9 : ฝันบอกข่าว
ณ ตึกแห่งหนึ่งภายในเมือง ภายนอกก็เหมือนกับตึกบริษัทธรรมดาๆ ทั่วไป ภายในห้องทำงานส่วนตัวของใครบางคนที่อยู่ชั้นสูงสุดของตึกนั่นเอง
“ท่านครับ มีข่าวเข้ามาครับ” ผู้ชายคนหนึ่งเดินเข้ามาในห้องนั้นพร้อมเอกสารในมือ มองคนที่นั่งอยู่หลังโต๊ะทำงานที่มีอยู่เพียงโต๊ะเดียวในห้องนี้ ใครคนนั้นนั่งหันหลังให้เห็นเพียงเบาะเก้าอี้สูงพ้นศีรษะ และใบหน้าที่เห็นเพียงเสี้ยวเดียวยามหันมาทางนี้เล็กน้อย
“ว่ามา”
“ข่าวแจ้งมาว่าพลังตื่นขึ้นหมดแล้วครับ” ชายหนุ่มรายงาน ท่าทีเป็การเป็งานขัดกับภาพลักษณ์ที่ยังดูเด็กอยู่
“ครบ...แล้วเหรอ” ชายที่นั่งอยู่ทวนเบาๆก่อนจะคลี่ยิ้มบางอย่างพอใจแล้วทำมือไล่อีกฝ่ายออกไป เพราะต่อจากนี้ไปเป็เื่ที่เขาเท่านั้นที่จะทำได้ และคนของเขาก็รู้ดี จึงไม่เข้ามาก้าวก่ายเื่นี้อีกจนกว่าจะได้รับคำสั่งอีกครั้ง
“แผนการเริ่มต้นขึ้นแล้ว หึๆๆ”
จากเสียงหัวเราะเรียบเย็นจนน่าขนลุก ได้แปรเปลี่ยนเป็บ้าคลั่งแทนต่อเนื่องอย่างไม่มีทีท่าว่าจะหยุดลง
เป็เวลาสายโด่งแล้วกว่าเนียร์จะได้ลุกจากเตียงเมื่อวันหยุดแรกของสัปดาห์แห่งการเปิดเทอมมาถึง ค่อยๆเดินลงบันไดมาพร้อมบิดี้เีอย่างเกียจคร้าน
“อรุณสวัสดิ์จ้ะเนียร์” กุลทัก เตรียมจัดจานให้คนตื่นสายได้ทานข้าวเช้า
เนียร์หาวหวอดอีกรอบพลางทักอรุณสวัสดิ์กลับ กวาดสายตาไปทั่วห้อง แล้วต้องพบกับความว่างเปล่าของใครบางคน
“แล้วพ่อล่ะคะ” เนียร์ถามขณะนั่งลง
“ออกไปประชุมแต่เช้าแล้วจ้ะ แย่จังนะ วันนี้วันเสาร์แท้ๆ” กุลบ่น เลื่อนจานข้าวมาให้ เนียร์รับมาพร้อมจัดการข้าวอย่างช้าๆเหมือนคนไม่มีแรง เตรียมพร้อมจะฟุบหลับเต็มที่
สภาพของเนียร์เข้าขั้นว่าโทรมจัด ขนาดว่าถ้าเป็คนอื่นที่ไม่ใช่คนในครอบครัวมาเห็นเข้ายังต้องใ เผ่นแน่บด้วยความเร็วสูงด้วยความกลัว
ตลอดห้าวันที่ผ่านมา ทั้งแบกเป้หนักกว่าคนอื่นเป็สองเท่าทั้งต้องเดินเรียน จึงมีสภาพที่เรียกว่า ดูไม่ได้
ยิ่งเพราะเพิ่งตื่นนอนอีก ผมสีดำยาวกระเซอะกระเซิงปิดหน้าปิดตา ผิวที่ขาวจนคนอิจฉา บัดนี้ใครมาเห็นเข้าคงจะไม่นึกอิจฉาแล้ว เพราะมันชวนให้นึกถึงคุณซาดาโกะในหนังเื่ The Ring ซะจริงๆ
“แล้วบ๊อกหายไปไหนซะล่ะ” กุลถามถึงเ้าตัวประหลาดสีฟ้าที่ไม่มาเกาะเ้าของเหมือนอย่างเคย
“สงสัยจะนอนกับพี่มั้งคะ บางวันพวกนั้นก็นอนด้วยกัน” เนียร์ตอบเสียงเนิบๆ
หลังจัดการอาหารตรงหน้าเสร็จ เนียร์ก็ไปนอนต่อบนโซฟาในห้องนั่งเล่น ด้วยความเพลียจัดจึงทำให้เข้าสู่นิทราอย่างรวดเร็ว
.................................................
........................................
..............................
