สองวันแล้วที่หลี่เจี่ยหลิงเดินทางไปข้างนอกไม่กลับมา
ยามเช้าจ้าวห่าวหลินตื่นขึ้นมาด้วยร่างกายที่ยังคงเหนื่อยล้าสะสมจากการพิษกำเริบที่ผ่านมาเขารู้สึกอยากนอนแผ่หลาอยู่บนเตียงมองเพดานดินเหนือหัวตัวเองอย่างโง่งมเสียเหลือเกิน
ความคิดเดียวในตอนนี้คือ‘อี้โยวเ้าอยู่ที่ไหน?’
นี่มันผ่านมานานหลายวันแล้วแต่สุดยอดองครักษ์ของเขาก็ยังไม่โผล่หัวมาอีก
สงสัยจะต้องเข้าไปในตัวเมืองฉางสักรอบแล้วสิ
นอกจากจะต้องเข้าเมืองฉางไปวางสัญลักษณ์ให้อี้โยวแล้วภายในเมืองฉางยังมีศาลาพักม้า[1]อยู่แห่งหนึ่ง บางทีหากส่งจดหมายไปถึงท่านลุงหลี่แทนก็น่าจะดีกว่ารอพ่อสุดยอดองครักษ์อยู่ที่นี่อย่างเลื่อนลอย
จ้าวห่าวหลินเคยชินกับการตื่นยามเหม่าแล้วไม่นานก็เช็ดตัวล้างหน้าล้างตาบ้วนปาก ทำธุระถ่ายหนักถ่ายเบาจัดการแปลงผักและสมุนไพรเสร็จก็พร้อมออกเดินทาง
เกวียนวัวของหมู่บ้านจะออกจากหมู่บ้านยามเฉินคาดว่าจะถึงเมืองฉางตอนยามอู่ และออกจากเมืองอีกทีตอนยามเซินนั้นหมายความว่าเขาจะมีเวลาอยู่ในตัวเมืองฉางเพียงแค่สองชั่วยามเท่านั้น
ก่อนออกจากบ้านจ้าวห่าวหลินหยิบถุงใส่น้ำของตัวเองติดตัวไปด้วย
ยามเหม่าเป็่ที่พระอาทิตย์กำลังขึ้นแสงภายในหมู่บ้านหนิวเจียไม่ได้สว่างมากนัก แต่ตามบ้านเรือนเริ่มมีควันไฟลอยออกมาบางครัวเรือนเริ่มมีกลิ่นหอมกรุ่นของแป้งย่างและผัดผักป่าลอยออกมา
เหล่าชายฉกรรจ์กำลังหลักของบ้านต่างพากันหาบถังน้ำไปตักน้ำที่ลำธารให้เห็นบ้างประปรายมีบางคนออกมาลานนอกบ้านเพื่อให้อาหารสัตว์ รดน้ำผักข้างบ้านและมีบางคนเริ่มแบกจอบเดินไปทางที่นา
เพียงแต่สายตาที่ชาวบ้านมองมาทางชายหนุ่มแฝงไปด้วยความรังเกียจอย่างชัดเจนและยังมีหลายคนที่ชี้นิ้ววิพากษ์วิจารณ์มาทางเขาบ้างเป็บางครั้ง
หากเป็เมื่อก่อนตอนที่เขายังเยาว์วัยคงไม่พ้นเข้าไปมีเื่กับเหล่าชาวบ้านสั่งลงโทษอย่างหนักจนกว่าพวกเขาจะไม่กล้าแม้แต่เงยหน้าขึ้นมองสบตัวเอง
แต่เขาในตอนนี้ได้ผ่านเื่ราวในอีกโลกมาแล้วด้วยฐานะทายาทมหาเศรษฐีย่อมมีนักข่าวและคนตามติดไม่น้อยมีทั้งข่าวลือในทางที่ดีและทางที่ไม่ดีผู้คนมากมายล้วนต่างหาเื่มาชี้นิ้วด่าเขาอย่างไร้เหตุผล
