เย็นวันศุกร์ขณะที่นักเรียนทุกคนกำลังเก็บข้าวของใส่ลงในกระเป๋าของตัวเองเพื่อจะเดินลงไปเข้าแถวด้านหน้าอาคารเรียน 1 และเดินทางกลับบ้านกุสุมาที่เก็บของเสร็จแล้วก็ลุกขึ้นยืนก้าวเดินมาหยุดยืนหน้ากระดานดำแล้วะโถามทุกคนด้วยเสียงอันดังพลางส่ายสายตามองไปยังทุกคนด้วยใจจดจ่อรอคำตอบ
“ วันอาทิตย์นี้ใครว่างบ้าง ฉันว่าจะชวนไปกินส้มตำที่บ้าน ช่วยกันทำหลาย ๆ อย่างแล้วมานั่งล้อมวงกินกันน่าจะสนุกนะ ”
“ ฉันไป ” น้ำหวาน พระจันทร์เต็มดวงเด็กสาวที่มีร่างกายสูงผอมและเป็ผู้มีใบหน้าหวานหยดย้อยยกมือขึ้นเป็คนแรกก่อนจะตอบเสียงดังฟังชัด พลอยทำให้เพื่อนสาวคนอื่น ๆ ที่อยากไปร้องะโตอบตาม ๆ กัน
“ ฉัน ”
“ ฉันไปด้วย ”
“ ฉันไปด้วยต้นหลิวก็ไปด้วย ” เบญจมาศรีบยกมือบางขึ้นพลางตอบเสียงดังด้วยกลัวว่าเพื่อนคนอื่นจะชิงพูดตัดหน้าไปเสียก่อนเป็ผลให้นลัทที่ไม่รู้เื่รู้ราวอะไรด้วยเลยต้องรีบหันดวงหน้าหมองคล้ำไปมองเพื่อนรักโต๊ะข้าง ๆ ทันทีด้วยความสงสัยว่าเธอนั้นตอบตกลงจะไปตอนไหนมิทราบ แล้วเหมือนคนพูดจะรู้สึกตัวว่าถูกดวงตากลมโตมองด้วยแววตาไม่พอใจจึงลดระดับมือลงมาวางบนโต๊ะก่อนจะหันมาส่งยิ้มแห้ง ๆ ให้อย่างสำนึกผิด
นลัทถอนหายใจออกมาเบา ๆ เพราะเด็กสาวแพ้ทางรอยยิ้มของเบญจมาศมาแต่ไหนแต่ไรจึงต้องจำใจยอมพยักหน้ารับคำไปอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ รู้ดีว่าที่เพื่อนรักอยากไปไม่ใช่อยากจะกินส้มตำหรือมีจุดประสงค์อะไรแอบแฝงมากกว่านั้น เพียงแค่อยากทำความรู้จักกับเพื่อนใหม่ให้ได้มาก ๆ กว่าเดิม เนื่องจากพวกเราทั้งหมดในห้องนี้ต่างมาจากโรงเรียนอื่นไม่เคยมีความสนิทสนมกันมาก่อน แถมเวลาก็เพิ่งผ่านพ้นไปได้แค่อาทิตย์เดียวจึงอยากทำความรู้จักให้ได้มากกว่านี้
แทนที่กุสุมาจะสนใจเพื่อนกลุ่มสาว ๆ ที่ตอบรับคำเชิญของตัวเองกลับหันดวงหน้าเฉี่ยวคมไปจ้องมองวิกรานต์ที่นั่งรอให้เตโช วายุภัคเด็กชายร่างสมส่วนผู้มีเครื่องหน้าหล่อคมไม่ต่างกันกับภุชงค์ หอมหวนเด็กชายร่างผอมผู้ที่มีใบหน้าหล่อสำอางโดดเด่นไม่แพ้ใครและเป็เพื่อนรักเพื่อนสนิทเพียงสองคนเท่านั้นเก็บสมุดหนังสือลงกระเป๋าด้วยท่าทางเซ็ง ๆ ไม่น้อย เนื่องจากท่าทางในตอนนี้ของเด็กหนุ่มกำลังยกท่อนแขนแข็งแรงมาโอบรัดลำตัวเอาไว้แน่นพลางยกท่อนขายาวข้างหนึ่งมาพาดอีกข้างและกระดิกเท้าไปมาเบา ๆ พลอยทำให้ใบหน้าคมคายมีสีหน้าบึ้งตึงบอกบุญไม่รับอยู่ตลอดเวลา กุสุมาที่เอาแต่เฝ้ามองและคิดชั่งใจอยู่นานก็ตัดสินใจเอ่ยถามออกไปน้ำเสียงนุ่มนวล
“ ไบร์ทละ จะไปบ้านส้มไหม ”
“ เราไม่ว่างต้องไปทำธุระกับพ่อที่ต่างจังหวัด เอาไว้วันหลังล่ะกัน ” ริมฝีปากได้รูปเผยอขึ้นเพื่อตอบคำถามแต่น้ำเสียงกลับฟังดูราบเรียบไม่มีทวงทำนองให้คนฟังรู้สึกใจชื้นเลยแม้แต่น้อย หลังจากนั้นก็ลุกขึ้นเดินผ่านหน้ากุสุมาออกจากห้องเรียนไปในทันทีโดยไม่คิดจะสนใจว่ามีใครรู้สึกอย่างไรกับคำตอบนี้ หรือสนใจว่าเพื่อนรักทั้งสองคนจะเก็บของเสร็จแล้วหรือยัง ซึ่งการกระทำของวิกรานต์ดังกล่าวเป็ผลให้สายตาสองคู่ของกุสุมากับนลัทต้องหันมองแผ่นหลังหนาพร้อม ๆ กันและต่างรู้สึกเสียดายอยู่ในใจลึก ๆ ที่เขานั้นดันตอบปฏิเสธอย่างไร้เยื่อใยแบบนี้ แต่ร่างผอมเพรียวกลับไม่ยอมละความพยายามรีบหันมาย้ำเตือนกับกลุ่มเพื่อนในห้องเดียวกันอีกรอบแล้วจึงรีบวิ่งตามหลังไปติด ๆ ด้วยหวังว่าเขาจะเปลี่ยนแปลงความคิดเสียใหม่
“ ใครว่างก็ไปนะทุกคน ”
ผิดกับนลัทที่ทำได้เพียงแค่นั่งมองดูอยู่ห่าง ๆ และก็เก็บความรู้สึกในใจส่วนลึกเอาไว้เงียบ ๆ เพียงอย่างเดียวเนื่องจากเธอได้ตั้งกฎเหล็กกับตัวเองเอาไว้แล้วว่าจะไม่ให้ใครรู้เื่ความรู้สึกรักของเธอที่มีต่อเพื่อนร่วมห้องอย่างวิกรานต์เป็อันเด็ดขาดเพราะเธอเคยลองกลับไปคิดทบทวนอยู่หลายหนตลอดทั้งอาทิตย์ที่ผ่านมาว่าควรบอกกับเ้าตัวดีหรือไม่ แล้วถ้าบอกเธอจะมีเปอร์เซ็นต์การสมหวังในรักครั้งนี้มากน้อยแค่ไหน สุดท้ายก็เล็งเห็นถึงผลเสียมากกว่าผลดีที่ได้รับเลยอยากเก็บทุกอย่างเอาไว้คนเดียวไปตราบนานเท่านานดีกว่าจะบอกใครแม้กระทั่งเบญจมาศเพื่อนรักก็ตามที