ที่นี่...ที่ไหน เนียร์ถามตัวเอง ดวงตาสีดำมองภาพตรงหน้าอย่างสนใจ
ทุกอย่างรอบกายเป็สีขาวโพลนเหมือนหมอกยามเช้าของฤดูหนาว ทำให้เหมือนจะมองเห็นแต่ก็ไม่เห็น
หรือนี่จะเป็ความฝัน เธอให้คำตอบกับตัวเอง
หึๆๆ
เสียงหัวเราะดังแว่วมา ทำให้เนียร์ต้องหันไปมองรอบตัวเพื่อค้นหาเสียงนั้นแต่ก็หาไม่เจอ แล้วเสียงหัวเราะก็ดังขึ้นอีกครั้งจนเนียร์ต้องถามออกไป
ใครน่ะ!
...แล้วเธอล่ะ เป็ใคร เสียงนั้นย้อนถาม
ฉันชื่อนิศาชล รัตนากุล ชื่อเล่นชื่อ เนียร์ อายุสิบห้าปี ต้องบอกด้วยมั้ยว่าน้ำหนักทรวดทรงองเอวเท่าไหร่ เธอทำเสียงประชด
อืม...ถ้าได้ก็ไม่เลว อีกฝ่ายก็ใช่ย่อย กวนอารมณ์จนคนฟังทำหน้าเบื่อโลกไปชั่วขณะ
ล้อเล่นน่ะ แล้วเธอธาตุอะไรล่ะ นิศาชล
ธาตุ? ธาตุอะไร เนียร์เริ่มงง
หืม?...อ้อ ถึงพลังจะตื่นแล้วแต่ก็ยังไม่รู้จักดีสินะ
สิ่งที่พูดมาทำให้เนียร์นึกเอะใจ
นายรู้ยังงั้นเหรอ นายรู้ใช่มั้ยว่ามันเกิดอะไรขึ้นกับตัวฉันน่ะ
ใช่
ฉันขอเจอตัวนายหน่อยได้มั้ย เธอขอ
ทันในนั้นเอง ท่ามกลางหมอกควันตรงหน้านั้นปรากฏเงาสีดำจางๆให้เนียร์เดินเข้าไปหา แต่กลับต้องชะงักเมื่ออีกฝ่ายร้องห้าม
อย่าเพิ่ง มันยังไม่ถึงเวลาที่จะพบกัน แต่...เราต้องได้พบกันอีกแน่นอน
แล้วมันเมื่อไหร่กันล่ะ เนียร์ถามแต่คนๆ นั้นไม่ยอมตอบ เพียงบอกแค่ว่า
หากอยากรู้เื่ว่าเกิดอะไรขึ้นกับตัวเอง พรุ่งนี้ตอนหนึ่งทุ่มตรงเจอกันที่โรงเรียนประถมอนุรักษ์ หวังว่าคงรู้จักนะ แล้วก็...อย่าลืมเอาหน้ากากไปด้วยละ เพราะมันเป็การพบกันเพียงภายนอกเท่านั้น
หมายความว่าไงที่ว่าพบกัน เนียร์ขัดขึ้นมา เมื่ออีกฝ่ายพูดเหมือนไม่ได้มีแค่เธอคนเดียวที่ประสบกับเื่แบบนี้
ยังมีอีกหลายคนที่มีชะตากรรมเดียวกันกับเธอ
!!
เนียร์เบิกตากว้างกับความจริงข้อนี้
ไม่ได้มีแค่เธอคนเดียวหรอกหรือนี่
ภายนอกคือรูปร่างลักษณะที่เราเห็น เสียงอธิบายต่อโดยไม่สนใจกับความใของอีกฝ่าย
ใบหน้ามันก็อยู่ด้านนอกเหมือนกันไม่ใช่รึไง เธอถาม
มันก็จริงอยู่ แต่สีหน้าและแววตาที่บ่งบอกถึงความรู้สึกออกมาได้นั้นก็จัดว่าเป็สิ่งภายใน ที่ทำแบบนี้ก็เพื่อให้พวกเธอได้รู้จักกัน แต่สิ่งไหนคือเื่จริง สิ่งไหนคือการโกหก ใครมีความสามารถก็ดูใจกันไปเองละกันนะ ฮึๆๆ เสียงหัวเราะนั้นทำให้เนียร์เผลอขยับเท้าถอยหลัง
แต่เมื่อเห็นเงานั้นค่อยๆห่างไกลออกไป เนียร์ถึงกับร้องะโ
เดี๋ยวสิ! ฉันยังไม่เข้าใจอะไรเลยนะ กลับมาก่อน!
เนียร์วิ่งตาม แต่มีคนกลุ่มหนึ่งโผล่มาจากไหนไม่รู้เข้ามาจับตัวเธอไว้แน่น และสิ่งที่เนียร์เห็นแล้วแทบจะหยุดหายใจเลยก็คือ
คนพวกนั้นสวมเสื้อลายทางสีดำ-แดง และยิ่งไปกว่านั้น หมอกควันที่อยู่รอบกายก็ถูกแต่งแต้มด้วยสีดำ-แดงเต็มไปหมด
ไม่เอานะ ไม่ฆ่าอีกแล้ว เนียร์พยายามจะสลัดคนพวกนั้นออกไป แต่ดูจะไม่เป็ผล ร่างกายเหมือนถูกฉีดยากระตุ้นเข้าไป
ไม่นะ... เธอพูดออกมาด้วยเสียงแ่เบา ก่อนจะใช้แรงทั้งหมดะโออกไป
“ไม่!!!!”