พ่อของเขาในตอนนั้นจึงบอกกับเขาว่า‘คนเราสงสารคนที่อ่อนแอและริษยาคนที่ดีกว่าไม่ว่าจะทำอะไรพวกเขาจะหาเื่มาต่อว่าวิจารณ์ชี้นิ้วด่าหากให้ค่าพวกเขาแล้วได้สิ่งใด วิธีที่จะชนะคนแบบนี้ก็คือปล่อยให้เขาเล่นตลกต่อไปสุดท้ายนอกจากพวกเขาไม่ได้อะไรก็ยังเสียเวลาไปโดยเปล่าประโยชน์อีกด้วย’
จ้าวห่าวหลินมองชาวบ้านด้วยแววตาสงสารตอบโต้กลับ พวกเขาส่วนใหญ่ตัวผอมใบหน้าเหลืองขาดสารอาหาร เสื้อผ้าเก่าขาดมีรอยปะประปราย ตัวเองอดยากเพียงนี้กลับใช้เวลามาเที่ยววิจารณ์ชีวิตของเขาได้อยู่อีก
คนน่าสงสารย่อมมีความเลวร้ายของตัวเอง
เดินไปสักพักก็ถึงปากทางเข้าหมู่บ้านบนเกวียนวัวมีคนนั่งอยู่ไม่น้อยแล้วชายรูปร่างผอมสูงยืนเคี้ยวฟางข้าวเล่นหลังเกวียนวัว คาดว่าน่าจะเป็เฉินจ้าน
จ้าวห่าวหลินกำลังจะเดินตรงเข้าไปยังเกวียนวัวก็สังเกตเห็นหญิงชาวบ้านคนหนึ่งเดินจูงเด็กเข้ามาทางเกวียนวัวบนหลังสะพายตะกร้าใบใหญ่เอาไว้ คาดว่าคงจะเอาของป่าไปขายที่ตัวเมืองฉางเป็แน่
เฉินจ้านตรงเข้าไปช่วยปลดตะกร้าลงจากหลังหญิงคนนั้นดันเข้าไปบนเกวียน
“เอานี่เงินของข้ากับหลานยี่สิบอีแปะ” นางล้วงเหรียญทองแดงออกมาจากถุงเงินส่งให้เฉินจ้าน “เฮ้อ...หลานข้าก็ตัวเล็กแค่นี้เอง เ้าช่วยคิดแค่ครึ่งราคาไม่ได้เชียวหรือ
“ฮ่าๆ เหตุใดป้าไม่จ่ายให้เสี่ยวจ้านคนเดียวส่วนท่านเดินเอาเองเล่า”เฉินจ้านเอ่ยอย่างไม่สะทกสะท้าน
หญิงคนนั้นสบถถ่มน้ำลาย“ช่างใจจืดใจดำยิ่งนัก เฮ้อ... เงินทองหาง่ายนักหรือไง ไปกลับตั้งคนละสิบอีแปะ”
“หากท่านไม่อยากเสียเงินก็เดินไปเองสิข้าไม่ได้บังคับท่านขึ้นเกวียนข้าเสียหน่อย”
จ้าวห่าวหลินชะงักเท้าให้ตายสิ....ข้าไม่มีเงินสักอีแปะเดียว
พูดไปใครจะเชื่อว่าทายาทเศรษฐีอย่างเขาจะต้องพบกับความลำบากเพราะเหรียญอีแปะไม่กี่เหรียญ
จ้าวห่าวหลินตัดใจเดินเท้าออกจากหมู่บ้าน
ไม่ใช่ชาวบ้านทุกคนที่ยอมเสียเงินอีแปะเพื่อนั่งเกวียนวัวเข้าเมืองหากไม่ต้องขนของหนักเข้าเมืองชาวบ้านส่วนใหญ่ล้วนเดินเท้าเข้าเมืองกันแทบทั้งสิ้นเพื่อประหยัดเงินอย่าได้ดูถูกเงินอีแปะเชียว ไปกลับสิบอีแปะ
สิบอีแปะสามารถเอาไปซื้อน้ำแกงเนื้อแพะในตัวเมืองกินแก้หิวได้ตั้งหนึ่งชามใหญ่
