คุณบอสหมาป่าจ้องมองไปที่เหล่านักเรียนที่ยืนรวมกันอยู่ตรงกลาง ร่างขนาดใหญ่ของมันหยุดนิ่งอยู่เบื้องหน้า ขนสีขาวสะอาดพลิ้วไหวตามแรงลม ดวงตาสีแดงเข้มคู่หนึ่งกวาดมองไปรอบบริเวณอย่างช้า ๆ
บรรยากาศเริ่มเงียบลง ไม่มีใครพูดอะไรออกมา แม้แต่ชายหนุ่มที่ก่อนหน้านี้เอาแต่หัวเราะอย่างมั่นใจ ตอนนี้ยังยืนนิ่ง มือที่กำด้ามดาบเอาไว้เริ่มสั่นเล็กน้อย
“อะ...อะไรวะนั้น?”
“มะ...มันใหญ่เกินไปแล้ว...”
“นี่มันมอนสเตอร์ระดับหนึ่งจริง ๆ เหรอ?”
ไม่มีใครตอบคำถามนั้น เพราะต่อให้มองยังไง—มันก็ดูไม่เหมือนมอนสเตอร์ที่พวกเขาควรจะพบระหว่างการฝึกครั้งแรกเลยแม้แต่น้อย
“...”
มาริก้าวออกไปข้างหน้า
“ทุกคน ถอยออกไป”
“หา?”
ชายหนุ่มหันไปมองเธอ
“ก็บอกแล้วว่าอย่ามาออกคำสั่งพวกเรา—”
“ถอยซะ ถ้าไม่อยากตาย”
น้ำเสียงของมาริยังคงเรียบเฉย แต่ครั้งนี้—ไม่มีใครกล้าพูดอะไรต่อ ผมที่นั่งอยู่บนกิ่งไม้ข้าง ๆ อาจารย์ฟีลิเซียกำลังมองภาพตรงหน้าด้วยสีหน้าสงบนิ่ง
“อืม...”
ผมหยิบข้าวโพดคั่วเม็ดหนึ่งเข้าปาก
“ง่ำ”
“อัลเดรเซียคุง”
“ครับ?”
“ไม่คิดจะแบ่งอาจารย์อีกแล้วเหรอคะ?”
“หมดแล้วครับ”
“อ้าว”
อาจารย์ฟีลิเซียทำหน้าเสียดายอย่างเห็นได้ชัด
“แย่จังเลยนะคะ”
“...”
ผมหันกลับไปมองเธอ
“ตอนนี้มันใช่เวลามาสนใจเื่ข้าวโพดคั่วไม่ใช่หรอครับ?”
“ก็นั้นสิน๊า”
เธอพูดด้วยรอยยิ้มสดใส
“เป็อาจารย์ที่มีความรับผิดชอบมากเลยนะคะ”
“เห็นด้วยอย่างยิ่งครับ”
“กรรรรร...”
เสียงคำรามต่ำดังขึ้นจากเบื้องล่าง คุณบอสหมาป่าค่อย ๆ ก้มตัวลง ขาทั้งสี่ข้างเกร็งแน่น มาริขยับดาบเล็กน้อยราวกับกำลังเตรียมตัว
“มาแล้ว”
ร่างขนาดใหญ่พุ่งออกไปในพริบตา
“เร็วชะมัด!”
นักเรียนคนหนึ่งะโขึ้น
ตูมมมม!! มาริยกดาบขึ้นรับกรงเล็บของมัน แรงกระแทกทำให้พื้นดินใต้เท้าของเธอยุบลงจนเท้าจมลงไปเล็กน้อย
“...!”
ฟิ้วว—
เสียงผิวปากของผมดังขึ้นเล็กน้อยราวกับกำลังชื่นชมความสามารถของเธออยู่
“รับได้ด้วยแฮะ”
มาริถูกผลักถอยหลังไปหลายเมตร แต่เธอกลับไม่ล้ม ร่างของเธอหยุดลงอย่างมั่นคง
ส่วนคุณบอสหมาป่าเองก็ถอยออกไปตั้งหลัก เหล่านักเรียนทุกคนต่างมองภาพตรงหน้าด้วยความตกตะลึงแม้แต่ชายหนุ่มที่ก่อนหน้านี้เอาแต่พูดจาดูถูกมาริก็ยังเงียบไป เขากัดฟันแน่น
“ชิ...”
ผมมองเขาอยู่ครู่หนึ่ง
“หมอนั่นเริ่มรู้ตัวแล้วสินะครับ”
“อืม?”
อาจารย์ฟีลิเซียที่นั่งอยู่ข้าง ๆ หันมามองผม
“รู้ตัวอะไรเหรอคะ?”
“ว่าตัวเองเป็ตัวประกอบ”
“...”
อาจารย์ฟีลิเซียเงียบไปครู่หนึ่ง
จากนั้น—
“ฮ่า ๆ ๆ ๆ!”
