กลางฤดูใบไม้ร่วงสือจิ่วใช้ชีวิตส่วนใหญ่อยู่แต่ในเขตบ้าน ถานเจ๋อกลัวนางจะเหงามือเข้าป่าคราวล่าสุด เขาได้ซานจา[1]สุกตะกร้าใหญ่มาฝากหญิงสาว
เห็นซานจาสือจิ่วก็คิดถึงถังหูหลูไม้แรกที่เคยซื้อในงานวัดตอนไปเที่ยวกับเสี่ยวหนิง ซานจาครึ่งตะกร้าถูกฝานเป็แผ่นตากแห้งอีกครึ่งเคี่ยวกับน้ำตาลกรวดจนปั้นได้เก็บไว้ทำไส้ขนม
ยิ่งสือจิ่วท้องโตอุ้ยอ้ายถานเจ๋อยิ่งแสดงอาการห่วงใย ระหว่างวันทำงานเขาจะแวะมาดูนางบ่อยครั้ง บางวันเห็นนางนั่งเย็บผ้าบางวันเดินอยู่แถวริมรั้วง่วนกับสมุนไพรและผักของนาง เมล็ดฟักที่นางหว่านแบบไม่ตั้งใจปลูกก็เติบโตออกยอดให้เด็ดมาผัดรางน้ำของพวกเขาคงจะเสร็จทันฤดูหนาว พอหิมะละลายเข้าใบไม้ผลิ น้ำจากลำธารก็จะไหลมาที่บ้านได้ทันที
ถานเจ๋อเข้าไปในหมู่บ้านบอกกล่าวเพื่อนและจ้างแรงงานเพิ่มอีกคนเพื่อมาช่วยเขากับท่านปู่เกี่ยวข้าวในอีกสามวันข้างหน้าตอนนี้ท่านย่ากำลังวุ่นกับการเตรียมอาหารแห้งไว้กินตอนเข้าฤดูหนาว
พันธุ์ข้าวที่ลงปลูกปีนี้ครึ่งหนึ่งเป็ข้าวเ้า อีกครึ่งแบ่งปลูกข้าวเหนียว ข้าวเดือยกับข้าวฟ่าง หนึ่งในสามของคนในหมู่บ้านปลูกข้าวไว้กินทั้งปีมีบ้างเอามาแลกเปลี่ยนกับข้าวหรือผักที่ตัวเองไม่ได้ปลูก
แคว้นฉางฝูมีพื้นที่ปลูกข้าวสาลีแต่ไม่มาก แป้งจากข้าวสาลีจึงมีราคาแพง ครึ่งปีถึงหนึ่งปีจะมีพ่อค้าเอาแป้งชนิดนี้มาขายในตลาดหน้าวัดอิ่นเหมินสักครั้งถานเจ๋อเคยซื้อแป้งข้าวเ้าให้สือจิ่ว นางบอกเขาหากโชคดีมีพ่อค้ามาขายข้าวสาลีให้เขาซื้อไว้สักสองจิน[2]เพราะนางอยากจะทำอาหารหรือขนมที่ใช้แป้งจากข้าวชนิดนี้
สือจิ่วอยากปลูกข้าวหวานสีดำเพื่อทำขนมขายเป็ไปได้เธอก็อยากลองปลูกข้าวสาลีด้วย เธออยากทำขนมให้อาจื้อกินจากความทรงจำของสือจวี๋ตอนนางไปอยู่เฟิงโจววันที่สือจวี๋มีความสุขที่สุดก็คือได้กินขนมลั่วทังเฉียน[3]ที่เฉิงหยางปิงซื้อให้
เพื่อจะไม่ต้องพะวักพะวนวิ่งเข้าวิ่งออกห้องนอนตอนเข้าครัวทำอาหารหรือออกมาทำงานนอกบ้านสือจิ่วคงต้องวานให้อาเจ๋อหาไม้แผ่นเรียบมาให้เธอสักหน่อย ว่างจากงานอื่นเธอจะทำเตียงเด็กวางไว้นอกห้องนอนอาจื้อจะได้อยู่ในสายตาเธอตลอดเวลา
่ที่ผ่านมานอกจากคิดเื่กินอยู่แต่ละวัน วางแผนชีวิตปีหน้าเพื่อให้ตัวเองมีเงินเลี้ยงลูกสือจิ่วยังไม่หยุดคิดเื่ทำไมเธอต้องมาอยู่ที่นี่ แคว้นฉางฝูมีจริงไหม คิดถึงตอนอาเจ๋อถามเหตุใดลูกในท้องถึงไม่ชื่อเฉิงจื้อ
เฉิงจื้อ...ชื่อนี้คลับคล้ายว่าเธอเคยได้ยินใครสักคนพูดถึงเด็กในท้องเธอน่าจะต้องเป็คนสำคัญหรือไม่