อย่าได้ดูถูกการเดินเท้าไกลหนึ่งร้อยลี้เชียวหากเทียบกับชาติก่อน หนึ่งร้อยลี้เท่ากับห้าสิบกิโลเมตรสำหรับชายหนุ่มที่คุ้นเคยกับการเดินทางด้วยรถความเร็วสูงห้าสิบกิโลเมตรเทียบได้เท่ากับการเดินทางข้ามเมืองดี ๆ นี่เอง
ยิ่งไม่ต้องพูดถึงร่างนี้ที่ทั้งอ่อนแอและแรงน้อยเพียงแค่เดินได้ไม่นาน ชุดใหม่ที่ซักอย่างดีก็เริ่มชุ่มไปด้วยเหงื่อใบหน้าของชายหนุ่มแดงก่ำจนแทบคั้นน้ำได้ เขาทรุดตัวลงนั่งบนโขดหินข้างทางมองถนนชนบทเบื้องหน้าอย่างเศร้าใจ
เมืองฉางเดิมทีก็เป็เมืองที่ตั้งอยู่ในภูมิประเทศูเามีทั้งทางลาดทางเนินทางชันล้วนมีแทบทั้งสิ้นถนนเองก็ไม่ได้ราบเรียบกว้างพอแค่ขนาดเกวียนวัววิ่งผ่านได้คันเดียวหากมีฝนตกหนักหน่อย คงมีน้ำขังตามหลุมบ่อเหล่านี้เป็แน่
ชายหนุ่มล้วงเอาผ้าเช็ดหน้าผ้าฝ้ายละเอียดที่หลี่เจี่ยหลิงซื้อให้ขึ้นมาเช็ดหน้าปาดเหงื่อดึงถุงใส่น้ำที่ผูกกับเข็มขัดออกมากระดกดับกระหาย แม้ว่าร่างกายจะเหนื่อยล้าจนแทบจะทรุดตัวลงนอนข้างทางแต่แววตาของเขาไม่มีความย่อท้อต่ออุปสรรคเบื้องหน้าเลยแม้แต่น้อย
จ้าวห่าวหลินลุกขึ้นเดินต่อไปอีกหลายชั่วยามจนกระทั่งหลุดพ้นแนวป่าเขาเป็เขตพื้นที่ว่างรอบตัวเมืองและเห็นกำแพงเมืองตั้งอยู่ไกล ๆ
หลังจากที่เป่ยเฉิงโหวยึดดินแดนเหนือกลับมาได้เขาก็สั่งให้ชาวบ้านถางป่ารอบตัวเมืองทั้งสิบทิ้งเพื่อให้เหล่าทหารสามารถมองเห็นกองกำลังผู้บุกรุกได้อย่างรวดเร็วชัดเจนและเตรียมรับมือได้ทันท่วงทีดังนั้นรอบตัวเมืองทั้งสิบในระยะสิบลี้ล้วนแต่เป็พื้นที่ว่าง
จ้าวห่าวหลินล้วงเอาแผ่นไม้ประจำตัวที่หลี่เจี่ยหลิงเตรียมเอาไว้ให้เขาก่อนออกเดินทางแผ่นไม้ธรรมดาสลักชื่อเ้าของ ชื่อพ่อแม่ ที่อยู่เรียบง่ายเพื่อระบุตัวตนของเ้าของ
เดิมทีทางการค่อนข้างเข้มงวดเื่แผ่นไม้ประจำตัวอย่างยิ่งเขาจึงไม่รู้ว่าหญิงสาวใช้วิธีการใดเพื่อให้ได้มา แต่คงต้องขอบคุณนางไม่อย่างนั้นเขาคงจะเดินมาเมืองฉางอย่างเปล่าประโยชน์เสียแล้ว
จ้าวห่าวหลินรีบเดินไปยังกำแพงเมืองยิ่งเข้าใกล้กำแพงเมือง ยิ่งมองเห็นตลาดนอกตัวเมืองที่กำลังวุ่นวายตอนนี้ใกล้ยามอู่ ทหารในตัวเมืองเริ่มออกมาขับไล่เหล่าพ่อค้าแม่ขายออกไปจากพื้นที่นี้คือกฎเพื่อปกป้องเมืองที่เป่ยเฉิงโหวกำหนดเอาไว้เช่นกัน