เธอหัวเราะออกมา
“เธอนี่น่าสนใจจริง ๆ ด้วยนะ”
“ขอบคุณครับ”
ผมตอบกลับอย่างสุภาพ
“นี่คือสัญชาตญาณของผม”
“สัญชาตญาณอะไรเหรอคะ?”
“สัญชาตญาณในการมองตัวละครมีชื่อครับ”
“อาจารย์ไม่เข้าใจเลยค่ะ”
“ไม่เป็ไรครับ”
ผมกอดอก
“คนธรรมดาไม่เข้าใจก็ไม่แปลก”
“...”
“...”
อาจารย์ฟีลิเซียหรี่ตามองผม
“นี่กำลังด่าอาจารย์อยู่รึเปล่าคะ?”
“ผมชมอยู่ครับ”
ตูมมมม!!
เสียงะเิดังขึ้นจากด้านล่าง
บทสนทนาของพวกเราหยุดลงทันที
ทั้งผมและอาจารย์ฟีลิเซียหันกลับไปมองพร้อมกัน—มาริฟาดดาบเข้าใส่ร่างของคุณบอสหมาป่าอย่างรวดเร็วแต่คุณหมาป่าก็ใช้เขาที่กลางหน้าผากกันคมดาบนั้นจนเกิดประกายไฟพุ่งกระจายออกมา—
“โฮ่...”
ผมโน้มตัวไปข้างหน้าเล็กน้อย
“เริ่มสนุกแล้วสิ”
ใช่แล้วนี่แหละ— ฉากสู้ของตัวละครมีชื่อ นักเรียนที่เหลือได้แต่ยืนมองอยู่ด้านหลัง ขณะที่มาริรับมือกับคุณบอสหมาป่าเพียงคนเดียว
ผมลุกขึ้นยืนบนกิ่งไม้
“ถึงเวลาของตัวละครมีชื่อแล้ว”
“อะไรเหรอคะ?จู่ ๆ ก็”
“ตัวละครมีชื่อเวลาสู้กับบอส ต้องเป็แบบนี้แหละครับ ทุกคนที่อยู่รอบข้างจะต้องถอยออกไป”
“...”
“ตัวประกอบที่พูดว่า ‘ไม่จริงน่า!’ สักสองสามคน”
“...”
“จากนั้นตัวละครมีชื่อจะรับมือกับบอสเพียงคนเดียว”
“...”
“แล้วเมื่อถึงจุดที่ทุกคนคิดว่าเธอแพ้แล้ว— เธอจะเปิดไพ่ตายออกมา”
อาจารย์ฟีลิเซียมองลงไปด้านล่าง
“ถ้าอย่างนั้น...คิดว่าเธอจะเปิดไพ่ตายตอนไหนเหรอคะ?”
“อีกเดี๋ยว”
“ทำไมถึงมั่นใจขนาดนั้น?”
“ก็ง่าย ๆ ”
ผมชี้ไปยังคุณบอสหมาป่า
“มันยังไม่ได้ใช้ท่าไม้ตายเลยนี่”
อาจารย์ฟีลิเซียมองผม
“เหมือนว่าเธอจะรู้อะไรเยอะจังเลยนะ”
ผมยิ้มออกมา
ตูมมมมมมมมมม!!
การโจมตีของหมาป่าฟาดลงสู่พื้นอย่างรุนแรง
แรงกระแทกมหาศาลทำให้พื้นดินแตกร้าวเป็วงกว้าง ทิ้งร่องรอยของกรงเล็บลึกลงไปในพื้นดิน มาริะโถอยออกมาได้ทันเวลา
แต่—
ยังไม่ทันที่เธอจะตั้งหลัก คุณบอสหมาป่าก็พุ่งเข้าหาเธออีกครั้งเขาโค้งบนหน้าผากพุ่งตรงเข้าหาเด็กสาว
“...!”
มาริยกดาบขึ้น เธอปัดการโจมตีของมันออกไปได้ เสียงโลหะปะทะกับเขาดังสะท้อนไปทั่วบริเวณ คุณบอสหมาป่าถอยหลังออกไปเล็กน้อย
“...?”
หมาป่าตัวนั้นก้มลง—แล้วคาบร่างของไวท์วูฟตัวหนึ่งที่นอนตายอยู่ข้าง ๆ ขึ้นมา
“โอ้ ไอเ้าตัวนั้นฉลาดสุดๆเลยนิครับ”
คุณบอสหมาป่าหันมองมาริ จากนั้น— มันสะบัดหัวอย่างแรงร่างของไวท์วูฟถูกขว้างออกไป
“...!”
ร่างขนาดเล็กๆพุ่งตรงเข้าหามาริราวกับะุปืนและในเวลาเดียวกัน—คุณบอสหมาป่าก็พุ่งตามไปติด ๆ
“...”