ทุกเช้าสือจิ่วห่อหม่านโถวธัญพืชบางทีก็ทำเปาจื่อไส้หมูตุ๋นให้ถานเจ๋อเอาไปกินรวมกับอาหารเที่ยงที่ท่านย่าหลินทำใส่ตะกร้าให้เขา
เพราะถานเจ๋อไม่อยากให้สือจิ่วลำบากโม่ข้าวโม่ถั่วแป้งในครัวนางจึงพร้อมเต็มถังเสมอ อาเจ๋อได้กินอะไร เพื่อนของเขาชื่ออาเซียนกับอาหาวที่จ้างมาช่วยเกี่ยวข้าวก็จะได้กินด้วยท้องอิ่มบวกได้รับค่าจ้าง ทั้งสองคนจึงลงแรงแข็งขันมาถึงที่นาั้แ่พระอาทิตย์ยังไม่ขึ้น
สวีเซียนเป็เพื่อนที่สนิทกับอาเจ๋อมากที่สุดในหมู่บ้านครอบครัวเขามีที่นาเหลือเพียงแค่ห้าหมู่เลี้ยงปากท้องสามชีวิต ที่นาส่วนใหญ่ถูกแบ่งขายก่อนพ่อเขาจะตายเพราะป่วยเรื้อรังบางวันเสี่ยวผิงน้องสาวของอาเซียนก็หิ้วตะกร้าไปส่งข้าวพี่ชายที่นา นางมักแวะมาคุยกับสือจิ่วเพื่อขอบคุณอาหารที่สวีเซียนได้กินเพราะมีบางส่วนเขาแบ่งกลับไปฝากคนที่บ้าน
‘เปาจื่อของพี่จิ่วเอ๋อร์อร่อยที่สุดั้แ่ข้าเคยกินเลยนะ’
นอกจากเสี่ยวผิงยังมีเสี่ยวซู่ที่หิ้วตะกร้าเดินผ่านหน้าบ้านเธอผ่านไปผ่านมานางไม่เคยมีแก่ใจแวะทักทายเธอสักหน เว้นแต่วันที่มากับเสี่ยวผิง เด็กสาวอายุสิบสามก็เป็คนดึงแขนเสี่ยวซู่วิ่งเข้ามาหาเธอ
ตอนท้องได้สี่เดือนสือจิ่วเคยเข้าหมู่บ้านไปไหว้เทพเ้าที่เฉียนเสียคำซุบซิบยังคงมีให้ได้ยิน แต่เธอไม่สนใจ ใครดีด้วย เธอจะดีตอบใครไม่พูดไม่อยากเสวนาเธอก็เฉยกลับ
ก่อนสิ้นสุดฤดูใบไม้ร่วงทุกครอบครัวต่างเร่งมือเก็บตุนอาหาร พืชพันธุ์ล้วนสุกพร้อมให้เก็บเกี่ยวพลับหน้าบ้านสกุลสือลูกเรียวรี สุกจัดถึงมีรสหวานก่อนกลับบ้านอาเซียนกับอาหาวจะทยอยเก็บลูกพลับให้สือจิ่ว สามวันก็หมดต้น เธอแบ่งให้พวกเขาเท่าที่อยากได้
หญิงสาวใช้เวลาตอนสายกับบ่ายนั่งปอกเปลือกลูกพลับยังไม่สุกเพื่อร้อยเชือกแขวนตากรอบชายคาบ้านที่สุกจนเละก็เคี่ยวแล้วเกลี่ยเป็แผ่นตากสามแดด บางส่วนกวนแห้งไว้ทำไส้ขนม ข้างบ้านถานท่านย่าปลูกหัวไชเท้านางแบ่งให้เธอเอามาตากและดองไว้เป็เครื่องเคียง
‘ปากคนแก่กับปากคนท้องชอบรสชาติไม่เหมือนกัน เ้าดองไหเล็กๆ ไว้พอกินแค่ตัวเองเถอะ’
ท่านย่าหลินบอกว่าหลังเกี่ยวข้าวบ้านถานจะทำอาหารเลี้ยงครอบครัวอาเซียนกับอาหาวสือจิ่วขอมีส่วนร่วม หวังว่าอาหารของเธอจะทำให้ทุกคนมีความสุขในคืนสุดท้ายที่ขนข้าวทุกมัดมาตากบนลานบ้านสกุลถาน
และแล้วก็ถึงมื้ออาหารสุดพิเศษหลังฤดูเก็บเกี่ยวคนบ้านสวีมากันพร้อมหน้าสามชีวิต อาหาวพาเมียกับลูกชายวัยขวบกว่ามาพร้อมพ่อของเขาหนุ่มๆ ช่วยกันต่อโต๊ะใต้ชายคาหน้าบ้าน ท่านย่าหลินทำปลานึ่งฉื่อจือ[4]หมูตุ๋นเห็ดหอม ผักกาดขาวดองผัดพริก มีข้าวสวยและหม่านโถวตามแต่จะเลือกกิน