เนื่องจากเป็่ที่ชาวบ้านจากนอกเมืองเดินทางมาถึงและเป็่ที่พ่อค้าแม่ขายเลิกวางแผงขายของนอกเมืองทำให้แถวตรวจคนเข้าเมืองค่อนข้างวุ่นวาย มีคนมากมายรอการตรวจสอบเข้าเมือง
จ้าวห่าวหลินรออยู่นานจนในที่สุดก็สามารถเข้าเมืองได้หลังพ้นยามอู่ได้ไม่นาน
นี่เป็ครั้งแรกที่จ้าวห่าวหลินเข้าเมืองฉางบ้านเรือนมากมายสองชั้นสามชั้นเรียงรายกันเป็แถวมองเห็นจากหน้าประตูเมืองร้านค้าส่วนใหญ่กำลังร้องเรียกลูกค้า มีเกวียนวัว เกวียนลา เกวียนล่อวิ่งกันไปมาบรรยากาศครึกครื้นยิ่งนัก
จ้าวห่าวหลินอดที่จะรู้สึกตลกตัวเองไม่ได้
ครั้งหนึ่งในอดีตเขาเคยเป็ส่วนหนึ่งของบรรยากาศเหล่านี้แต่หลังจากเดินทางไกลไปยังโลกอนาค พบเจอแต่ตึกรามบ้านช่อง รถไฟฟ้าบนดินใต้ดินรถส่วนตัวความเร็วสูง ทุกอย่างช่างรวดเร็วไปเสียหมด พอกลับมาเจอบรรยากาศเช่นนี้มันช่างรู้สึกราวกับอีกโลกหนึ่ง จนทำให้เขาอดที่จะมองไปรอบทิศทางด้วยความสนใจไม่ได้
ช่างดูแล้วเหมือนเขาเป็บ้านนอกเข้ากรุงยิ่งนัก
จ้าวห่าวหลินถอนหายใจมองซ้ายมองขวาเรียกชายคนหนึ่งที่กำลังจะเดินผ่านทางถามเกี่ยวกับเส้นทางไปศาลาพักม้าจนรู้เส้นทางที่แน่ชัด
“เฮ้ย! ได้ยินหรือเปล่าเมื่อวานคุณชายท่านนี้ก็มาเล่นที่บ่อน โกยไปได้ตั้งหลายตำลึงวันนี้ก็มาหาคนเดิมพันด้วย สุดท้ายไม่มีใครกล้าลงเดิมพันกับเขาทางบ่อนเลยต้องรับเดิมพันเอง”
“จริงเหรอวะมีคนกล้ามาก่อเื่วุ่นวายที่บ่อนตระกูลมู่หรงด้วยอย่างนั้นหรือ”
“เ้าไม่รู้อะไรเสียแล้ว”ชายคนนั้นโน้มตัวเข้าไปใกล้เพื่อน “....”
“จริงหรือไปกัน ไปดูกันสักหน่อยว่าดวงของคุณชายจ้าวจะยังดีอยู่หรือไม่” ชายคนนั้นถูมือไปมา“หากคุณชายจ้าวอารมณ์ดี ไม่แน่อาจจะแจกให้พวกเราก้อนสองก้อน”
จ้าวห่าวหลินมองไปตามทิศทางที่ทั้งสองเดินไป
เขายิ้มรู้เท่าทันชาติก่อนเขาเองก็เคยบริหารคาสิโนมาก่อนเขาคาดเดาได้ว่านี่คงเป็วิธีการที่ทางบ่อนใช้ตกคนเข้าบ่อนโดยแสร้งทำเป็ว่าบ่อนโดนหน้าม้าเข้ามาพนันและสูญเสียเงินจำนวนมาก
ทำให้ดูเหมือนการเดิมพันในบ่อนนี้ไม่ยากมากนักและสามารถตบเงินกลับไปได้อย่างง่ายดาย คล้ายกับวิธีการตกปลารอให้ปลากินเหยื่ออย่างสำราญใจ พอพวกมันตายใจค่อย ๆ สาวเบ็ดอย่างช้า ๆกว่าปลาจะรู้ตัวก็อยู่ในมือแล้ว