ผมหยิบข้าวโพดคั่วขึ้นมาอีกกำมือ
“เป็การโจมตีหลอกล่อที่ใช้ได้เลยนิ”
คุณบอสหมาป่า—สุดยอดใช้ได้เลยอยากได้มาเป็สัตว์เลี้ยงจังสามารถใช้สิ่งที่อยู่รอบตัวในการโจมตีด้วยผมจ้องมองการต่อสู้ต่อด้วยความสนใจ
มาริหลบไปทางด้านข้างได้ทัน แต่—
ตูมมมม!!
เธอต้องรับการโจมตีจากคุณบอสหมาป่าที่พุ่งตามเข้ามาอย่างรวดเร็ว แรงปะทะครั้งนี้ทำให้ร่างของเธอเสียสมดุลดาบในมือกระเด็นหลุดออกไป—
ก่อนจะปักลงกับพื้นดินไม่ไกลจากตัวเธอ
“อัลเดรเซียคุง”
อาจารย์ฟีลิเซียเอียงศีรษะมองผม
“เธอคิดว่าใครจะชนะงั้นเหรอ?”
“ไม่เห็นต้องเดาเลยครับ”
ผมตอบทันที
“ต้องเป็อาจารย์อยู่แล้ว”
“เอ๋?”
เธอทำหน้าแปลกใจ
“ทำไมถึงเป็อาจารย์ล่ะ?”
“ก็เดี๋ยวยังไงนี่มันก็ต้องเป็ฉากของคุณอยู่แล้วนี่ครับ”
ผมชี้นิ้วไปทางด้านล่าง
“ไม่มีทางที่เด็ก ๆ จะสามารถสู้กับอะไรแบบนี้ได้หรอกครับ”
“แต่ถ้าเป็ผมก็ว่าไปอย่าง”
“...”
“แต่ผมขอดูท่าไม้ตายของเธอก่อนนะ”
“แล้วถ้าอาจารย์ไม่อยากให้มันเป็แบบที่เธอคิดล่ะ?”
ฟีลิเซียพูดขึ้น
“ถ้าอาจารย์ไม่ลงไปช่วยเด็กคนนั้นล่ะ?”
เธอนั่งโยกขาไปมาบนกิ่งไม้ด้วยท่าทางสบาย ๆ
“ผมพนันด้วยไอศกรีมร้านโปรดเลยครับ แต่อาจารย์ต้องปลอมเป็คู่รักกับผมนะ”
ผมตอบอย่างมั่นใจ
“เดี๋ยวผมเลี้ยงเต็มที่เลย โดยที่มีส่วนลดอ่ะนะ”
“แต่ถ้าอาจารย์แพ้—”
ผมหันไปมองเธอ
“มาเข้าองค์กรผมได้ไหมครับ? ผมรู้สึกว่าการมีคนที่คุยอะไรแบบนี้ได้ มันรู้สึกดีแปลก ๆ”
ผมยิ้มเล็กน้อย
“ยังไงซะพวกเราก็นิสัยวิปลาสพอ ๆ กันเลยนี่ครับ”
ผมหันกลับไปมองการต่อสู้ด้านล่าง
“ทั้ง ๆ ที่เห็นคนกำลังอยู่ในอันตราย”
“แต่พวกเราสองคนกลับยังนั่งชิลกันอยู่บนต้นไม้”
“...”
อาจารย์ฟีลิเซียเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะยิ้มออกมาอย่างอ่อนโยน
“อาจารย์ขอผ่านดีกว่านะ”
“...”
“อาจารย์ไม่ค่อยถูกกับองค์กรอะไรพวกนั้นด้วยสิ”
“เข้าใจครับ”
ผมพยักหน้า
“งั้นผมจะตั้งรอวันที่อาจารย์เปลี่ยนใจนะครับ”
“อาจารย์คิดว่าไม่น่าจะมีวันนั้นนะคะ”
ตูมมมม!! เสียงะเิดังขึ้นจากด้านล่างอีกครั้ง ผมหันกลับไปมอง มาริะโหลบการโจมตีของไวท์วูฟก่อนที่จะพุ่งตัวคว้าเอาดาบที่ปักอยู่มา
เธอเก็บดาบกลับเข้าไปในฝักทันทีก่อนจะะโถอยออกไปเพื่อสร้างระยะห่างจากไวท์วูฟ แล้วในตอนนั้นเอง—
บรรยากาศรอบตัวของเธอก็เปลี่ยนไปทันที มาริค่อย ๆ ย่อตัวลงเล็กน้อยเท้าขวาสไลด์ไปด้านหน้า ขณะที่เท้าซ้ายตรึงแน่นอยู่กับพื้น มือซ้ายของเธอเลื่อนขึ้นมาประคองฝักดาบข้างสะโพกอย่างมั่นคงทว่านิ้วหัวแม่มือ—กลับออกแรงดันกระบังดาบขึ้นเบา ๆ
แกร๊ก...
