวให้เป็ปกติได้หรอก ถึงจะยังมึนๆงงๆอยู่ผมก็ไม่สามารถทำตัวเหยาะแหยะได้ อะไรบางอย่างกำลังบอกให้ผมรีบยอมรับสถานการณ์ในตอนนี้ ผมสูดหายใจลึกๆ ตั้งสติ และบอกกับตัวเองว่าวันนี้ผมจะทำทุกอย่างได้อย่างยอดเยี่ยมเหมือนที่ผ่านๆมา
โอเค! ผมบอกกับตัวเองว่าผม้างานเทพเ้า และผมจะต้องได้งานนี้!
โปรดติดตามตอนต่อไป