ด้วยความอยากรู้จ้าวห่าวหลินก็สาวเท้าตามสองคนด้านหน้าไปแล้วเขาอยากรู้นักว่าบ่อนไหนที่เก่งกาจขนาดคิดกลยุทธการตลาดเช่นนี้ออกมาได้ คุณตาเคยบอกเสมอว่าอย่าได้ดูถูกความฉลาดของคนสมัยก่อน
เดินมาเรื่อยๆก็มาหยุดอยู่ที่หน้าอาคารสามชั้นขนาดใหญ่หลังหนึ่งในตรอกที่บรรยากาศค่อนข้างซบเซาแต่เมื่อมองดูดี ๆ ก็ได้รู้ว่าแท้จริงแล้วที่นี่เป็ย่านโคมเขียวของเมือง
อาจเป็เพราะตอนนี้เป็่กลางวัน....คงไม่มีใครบ้าเข้าหอนางโลมั้แ่เช้าหรอกมั้ง
บ่อนแห่งนี้ไม่ได้กั้นคนเข้าออกหรือไม่ก็อาจจะเป็เพราะกำลังใช้กลยุทธตกปลาอยู่เลยไม่ได้จำกัดตรวจสอบคนที่เข้าไปในบ่อนทำให้จ้าวห่าวหลินที่ไม่มีแม้แต่เหรียญอีแปะเดียวก็ยังสามารถแทรกตัวเข้าไปได้
ภายในร้านมีโต๊ะพนันหลายโต๊ะบนชั้นสองและชั้นสามดูเหมือนจะเป็ชั้นลอยที่สามารถมองจากชั้นล่างขึ้นไปได้บรรยากาศภายในกำลังคึกคัก แต่ตอนนี้ไม่มีโต๊ะไหนเล่นพนันเลยสักโต๊ะ
มีเพียงโต๊ะใหญ่บนเวทีที่กำลังทำการเดิมพันอย่างดุเดือดผู้คนรอบข้างต่างพากันไปมุงดูความสนุกที่ตรงนั้นกันทั้งหมด
บนเวทีมีคุณชายคนหนึ่งท่าทางเสเพลสวมชุดผ้าไหมชั้นดีกำลังโอบกอดหญิงสาวงดงามสองคนซ้ายทีขวาที
จ้าวห่าวหลินยืนมองพวกเขาทั้งสองฝ่ายกำลังเล่นทอยลูกเต๋า[2] บ่อนจะเขย่าลูกเต๋าสามลูกในกระบอกแล้วให้เหล่านักพนันลงเดิมพันว่าสูงหรือต่ำ เป็การพนันกับบ่อนที่ง่ายที่สุด
แต่ก็มีอีกแบบก็คือเดิมพันกันระหว่างสองฝ่ายคือฝ่ายหนึ่งจะเขย่าลูกเต๋า ส่วนอีกฝ่ายเป็คนลงเดิมพันที่น่าแปลกก็คือกระบอกเขย่าลูกเต๋าตอนนี้อยู่กับคุณชายคนนั้นดูท่าทางทุกอย่างจะเป็ไปอย่างที่เขาคิดจริง ๆ
ทันเท่าความคิดจ้าวห่าวหลินเงยหน้าขึ้นไปมองบนชั้นลอยชั้นสองเห็นเงาร่างของคนสองสามคนกำลังมองลงมาสิ่งที่ทำให้เขามั่นใจคือสายตาของพวกเขาเ่าั้ไม่ได้อยู่ที่โต๊ะพนันแต่เป็กลุ่มคนที่รุมล้อมรอบโต๊ะพนันมากกว่า
หึ! ตระกูลมู่หรง...อย่างนั้นสินะ
จ้าวห่าวหลินละสายตามองไปทางโต๊ะพนันชายฉกรรจ์ร่างใหญ่ท่าทางดูออกได้ง่ายว่าเป็ลูกพี่ของที่นี่รับแผ่นไม้ที่ใช้เป็ชิปเดิมพันกระแทกลงบนโต๊ะ คำรามเสียงต่ำ “ต่ำ”
จ้าวห่าวหลินรู้สึกแปลกใจไม่น้อยไม่คิดเลยว่าการเดิมพันในยุคนี้จะเริ่มมีการใช้แผ่นไม้เป็ชิปแทนการวางก้อนเงินแล้วคงไม่ใช่ว่ามีใครเดินทางข้ามมาจากโลกอนาคตเหมือนกันหรอกใช่ไหม?