คมดาบขยับออกจากฝักเพียงเล็กน้อยและในเวลาเดียวกัน—พลังเวทย์ทั้งหมดในร่างของเธอก็เริ่มไหลเข้าสู่ตัวดาบ
“โอ้ มาแล้วล่ะครับ”
ผมยิ้มออกมา
“นั่นสินะ”
อาจารย์ฟีลิเซียเองก็จ้องมองมาริด้วยสายตาที่จริงจังขึ้นเล็กน้อย คมดาบสีเงินค่อย ๆ โผล่พ้นออกมาจากฝัก แม้จะเป็เพียงระยะเล็กน้อย—แต่พลังเวทย์ที่อัดแน่นอยู่ภายในกลับแผ่ออกมาจนััได้จากระยะไกล
ไวท์วูฟชะงักร่างของมันค่อย ๆ ถอยหลังออกไปโดยไม่รู้ตัว ราวกับสัญชาตญาณของสัตว์กำลังร้องเตือนมันว่า—อันตราย
ฟึ่บ!
มาริชักดาบออกมาในพริบตาเสี้ยววินาทีเดียว—พลังเวทย์ที่อัดแน่นอยู่ในดาบก็ถูกปลดปล่อยออกมาฟูมมมมมมม!!คมดาบแห่งพลังเวทย์พุ่งออกไปเป็เส้นตรง
“...!”
มันพุ่งเข้าปะทะกับเขาของไวท์วูฟอย่างเต็มแรง ร่างขนาดใหญ่ของมันกระเด็นออกไปชนเข้ากับต้นไม้ต้นแรก—
โครม! ทะลุไปยังต้นที่สอง— โครมมม!! และยังไม่หยุด ต้นไม้สองสามต้นล้มลงตามแรงกระแทก ขณะที่กลุ่มควันและเศษไม้ฟุ้งกระจายไปทั่วบริเวณ
“...”
เงียบ ทุกคนต่างมองไปยังกลุ่มควันนั้น ส่วนมาริ— ร่างของเธอกำลังสั่นขาของเธอแทบทรงตัวไม่อยู่
“ฮะ...ฮะ...”
พลังเวทย์ในร่างของเธอถูกใช้ไปมากเกินไปจนแม้แต่การยืนตรง ๆ ก็เริ่มทำได้ยากภาพตรงหน้าของเธอเริ่มพร่ามัวไม่ใช่เพราะาแ—แต่เป็เพราะอากาศรอบตัวขาดพลังเวทย์ไปอย่างหนัก
“...”
“การใช้พลังเวทย์จนหมดสินะ”
ผมมองมาริที่กำลังพยายามทรงตัวอยู่ตรงนั้นอาการแบบนั้น—สมัยก่อนผมเจอมาบ่อยมาก ผมชอบทดลองใช้เวทมนตร์แปลก ๆ อยู่เสมอ บางครั้งก็อัดพลังเวทย์เข้าไปมากเกินไป บางครั้งก็ใช้มันจนเกือบหมด
เรียกได้ว่า—คุ้นเคยกับอาการแบบนั้นดี
“อัลเดรเซียคุง”
อาจารย์ฟีลิเซียเรียกผมขึ้นมา
“เธอมีสื่อนำเวทบ้างไหม?”
“อาจารย์ขอยืมหน่อยสิ”
“สื่อนำเวทเหรอครับ?”
ผมหันไปมองกิ่งไม้ที่อยู่ข้างตัว ก่อนจะหยิบมันขึ้นมาแล้วยื่นให้เธอ
“เอากิ่งไม้นี่ไปใช้ได้ไหมครับ?”
“พอดีผมไปเจอมันตกอยู่ที่พื้น”
“มันนำเวทได้ดีเลยนะครับ ผมยัดพลังเวทย์ใส่ลงไปได้อยู่นะ”
“เห้อ...”
อาจารย์ฟีลิเซียถอนหายใจ
“ของแบบนั้นมันจะไปรับพลังเวทย์ได้ยังไงล่ะนี้กำลังกวนกันอยู่ใช่ไหมเอ่ย”
“งั้นเหรอครับ?”
“ใช่สิไอของแบบนั้นยัดเข้าไปก็ไหลออกมาเรื่อย ๆ สิ มันจะไปใช้เวทย์ได้ยังไง มันต้องเป็พวกที่มีแรงดันพลังเวทย์ระดับปีศาจเลยนะถึงจะทำอะไรแบบนั้นได้”
“งั้นแป๊บนะครับ...”
ผมเริ่มค้นหาของบางอย่างในกางเกงอย่างจริงจัง
“ผมว่าผมเก็บไว้แถวนี้นี่นา...”
“...”
“เจอแล้ว”
ผมหยิบลูกแก้วขนาดเล็กออกมา ก่อนจะยื่นให้ฟีลิเซีย
“อันนี้น่าจะพอไหวไหมครับ?”
