เกิดใหม่ครั้งนี้พกสวนแห่งชีวิตสู่ยุค 70 พลิกชะตาตระกูลหลิน
ตอนที่ 18 : ความฝันเล็กๆ
ค่ำคืนหนึ่งขณะนั่งดูพ่อแม่และลุงป้าทำงานเตรียมตัวกันอย่างเหนื่อยล้าซินเยว่นั่งคิดอยู่คนเดียวใต้แสงตะเกียงมองแม่ที่ยังเย็บกระเป๋าอยู่ทั้งที่ดึกมากแล้วมองลุงรองที่นั่งจดบันทึกยาสมุนไพรที่ต้องเตรียมไปด้วย
*ถ้าฉันช่วยสร้างความมั่นคงให้ครอบครัวได้มากกว่านี้สักวันทุกคนจะได้ไม่ต้องเหนื่อยแบบนี้อีก*
ความคิดนั้นค่อยๆ ขยายไปอีกขั้นเธอนึกถึงชาติก่อนที่ทำงานหนักจนไม่มีเวลาพักผ่อนแม้แต่วันเดียว ตื่นเช้าไปสอนกลับดึกมาตรวจข้อสอบ ไม่มีวันหยุดจริงๆ สักวัน แล้วยิ้มให้กับตัวเองอย่างขี้เล่น
*ชาตินี้ฉันจะหาเงินให้เยอะที่สุดให้ทุกคนในบ้านสบายแล้วตัวฉันเองก็จะได้นอนแผ่เป็ปลาเค็มตากแดดอย่างมีความสุขบ้างไม่ต้องรีบร้อนทำอะไรทั้งวันเหมือนเมื่อก่อนอีกแล้ว*
เธอนึกภาพตัวเองตอนโตนอนแกว่งเปลอยู่ใต้ต้นไม้มีคนในบ้านล้อมหน้าล้อมหลังคอยดูแล ไม่ต้องคิดเื่งานเื่เงินให้วุ่นวายเพียงแค่คิดถึงภาพนั้นก็ทำให้เธอยิ้มไม่หยุดจนย่าที่เดินผ่านมาต้องถามด้วยความสงสัย
"หลานยิ้มคนเดียวคิดอะไรอยู่จ๊ะ"
"หนูแค่คิดว่าอนาคตจะสนุกแค่ไหนค่ะย่า"ซินเยว่ตอบพลางหัวเราะเบาๆ ไม่ยอมเล่ารายละเอียดเื่ปลาเค็มในหัวให้ย่าฟัง
"เด็กสมัยนี้คิดอะไรกันเยอะแยะจริงๆ"ย่าพูดพลางหัวเราะตาม ก่อนเดินไปช่วยแม่เย็บกระเป๋าต่อ
เื่หนึ่งที่ทุกคนถกเถียงกันอยู่พักหนึ่งคือจะบอกญาติทางฝั่งสะใภ้ทั้งสามคนหรือไม่เพราะการย้ายออกไปเงียบๆ โดยไม่บอกใครเลยอาจดูใจดำเกินไปแต่การเปิดเผยความจริงทั้งหมดก็เสี่ยงเกินไปเช่นกัน
"พ่อว่าเราควรไปเยี่ยมญาติฝั่งพ่อแม่ของพวกเธอสักครั้ง"หลินเต๋อชางเสนอในที่สุด "ไม่ต้องบอกรายละเอียดแค่บอกว่าได้ยินข่าวมาว่าสถานการณ์อาจไม่สงบ อยากให้ทุกคนระมัดระวังตัวไว้บ้างใครจะเชื่อหรือไม่เชื่อก็ไม่เป็ไร อย่างน้อยเราก็ได้เตือนแล้ว"
สุดสัปดาห์ถัดมาหวังซูเจินพาซินเยว่ไปเยี่ยมพ่อแม่ของตัวเองที่อาศัยอยู่อีกฟากหนึ่งของเมืองบ้านเล็กๆ ที่เต็มไปด้วยความทรงจำวัยเด็กของแม่
"พ่อคะ แม่คะ"หวังซูเจินเริ่มพูดอย่างระมัดระวังหลังจากนั่งดื่มชากันสักพัก"ลูกได้ยินข่าวมาว่า่นี้สถานการณ์บ้านเมืองอาจไม่ค่อยสงบอยากให้พ่อกับแม่ระมัดระวังตัวไว้บ้างนะคะ"
พ่อของหวังซูเจินเลิกคิ้วด้วยความสงสัย"ข่าวอะไรกัน ลูกได้ยินมาจากไหน"
"ก็แค่ได้ยินคนพูดกันมาค่ะไม่แน่ใจว่าจริงหรือเปล่า แต่คิดว่าน่าจะบอกพ่อกับแม่ไว้ก่อนดีกว่า"เธอตอบอย่างระมัดระวังตามที่ตกลงกันไว้