จ้าวห่าวหลินส่ายหัวปฏิเสธความคิดตัวเองบางทีบ่อนต่าง ๆ อาจจะใช้วิธีการนี้เพื่อความสะดวกตั้งนานแล้วแต่เขาแค่ไม่รู้ก็เป็ได้
คุณชายคนนั้นมองชายฉกรรจ์ตรงหน้าไม่สะทกสะท้านกรีดนิ้วท่าทางเ้าสำราญคว้ากระบอกมาวนอยู่ด้านหน้าตัวเองก่อนจะหันไปทางสองสาวบนตัก
“เป่าให้หน่อยสิข้าคิดว่าดวงของข้ามาจากพวกเ้า”
“ฮิๆ คุณชายท่านขี้เล่นนัก”
“เ้าพูดผิดแล้วขี้เล่น ....ใช้ตอนที่พวกเราอยู่ในห้องด้วยกันก็พอ”
สิ้นคำพูดเหล่าชายฉกรรจ์ทั้งหลายด้านล่างเวทีต่างโห่ร้องะโด้วยความพึงพอใจชายผู้นี้รู้จักวิธีดึงความสนใจผู้คน
“คุณชาย”เสียงกดดันดังขึ้นฟังดูสะกดอารมณ์มากพอสมควร “รบกวนท่านแล้ว”
คุณชายหัวเราะใช้มือที่ว่างเชยคางหญิงสา“เร็วเข้า เดี๋ยวพี่ใหญ่โมโหจะแย่ได้”
หญิงสาวนางนั้นหัวเราะคิกคักเป่าลมแ่เบาใส่กระบอก ชายหนุ่มโยนลูกเต๋าทั้งสามขึ้นฟ้าแล้วใช้กระบอกรับลูกเต๋าอย่างรวดเร็วเสียงเขย่ากระบอกดังขึ้น ทุกคนด้านล่างเงียบเสียงลงทันใด
จ้าวห่าวหลินเคยควบคุมคาสิโนย่อมรู้กลเม็ดเคล็ดลับบางอย่างของคาสิโน ลูกเต๋าเป็การเดิมพันที่ง่ายที่สุดเขาเคยได้เรียนรู้วิธีการฟังเสียงลูกเต๋ามาบ้าง
กระบอกถูกกระแทกลงบนโต๊ะอย่างแรง
จ้าวห่าวหลินขยับยิ้มมุมปากดูเหมือนเ้าหนุ่มคนนี้ไม่ได้มีดีแค่ท่ามากอย่างที่คิดไม่แน่บางทีเ้าหนุ่มนี่อาจจะดูแลบ่อนอีกแห่งของตระกูลมู่หรงก็เป็ได้
ชายฉกรรจ์แสร้งทำเป็ตบที่เท้าแขนเก้าอี้ไทซือท่าทางกังวลคุณชายคนนั้นค่อย ๆ เปิดกระบอกออกเผยให้เห็นลูกเต๋าทั้งสามลูกอย่างช้า ๆ
คนของบ่อนรีบชะโงกหน้าเข้าไปดูทันทีก่อนจะขาน“สี่ หก หก สูง”
คุณชายหัวเราะลั่นอารมณ์ดี“ชนะอีกแล้ว ชนะอีกแล้ว ดูท่าแล้วข้าจะมีดวงเข้ากับบ่อนแห่งนี้จริง ๆ ฮ่าๆๆๆ”
ชายฉกรรจ์มองไปรอบลานพนันก่อนจะลุกขึ้น“วันนี้ข้าดวงไม่ดี ไม่อาจรองรับท่านได้อีกขอเชิญคุณชายท้าทายพวกเขาเหล่านี้เองเถอะ”พูดจบเขากับลูกน้องก็เดินลงจากลานด้วยท่วงท่าองอาจเด็ดขาด
คุณชายแสร้งลุกขึ้นจิ๊ปากส่ายหน้าเสียดาย“เฮ้อ... แล้วข้าจะกลับตอนที่ดวงกำลังพุ่งขึ้นสูงเช่นนี้ได้อย่างไรกันช่างไม่รู้จักต้อนรับลูกค้าเอาเสียเลย”
คุณชายมองลงมายังลานเบื้องล่างเพื่อหาเหยื่อรายใหม่มีหลายคนพากันหลบหน้าหลบตาบางคนเดินออกไปจากลานเพื่อให้ห่างไกลสายตาชายผู้นี้มากที่สุดมีเพียงจ้าวห่าวหลินที่ยังคงยืนอยู่ตรงนั้นสบตาเขาอย่างตรงไปตรงมาไม่ไปไหน
คุณชายผู้นั้นสะบัดพัดไปทางจ้าวห่าวหลิน“คุณชายท่านนั้น ข้ามีนามว่าเฉิงเย่ แซ่จ้าว ข้าถูกชะตากับท่านนัก คุณชายพวกเรามาเดิมพันกันหน่อยไหม?”