“...”
ฟีลิเซียรับมันไป แต่ทันทีที่เห็นสิ่งของในมือ—สีหน้าของเธอก็เปลี่ยนไป
“นี่มัน...”
เธอมองผม
“มานาคริสตัส นี่”
“...?”
“เธอรู้ไหมว่าไอ้ของแบบนี้มันผิดกฎหมายน่ะ?”
“มันเป็ของที่ใช้ในทางทหารนะ”
“...”
“เอาน่า”
ผมยิ้ม
“อาจารย์จะใช้หรือไม่ใช้ครับ?”
“ถ้าเป็ปกติผมคิดเงินนะ”
“แต่พอดี...”
ผมหันกลับไปมองการต่อสู้ด้านล่าง
“ผมอยากเห็นเวทมนตร์ของอาจารย์ด้วยเหมือนกัน”
“...”
ฟีลิเซียมองมานาคริสตัสในมือ ก่อนจะถอนหายใจออกมาอีกครั้ง
“เธอนี่...”
“อาจารย์ว่าตัวเองกำลังรู้จักนักเรียนที่น่าปวดหัวเข้าแล้วสิ”
“ขอบคุณสำหรับคำชมนะครับ”
“ไม่ได้ชมค่ะ”
ในขณะที่พวกเรากำลังพูดคุยกันอย่างสนุกสนาน—กลุ่มควันที่ปกคลุมบริเวณที่ไวท์วูฟกระเด็นไปเริ่มจางลงและเมื่อทัศนวิสัยกลับมาชัดเจน—ร่างของไวท์วูฟก็ปรากฏขึ้นอีกครั้ง
“...”
เขาโค้งบนหน้าผากของมันที่เคยสมบูรณ์—ตอนนี้หักไปข้างหนึ่งแล้วแต่ถึงอย่างนั้น—คุณบอสหมาป่าก็ค่อย ๆ ลุกขึ้นยืน
“...”
อาจารย์ฟีลิเซียหยุดเล่นกับมานาคริสตัสในมือเพราะในวินาทีที่หมาป่าลุกขึ้น—บรรยากาศรอบตัวมันก็เปลี่ยนไป
โฮกกกกกกกกกกกกกกกก!!
เสียงคำรามดังสะท้อนไปทั่วผืนป่าและในเวลาเดียวกัน—เมฆจำนวนมหาศาลก็เริ่มเคลื่อนตัวเข้ามาปกคลุมท้องฟ้าแสงสว่างรอบตัวค่อย ๆ ลดลง
เปรี้ยงงงง!! สายฟ้าฟาดลงมาจากกลุ่มเมฆเป็ระยะ แสงสีขาวสว่างวาบตัดผ่านความมืด
“...”
ผมมองภาพตรงหน้าอย่างสงบนิ่ง
“เข้าสู่เฟสสองแล้วสินะ”
ด้านล่าง—มาริที่แทบยืนไม่ไหวมองภาพตรงหน้าด้วยสายตาที่สั่นไหว ก่อนที่ร่างของเธอจะทรุดลงกับพื้น
“บ้าที่สุด...”
มือของเธอกำแน่น
“พลังเวทย์ของฉันหมดแล้ว...”
เธอกัดฟัน
“นี่ฉันต้องมาจบชีวิตตรงนี้จริง ๆ งั้นเหรอ...”
“ทั้ง ๆ ที่ฉันยังมีเื่ที่ต้องทำอีกแท้ ๆ...”
โฮกกกกกกกกกก!! เสียงคำรามของหมาป่าดังก้องไปทั่วป่า มันก้มตัวลง ขาทั้งสี่ข้างเกร็งแน่น สายตาของมันจับจ้องไปยังมาริ ท่าทางนั้น—เหมือนกำลังเตรียมจะพุ่งเข้าใส่
“...”
ผมเหลือบมองอาจารย์ฟีลิเซีย เธอหายไปจากต้นไม้แล้ว ผมหลับตาลงและคิดหาคำพูดเท่ ๆ ในเวลานี้
“ถึงเวลาแล้วสินะ”
“อาจารย์ฟีลิเซียนั่นอาจารย์ฟีลิเซียนิ เธอมาช่วยพวกเราแล้ววว”
เหล่านักเรียนที่ได้แค่ดูมาริอยู่ด้านหลัง ะโขึ้น
“ดูเหมือนจะเป็ไปตามที่อัลเดรเซียพูดเลยนะคะ”
มาริได้ยินคำพูดที่อาจารย์ฟีลิเซียพูดแต่เธอเริ่มรักษาสติไม่ไหวแล้วก่อนจะล้มลงไปกับพื้นพร้อมกับดาบในมือ อาจารย์ฟีลิเซีย เธอยกคริสตัสขึ้นมาก่อนจะอ้อมกอดลูกแก้วเอาไว้กลางอกอย่างกับเด็กๆที่กำลังกอดตุ๊กตาหมีตัวโปรดก่อนที่พลังเวทย์จะไหลเข้าไปในลูกแก้วนั้นอย่างมหาศาลด้วยความเร็ว
ผมที่กำลังมองภาพนั้นอยู่ก็เริ่มสนใจขึ้นมา แสงจากลูกแก้วในมือของอาจารย์ฟีลิเซียเริ่มเปลี่ยนไป จากแสงเดิมที่ส่องประกายอยู่ภายใน—มันค่อย ๆ เปลี่ยนเป็สีม่วงและในเวลาเดียวกันนั้นเอง—
วูมมมม—วงเวทย์สีม่วงขนาดใหญ่ก็ปรากฏขึ้นใต้เท้าของเธอ
“โอ้...”