วันก่อนท่านย่าได้ลูกเถาจากคนในหมู่บ้านนางให้เธอมาหลายลูก เธอจึงเอาเนื้อลูกเถาบดผสมกับอบเชย ใบกระวาน เกลือ กระเทียมยี่หร่าหวาน น้ำตาลอ้อย เคี่ยวกับน้ำต้มกระดูกไก่จนเป็ซอสข้นไว้คลุกเคล้ากับอกไก่จากนั้นยกเข้าเตาอบ หมั่นเอาไก่ออกมาทาน้ำซอสเรื่อยๆ อบไฟอ่อนจนเนื้อไก่ชุ่มฉ่ำมีรสหวานหอมในทุกคำที่กัดลงไป
อาหารรสเลิศกับเหล้าเกาเหลียงที่ท่านปู่นำออกมาเลี้ยงหนุ่มๆทุกคนบอกเป็เสียงเดียวกันว่านี่คือรสชาติไก่ที่ไม่เคยลิ้มลอง
แน่ละ...เธอก็ไม่เคยทั้งหมดประยุกต์เท่าที่วัตถุดิบมี จะทำไก่อบเกลือเฉยๆ สือจิ่วรู้สึกว่ามันธรรมดาเกินไปสำหรับคืนพิเศษนี้
“อาเจ๋ออ้วนขึ้นทุกวันเพราะกับข้าวฝีมือนาง”ท่านย่าหลินคุยอวด ทุกคนพยักหน้าเห็นด้วย โดยเฉพาะเสี่ยวผิงนางกล่าวชมรสมือสือจิ่วจนเธอยิ้มแก้มปริ ยิ่งตอนนางเห็นขนมของสือจิ่วเด็กหญิงยิ่งตาโตเท่าไข่เป็ด กัดกินคำไหนก็ชมซ้ำๆ ว่าอร่อยยิ่งนัก
หลังอาหารค่ำ สามหนุ่มช่วยกันเก็บโต๊ะเสี่ยวผิงบอกพรุ่งนี้เช้าจะรีบมาล้างถ้วยชามให้ท่านย่าหลิน อาเจ๋อยืนส่งทุกคนกลับบ้านคนสุดท้ายที่เขาเดินมาส่งก็คือสือจิ่ว
“ข้าไม่มีอะไรจะให้เ้ากินแล้วนะ”เธอบอกให้เขาเดินมาส่งแค่รั้วข้างบ้าน แต่เขาก็มาส่งถึงประตู รีรอทำท่าเหมือนมีบางสิ่งอยากจะพูดสือจิ่วจึงเป็คนเปิดบทสนทนาขึ้นก่อน
“ข้ามีคำถามตั้งใจจะถามสักพักใหญ่ๆ แล้ว”
ท่าทางเขาดูจริงจังจนเธอชักหวั่นว่ามันจะเป็เื่ที่ตอบไม่ได้
“ถามมาเถอะ”
ถานเจ๋อสูดลมหายใจสบตาหญิงสาว ก่อนเอ่ยประโยคนั้นออกมา
“คนที่คุยกับข้าตอนนี้ไม่ใช่สือจวี๋...ใช่หรือไม่”
[1] ซานจาผลไม้สีแดงมีจุดเหลืองหรือน้ำตาลซีดกระจายทั่วผิว ผลรสเปรี้ยวจัด เสียบไม้เคลือบน้ำตาลเรียกถังหูหลูนอกจากนั้นนำมาแปรรูปเป็ผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ เช่นซานจาแผ่น ซานจาอบแห้ง แยม เยลลี่น้ำผลไม้ ต้มเป็ชา สรรพคุณช่วยลดไขมัน
[2] หนึ่งจินเท่ากับ 500 กรัม แต่บางครั้งก็เท่ากับ 600 กรัม แล้วแต่ภูมิภาค
[3] ลั่วทังเฉียนหรือเจียวลั่วเฉียน ทำจากแป้งข้าวเหนียวผสมน้ำนวดแล้วปั้นกดให้เป็แผ่นกลมแบนๆต้มในน้ำจนสุกจากนั้นเอามาตำหรือคนให้เป็เนื้อเดียวกัน ก่อนเอามาปั้นแล้วคลุกกับน้ำตาลงาขาว งาดำ ถั่งลิสงที่บดผสมรวมกันไว้ บางสูตรเอามาทอดก่อนคลุก บ้านเราเรียกกะลอจี๊
[4] เต้าซี่ เป็เครื่องปรุงอาหารได้จากการหมักถั่วเหลืองสายพันธุ์เมล็ดสีดำมีลักษณะคล้ายกับถั่วเน่าของญี่ปุ่น