จ้าวห่าวหลินขยับยิ้มแม้ว่าเสื้อผ้าของชายหนุ่มจะเป็เพียงผ้าฝ้ายเนื้อละเอียดไม่ใช่ผ้าแพรต่วนเนื้อดีแต่ท่าทางองอาจสง่างามและบรรยากาศที่ออกมาจากตัวของเขาทำให้จ้าวเฉิงเย่รู้ว่าชายผู้นี้ไม่ธรรมดาอย่างแน่นอน
หมูตัวอ้วนกลมเช่นนี้ข้าจ้าวเฉิงเย่ไม่ปล่อยไปให้โง่หรอก
จ้าวห่าวหลินเดินตรงไปยังลานเดิมพันท่ามกลางสายตาของผู้คนเหล่าคนที่เคยเดินห่างออกไปต่างกลับมารวมตัวกันอีกครั้งดูเหมือนจะแน่นกว่าเดิมเสียด้วยซ้ำ
จ้าวห่าวหลินสะบัดชายเสื้อนั่งลงบนเก้าอี้ไทซือตัวที่ลูกพี่เพิ่งนั่งไม่นานด้วยท่าทางเรียบง่ายสบาย ไร้กฎเกณฑ์แบบชาวยุทธเคาะโต๊ะเป็จังหวะมองไปทางจ้าวเฉิงเย่
จังหวะเคาะโต๊ะไม่ได้ดังมากแต่สะกดผู้คนได้อยู่หมัดไม่นานเสียงวุ่นวายในบ่อนก็สงบลงราวกับมีมนต์คาถาควบคุม
จ้าวเฉิงเย่พยักหน้าอย่างพึงพอใจสายตาของเขายังคงเฉียบแหลมเหมือนเคย
“ข้าไม่มีเวลาเล่นกับเ้านานนักเอาเช่นนี้ พวกเรามีเดิมพันแบบเท่าตัวดีไหม เริ่มต้นที่สองตำลึงตาที่สองก็เป็สี่ตำลึง ตาสามแปดตำลึง เล่นกันทั้งหมดห้าตา”
“น่าสนใจแต่ว่าคุณชายห้าตาไม่น้อยไปหน่อยเหรอ?”
จ้าวห่าวหลินรับถ้วยน้ำชาที่คนของบ่อนนำมาวางไว้อังในมือแต่ไม่ได้ดื่มั้แ่โดนพิษมาเขาก็ไม่เคยกินดื่มอะไรโดยไม่ตรวจสอบอีกเลยนอกจากกินอาหารพร้อมกับหลี่เจี่ยหลิง เพราะเขารู้ดีว่าไม่มีทางตายต่อหน้าหลี่เจี่ยหลิงแน่นอน
บางทีเขาก็อดแปลกใจไม่ได้ว่าเขาเอาความมั่นใจเช่นนี้มาจากที่ไหน
จ้าวห่าวหลินดันถ้วยน้ำชาไปด้านข้างไม่สนใจ“วันนี้ข้าออกมาทำธุระด้านนอกไม่ได้นำก้อนตำลึงมามากนักอีกอย่างเ้าเองก็ดวงดีขนาดนี้ หากข้าจะเล่นกับเ้าไปเรื่อย ๆไม่ใช่ว่าข้าจะต้องหมดตัวหรอกหรือ”
คำพูดของจ้าวห่าวหลินทำให้ผู้คนด้านล่างพยักหน้าเห็นด้วยจ้าวเฉิงเย่ดวงดีขนาดนี้ ใครจะกล้าเดิมพันด้วยมีคนเล่นด้วยก็ดีแล้วจะเื่มากไปทำไม
จ้าวเฉิงเย่ย่อมฟังความหมายแฝงออกเขาหัวเราะ “น่าเสียดายที่คุณชายมีธุระที่อื่น ไม่เป็ไร ในเมื่อผ่านทางมาแล้วจะเดินผ่านเลยไปโดยไม่รู้จักกันได้อย่างไร”จ้าวเฉิงเย่ดันกระบอกไปทางจ้าวห่าวหลินท่าทางใจกว้าง“ท่านเป็คนเขย่าลูกเต๋าดีหรือไม่?”
จ้าวห่าวหลินรับกระบอกลูกเต๋าที่ส่งมาก่อนจะเทลูกเต๋าทั้งสามลูกออกไปอย่างไม่ใส่ใจ“ลูกเต๋าหกเหลี่ยมธรรมดาไปสำหรับเ้า ข้าคิดว่าเรามาเดิมพันด้วยลูกเต๋าแปดเหลี่ยมดีกว่าหรือไม่?”