ผมมองมันด้วยความสนใจ วงเวทย์ที่ปรากฏขึ้นนั้นจะบอกถึงประเภทของธาตุเวทย์ที่ผู้ใช้กำลังใช้อยู่ยิ่งวงเวทย์มีขนาดใหญ่หรือซับซ้อนมากเท่าไหร่—ก็ยิ่งแสดงถึงเวทมนตร์ที่ทรงพลังมากขึ้น
“...”
แต่สำหรับผม—การทำให้วงเวทย์โผล่ขึ้นมาแบบนี้มันดูไม่เท่เลยถึงแรก ๆ ผมจะชอบมันก็เถอะ แต่หลังจากที่มีพวกโจรที่รู้จังหวะที่ผมกำลังใช้เวทย์ ตอนที่ไปไล่ในป่า
“เตรียมรับมือมันกำลังใช้เวทย์”
“!!?”
แล้วแบบนั้นจะให้ตอนผมใช้เวทมนตร์แล้วมีวงกลมเรืองแสงขึ้นใต้เท้าเหรอ? มันไม่เข้ากับภาพลักษณ์ของตัวเองเลยสักนิด ถึงบางครั้งการมีแสงวงเวทย์ในเท้ามันจะเท่ในบางฉากก็เถอะ
เพราะงั้น—เมื่อก่อนผมจึงเคยพยายามหาวิธีทำให้แสงของวงเวทย์หายไปผมลองมาหลายวิธี ทั้งการลดพลังเวทย์ การเปลี่ยนโครงสร้างของเวทมนตร์ แม้กระทั่งการบิดทิศทางของพลังเวทย์— แต่สุดท้าย ไม่มีวิธีไหนทำได้
จนกระทั่งวันหนึ่ง—ผมคิดวิธีหนึ่งขึ้นมาได้
“...”
ถ้าใช้การหักเหของแสงด้วยเวทย์นํ้า วงเวทย์ก็จะมองไม่เห็น นี่มัน—วิธีที่ฉลาดสุด ๆ ไปเลยนี่นา ถึงจะต้องใช้เวทมนตร์เพิ่มขึ้นอีกนิด
ฟีลิเซียขยับนิ้ววาดเป็วงกลมกลางอากาศ วงเวทย์อีกวงปรากฏขึ้นตรงหน้าเธอ โดยหันไปทางไวท์วูฟที่กำลังพุ่งเข้ามา
พลังเวทย์จำนวนมหาศาลถูกอัดแน่นอยู่ภายในมานาคริสตัส รอยร้าวเล็ก ๆ เริ่มปรากฏขึ้นบนผิวของคริสตัส ราวกับมันกำลังจะรับพลังไม่ไหว
ในเวลาเดียวกัน— ไวท์วูฟก็พุ่งตรงเข้ามาหาฟีลิเซีย
“...!”
ความเร็วของมันรวดเร็วเสียจนร่างขนาดใหญ่แทบกลายเป็เพียงเงาสีขาว
“หึ...ช้าไปแล้ว คุณหมาป่า”
ฟีลิเซียยิ้มอย่างมั่นใจ
“อาบิสซัลเร—”
“เอ๋?”
ขณะที่กำลังเอ่ยชื่อท่า—เธอขยับขาเล็กน้อยและ—
กึก
ปลายเท้าของเธอไปโดนเข้ากับก้อนหินก้อนเล็ก
“...”
ร่างของเธอเสียจังหวะเล็กน้อย
“???”
ไวท์วูฟที่กำลังพุ่งเข้ามาอ้าปากกว้างดวงตาสีแดงของมันจับจ้องฟีลิเซีย ใกล้เข้ามาแล้วใกล้ขึ้น—
และ—ร่างของไวท์วูฟหยุดวิ่งลงอย่างกะทันหัน
“...?”
มันพยายามสบัดหัวเหมือนมันชนเข้ากับอะไรบ้างอย่าง
“โฮก?!”
ฟีลิเซียเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมามองผม ผมโบกมือให้ เธอสังเกตเห็นบ้างอย่างที่หายไปจากตรงที่ผมอยู่ กิ่งไม้ก่อนหน้านี้
“สมแล้วค่ะ เชิญชมให้ดีนะ”
จากนั้นเธอก็ยิ้ม และพูดชื่อท่านั้นออกมาอย่างเต็มเสียง
“อาบิสซัล เรย์!”
ฟูมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมม!!
ลำแสงสีดำสนิทพุ่งออกจากวงเวทย์ตรงหน้าเธอ มันพุ่งเข้าใส่ไวท์วูฟอย่างเต็มแรง
ลำแสงพุ่งผ่านร่างของหมาป่าไปและยังไม่หยุดเพียงเท่านั้นพื้นดินด้านหลังถูกเปิดออกเป็ทางยาว ต้นไม้จำนวนมาก—หายไปจากแนวลำแสง กลายเป็พื้นที่โล่งกว้างราวกับมีใครเอายางลบมาลบป่าออกไป
“...”
ผมมองภาพนั้นก่อนจะหันไปมองฟีลิเซีย
“อาจารย์”
“คะ?”
“เท่เกินไปแล้วครับ”
“ใช่ไหมล่ะ~?”
ฟีลิเซียยิ้มอย่างภูมิใจ โดยทิ้งร่อยรอยของความเสียหาย และร่างของคุณหมาป่าที่ขนสีขาวถูกย้อมไปด้วยสีแดงเรียบร้อยแถมตัวยังหายไปมากกว่าครึ่ง
“ว่าแต่นักเรียนคนอื่นจะไม่โดนไปด้วยหรอครับ”
“เอ๋? นั้นสิลืมไปเลย”
✩
เหล่านักเรียนค่อย ๆ กลับมารวมกลุ่มกันอีกครั้ง หลังจากได้รับสัญญาณจากอาจารย์ฟีลิเซีย จะเรียกว่าสัญญาณได้ไหมนะ?
อาบิสซัล เรย์! ของเธอกลายเป็แลนด์มาร์กขนาดใหญ่ไปแล้ว ลำแสงสีดำที่พุ่งทะลุผืนป่านั้นมองเห็นได้จากระยะไกล จนเหล่านักเรียนต่างรู้ได้ทันทีว่า—
อาจารย์กำลังอยู่ทางนั้น
โชคดีสุด ๆ ที่เส้นทางที่อาจารย์ฟีลิเซียยิงไปนั้นเป็ทิศทางที่ไม่มีคนอยู่ เพราะทางฝั่งนั้นเป็จุดที่เหล่านักเรียนเห็นคุณบอสหมาป่าขนาดใหญ่มาก่อนแล้ว ไม่มีใครกล้าเข้าไปใกล้อยู่แล้ว
“...”
ถ้าอาจารย์ยิงพลาดไปทางที่มีคนอยู่—ผมคิดว่าไม่จบแค่เขียนรายงานแน่นอนแต่ผมเองก็มีส่วนผิดสุดๆที่ดันอยากเห็นเวทย์นั้นด้วย โชคดีที่อีกด้านหนึ่งยังเป็แนวชายฝั่งทะเล นอกจากต้นไม้และพื้นดินแล้ว—ก็แทบไม่มีอะไรสำคัญให้ต้องกังวล
“ฮิ ๆ~”
อาจารย์ฟีลิเซียยืนยิ้มอย่างอารมณ์ดี ก่อนจะมองเหล่านักเรียนที่กลับมารวมตัวกันครบแล้ว
“เอาล่ะ ไหน ๆ ทุกคนก็มารวมตัวกันครบแล้ว อาจารย์จะให้คะแนนแต่ละคนนะ~”
เธอกวาดสายตามองไปรอบ ๆ
“ไหน ใครจัดการมอนสเตอร์ได้บ้างเอ่ย?”
นักเรียนส่วนใหญ่ยกมือขึ้นแทบจะทันที แม้จะยังมีบางคนที่ไม่สามารถจัดการมอนสเตอร์ได้เลยก็ตาม
“เยี่ยมจ้า~ มีเยอะกว่าที่คิดนะ”
“แน่นอนครับอาจารย์! กลุ่มผมจัดการไวท์วูฟได้ตั้งแปดตัว!”
“พวกหนูจัดการกระต่ายทมิฬได้ตั้งยี่สิบกว่าตัวเลยค่ะ!”
“อาจารย์ครับ! กลุ่มผม—”
“แล้วมีใคราเ็ในกลุ่มบ้างไหมเอ่ย?”
“...”
คำถามนั้นทำให้ทุกคนชะงักไปเล็กน้อย ดูเหมือนว่าแทบทุกกลุ่มจะมีคนาเ็กันหมด แม้จะเป็เพียงาแเล็กน้อยก็ตาม แน่นอนว่ากลุ่มของมาริหนักที่สุด ส่วนกลุ่มของผม—ไม่มีใครเป็อะไรเลย
“...”