พ่อแม่ของเธอมองหน้ากันครู่หนึ่งก่อนพยักหน้ารับฟัง"ขอบใจนะที่มาเตือน เดี๋ยวพ่อจะระวังตัวไว้"แม้น้ำเสียงจะฟังดูไม่ได้เชื่อเต็มร้อยแต่ก็ไม่ได้ปฏิเสธหรือมองว่าลูกสาวคิดมากเกินไป
ซินเยว่นั่งฟังอยู่ข้างๆสังเกตเห็นสีหน้าของแม่ที่ดูโล่งใจขึ้นเล็กน้อยหลังจากได้พูดคำเตือนออกไปแม้จะรู้ว่าไม่มีทางบอกความจริงทั้งหมดได้แต่การได้ทำในส่วนที่ทำได้ก็ทำให้รู้สึกสบายใจขึ้นมาก
จ้าวซูเฟินและซุนกุ้ยหลานก็ทำเช่นเดียวกันกับครอบครัวของตนเองในสัปดาห์เดียวกันแต่ละคนได้รับปฏิกิริยาต่างกันไป บางคนรับฟังด้วยความกังวลบางคนหัวเราะแล้วบอกว่าคิดมากเกินไปแต่ไม่มีใครในครอบครัวหลินรู้สึกผิดที่ได้พยายามเตือนอย่างสุดความสามารถแล้ว
"อย่างน้อยเราก็ได้บอกไปแล้ว"หวังซูเจินพูดกับสามีคืนนั้น"ส่วนที่เหลือก็ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของแต่ละคนเอง"
ทางฝั่งพี่ชายทั้งสองของซินเยว่ก็เตรียมตัวไปตามนิสัยของตัวเองจื้อเฉิงตื่นเต้นกับการได้ไปเริ่มต้นชีวิตใหม่ในที่ที่ไม่เคยไปมาก่อนวิ่งไปมาถามเื่หมู่บ้านที่จะย้ายไปซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนแม่ต้องคอยปรามแถมยังแอบไปขอยืมหนังสือภาพเกี่ยวกับสัตว์ป่าจากเพื่อนบ้านมาอ่านหวังว่าจะได้เจอสัตว์แปลกๆ ทีู่เา
ส่วนจื้อิกลับใช้เวลาไปกับการรวบรวมของที่คิดว่าจำเป็แต่หายากในชนบทเขานั่งจดรายการอย่างละเอียดในสมุดเล่มเล็ก ทั้งหนังสือเรียนหลายเล่มเครื่องมือช่างพื้นฐาน เข็มด้ายสำหรับซ่อมแซมของแม้แต่ยาแก้ไข้สามัญที่คิดว่าอาจหาซื้อยากในชนบทก็ยังจดไว้ในรายการ
"พี่ิคิดรอบคอบจริงๆ"ซินเยว่ชมพี่ชายวันหนึ่งขณะเห็นเขานั่งจดรายการอยู่
"ก็อยากให้ทุกคนในบ้านไม่ลำบากตอนไปถึงที่ใหม่น่ะ"จื้อิตอบพลางยิ้ม ก่อนหยุดคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วเพิ่มเข้าไปอีกบรรทัดในรายการ"เผื่อลืมอะไรไปน้องช่วยดูให้พี่หน่อยได้ไหมว่ามีอะไรที่พี่นึกไม่ถึงบ้าง"
ซินเยว่นั่งลงข้างพี่ชายมองรายการที่จดไว้อย่างละเอียด ก่อนจะเสนอเพิ่มเื่เล็กๆ น้อยๆที่คนทั่วไปมักมองข้าม อย่างเชือกป่านเผื่อใช้ซ่อมแซมของหรือเทียนไขสำรองไว้หลายเล่ม ทำให้จื้อิพยักหน้าเห็นด้วยและจดเพิ่มลงไปทุกข้อ
ค่ำคืนนั้นทุกคนในบ้านต่างแยกย้ายไปนอนพักผ่อนด้วยความอุ่นใจมากขึ้นทีละนิดทั้งจากความคืบหน้าของการเตรียมตัวและจากความรู้สึกที่ว่าไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นทุกคนก็ยังมีกันและกันเสมอ