ลูกเต๋าแปดเหลี่ยมหากแต้มสามถึงสิบสองคือต่ำ แต้มสิบสามถึงยี่สิบสี่คือสูง
แน่นอนว่าการฟังเสียงลูกเต๋าแปดเหลี่ยมย่อมยากกว่าลูกเต๋าหกลูก
สำหรับนักพนันอย่างจ้าวเฉิงเย่ยิ่งการเดิมพันมีความเสี่ยงสูงก็ยิ่งอยากเอาชนะมากยิ่งขึ้น
เขามองไปทางจ้าวห่าวหลินที่ดูอย่างไงก็เป็คุณชายรักสนุกที่มีเงินเหลือกินเหลือใช้คนหนึ่งเท่านั้นดูไม่คณามือเขาเลยแม้แต่น้อย
“ตามที่คุณชาย้า”เขาหันไปทางคนของบ่อนตั้งใจจะให้ทางบ่อนเอาลูกเต๋าแปดเหลี่ยมออกมา
“ช้าก่อนคุณชาย”จ้าวห่าวหลินมองไปทางคนของบ่อนด้วยแววตาไม่เชื่อใจ“ลูกเต๋าแปดเหลี่ยมไม่ใช่ว่าเด็กน้อยคนในไหนก็ล้วนมีกันทั้งนั้นหรอกหรือ”
จ้าวเฉิงเย่หัวเราะ“คุณชาย ท่านคงไม่คิดว่ามีใครพกลูกเต๋าเข้ามาในเล่นในบ่อนหรอกใช่หรือไม่?”
ไม่ทันจบก็มีเสียงเล็กของเด็กน้อยคนหนึ่งดังขึ้น“คุณชาย ข้ามีขอรับ”
เด็กน้อยขอทานรูปร่างผอมหน้าตาเสื้อผ้ามอมแมมมุดออกมาจากฝูงชนไม่นานก็มาหยุดอยู่ข้างจ้าวห่าวหลิน ในมือมีลูกเต๋าแปดเหลี่ยมมอมแมมสามลูก
จ้าวห่าวหลินหัวเราะคว้าลูกเต๋าทั้งสามมาโยนลงบนโต๊ะ “้าตรวจสอบลูกเต๋าหน่อยไหม”
จ้าวเฉิงเย่ปรายตามองลูกเต๋าสกปรกมอมแมมทั้งสามลูกแสดงท่าทางรังเกียจออกมาเล็กน้อย ก่อนจะแย้มยิ้ม
“ลูกเต๋าอันไหนก็เหมือนกันหากท่านไม่รังเกียจข้าก็ยินยอม” เขาโบกมือให้คนของบ่อนถอยออกไป
จ้าวห่าวหลินหันไปมองเด็กขอทานอีกครั้ง“เ้าหนู ข้ายืมก่อน เดี๋ยวพี่ชายไปซื้อถังหูลู่ชดใช้แล้วกัน ดีไหม?”
เด็กน้อยพยักหน้ารัวๆ รีบไปหยุดอยู่ข้างจ้าวห่าวหลินไม่ห่างราวกับว่ากลัวชายหนุ่มจะหนีไปแล้วเขาไม่ได้ถังหูลู่กิน
จ้าวห่าวหลินหัวเราะคว้าลูกเต๋าสามลูกโยนใส่กระบอก
“พร้อมลงเดิมพันหรือยัง?”
-----------------------------------
[1] ศาลาพักม้าคือสถานที่พักของราชการเป็ทั้งที่พักคล้ายโรงเตี๊ยม และเป็ที่สำหรับฝากส่งเอกสารพัสดุ คล้ายระบบไปรษณีย์ในปัจจุบัน เนื่องจากสมัยโบราณพาหนะที่ใช้เป็หลักคือม้าจึงเรียกว่าศาลาพักม้า หรือจุดพักม้าก็ได้
[2] การทอยลูกเต๋าเป็การพนันโดยจะมีดีลเลอร์คอยเขย่าลูกเต๋าแล้วให้คนลงเดิมพันว่าลูกเต๋าจะออกต่ำหรือสูง หากแต้มต่ำว่าสิบเอ็ดคือต่ำสูงกว่าสิบเอ็ดคือสูงคล้ายกับการเล่นไฮโล