พวกนี้หนีรอดจากออร์คได้จริง ๆ ด้วย ผมยังคงรู้สึกประหลาดใจอยู่เล็กน้อย ทั้งที่ตอนแรกผมคิดว่าต้องมีใครสักคนโดนทุบกลับมาแล้วแท้ ๆ
“โอเค~”
อาจารย์ฟีลิเซียพยักหน้า
“กลุ่มไหนมีคนาเ็ อาจารย์ขอตัดคะแนนนะ~”
“...?”
“แล้วก็กลุ่มที่ออกไปสู้กับมอนสเตอร์ตรง ๆ อาจารย์ก็ขอตัดคะแนนด้วยจ้าาา~”
“เอ๋?!”
“ทำไมล่ะอาจารย์?!”
“พวกเราชนะมอนสเตอร์นะ!”
เสียงโวยวายดังขึ้นทันที อาจารย์ฟีลิเซียยกมือขึ้นเล็กน้อย
“จ้า ๆ จะบอกให้ก็ได้”
เธอยิ้ม
“พวกเธอคงไม่ลืมใช่ไหมว่า วิชาของอาจารย์ผู้น่ารักคนนี้เกี่ยวกับอะไร?”
“...”
ไม่มีใครตอบ ผมเองก็เงียบเช่นกัน เพราะตอนนี้เริ่มรู้สึกว่าคำว่า ‘ผู้น่ารัก’ น่าจะไม่ค่อยตรงกับความจริงเท่าไหร่
“เอาตัวรอด”
ฟีลิเซียยกนิ้วขึ้นหนึ่งนิ้ว
“มันคือวิชาที่พวกเธอต้องหาทางรอดจากมอนสเตอร์และสู้ให้น้อยที่สุด เพื่อให้มีชีวิตรอด”
น้ำเสียงของเธอยังคงสดใสแต่คราวนี้—สีหน้าของอาจารย์จริงจังขึ้นเล็กน้อย
“วิธีที่ดีที่สุดในการเอาตัวรอดก็คือการหลีกเลี่ยงมอนสเตอร์ให้ได้มากที่สุด”
“พวกเธอต้องมีเหตุผลมากพอที่จะเลือกต่อสู้”
“ไม่ว่าจะเป็เพื่อช่วยคนที่าเ็”
“หรือเพื่อเอาชีวิตรอด”
เธอกวาดสายตามองไปยังเหล่านักเรียน
“เพราะแบบนั้น~”
ฟีลิเซียยิ้ม
“ถ้าใครฆ่ามอนสเตอร์มากกว่าห้าตัว—อาจารย์ขอตัดคะแนนนะ~ ยกเว้นว่าจะมีเหตุผลดีๆให้นะ”
“...”
บรรยากาศเงียบลงทันที
“แต่ครั้งนี้อาจารย์จะให้คะแนนพิเศษกับคนบ้างคนจ้า~"
“กลุ่มของมาริจังได้ 4/10”
“แต่มาริจัง—อาจารย์ให้เต็มจ้า~”
“...!”
นักเรียนจำนวนหนึ่งหันไปมองมาริที่กำลังสลบอยู่และอาจารย์ฟีลิเซียกำลังส่งมานาให้อยู่
“ทำไมล่ะครับ?!”
ชายคนหนึ่งรีบยกมือขึ้น
“กลุ่มนั้นโดนมอนเตอร์โจมตีจนมีคนาเ็หนักไม่ใช่เหรอครับ?”
“ใช่จ้า~”
ฟีลิเซียตอบอย่างง่ายดาย
“ถ้ามองในฐานะกลุ่ม พวกเธอทำได้แย่มากเลยล่ะ”
“ล่ามอนเตอร์เป็ร้อยตัว แถมยังไม่ฟังคำเตือนของสมาชิกในกลุ่มด้วย”
“ผลลัพธ์ก็คือ—โดนบอสไล่จนเกือบหมดสภาพจ้า~”
“แต่สิ่งที่มาริจังทำต่างออกไป”
ฟีลิเซียหันไปมองเด็กสาวผมสีน้ำตาล
“ั้แ่แรก มาริจังพยายามห้ามทุกคนไม่ให้ฆ่าไวท์วูฟมากเกินไป”
“หลังจากนั้นก็พยายามพาทุกคนออกจากบริเวณนั้น”
“และตอนที่ทุกคนตกอยู่ในอันตราย...”
“เธอก็เป็คนที่ยืนอยู่ข้างหน้าสุด”
“เธอตัดสินใจได้ถูกต้องเกือบทุกครั้ง”
“แต่ปัญหาคือ—”
“คนอื่นไม่ฟังจ้า~”
“เพราะงั้นความผิดพลาดของกลุ่ม ไม่ได้หมายความว่ามาริจังต้องได้รับคะแนนต่ำไปด้วยนี่นา”
“เพราะแบบนั้น—10/10 จ้า~”