“เนียร์!?”
เสียงทินทำให้เนียร์สะดุ้งตื่น ลุกขึ้นมานั่งทันที เธอหายใจแรงและเหงื่อก็ออกเต็มกายจนเสื้อเปียกโชกเหมือนคนเพิ่งผ่านการวิ่งรอบสนามฟุตบอลมา
“เป็ไร จู่ๆ ก็โวยวายซะลั่นบ้าน” ทินบ่นอย่างรำคาญ ขณะนั่งทำการบ้านบนพื้นเพราะบนโซฟามีคนนอนอยู่
เนียร์เช็ดเหงื่อตามใบหน้าก่อนจะนึกถึงความฝันเมื่อครู่
“เป็...ความฝัน...สินะ” เธอถอนหายใจอย่างโล่งอก
ทินจ้องมองอย่างสงสัย พลางรับไม้บรรทัดและยางลบมาจากบ๊อก ที่เมื่อกี้เองก็ไปเอาผ้ามาเช็ดเหงื่อให้เ้านาย
ถึงจะรู้ว่าเป็ความฝันอย่างไร แต่ตอนที่เธอพูดกับคนในฝันนั้นกลับเหมือนจริงอย่างเหลือเชื่อ
ถ้ามัน...ไม่ใช่ความฝันล่ะ ถ้ามันเป็ความจริง พรุ่งนี้เธอต้องไปโรงเรียนประถมอะไรนั่น ไปพบกับคนที่เหมือนเธอ ไปพบกับคนที่รู้เื่ทุกอย่าง
“เนียร์...” กุลรีบมาเพราะได้ยินเสียงะโ มองอย่างเป็ห่วง
“แม่คะ บ้านเรามีหน้ากากสำหรับปิดใบหน้ามั้ยคะ” เนียร์ถามทันที
ถ้ามันไม่ใช่ความฝัน หากเป็เื่จริง พรุ่งนี้เธอต้องได้รู้ทุกอย่างเกี่ยวกับตัวเธอแน่นอน
“พ่อคะ เย็นนี้ตอนหนึ่งทุ่มช่วยไปส่งหนูที่โรงเรียนประถมอนุรักษ์หน่อยนะคะ” เนียร์พูดกับสันในตอนกำลังทานอาหารเช้า
“มีธุระอะไรต้องไปทำที่นั่นซะเย็นขนาดนั้นล่ะ” สันถามแต่เนียร์กลับไม่ยอมตอบ มีเพียงเสียงของทินที่นั่งข้างๆบอกว่าอิ่มแล้วและลุกไปเมื่อทานเสร็จแทน
“โรงเรียนนั้นอยู่ไม่ไกลเท่าไหร่ แต่ลูกจะไปทำอะไรที่นั่นกัน”
แน่นอนว่าพ่อของเธอคงไม่ให้ไปแน่ถ้าบอกความจริง เนียร์คิด แต่จะให้หาเหตุผลอื่นไปตอบเธอก็ยังไม่ได้เตรียมเื่อื่นมาอ้างไว้เลย
“เนียร์มันถูกท้าเล่นเกมพิสูจน์ความกล้าน่ะ” จู่ๆเสียงของทินที่เพิ่งลุกออกไปก็ดังขึ้นแทน เรียกสายตาทั้งสองคนที่อยู่ในห้องมามองตัวเขา
“เกมพิสูจน์?”
“ครับ” ทินตอบอย่างมั่นใจ “ก็โรงเรียนประถมนั่นเก่ามากแล้ว พวกเพื่อนเนียร์เลยนัดกันไปเล่มเกมกันที่นั่น พ่อคงไม่อยากให้ใครมาว่าลูกตัวเองปอดแหกหรอกใช่มั้ยฮะ”
เนียร์อ้าปากค้าง มองคนโกหกไฟแล่บหน้าตาเฉยอย่างอึ้งๆ
“เนียร์” เ้าของชื่อสะดุ้ง ก่อนจะหันกลับไปช้าๆ
“เดี๋ยวพ่อไปส่งเอง อย่าให้ใครหน้าไหนมาหาว่าเราขี้ขลาดได้เด็ดขาด รู้มั้ย” สันทำหน้าจริงจังมากซะจนเนียร์ถึงกับยิ้มแหยๆแอบนึกในใจว่าพ่อเธอมีปมอะไรเกี่ยวกับเื่ทำนองนี้อยู่รึเปล่านะ
“กลับเมื่อไหร่ก็โทรมาบอกด้วยละกัน พ่อจะได้ไปรับ” ดูเหมือนสันจะไม่ขัดข้องใจอะไรอีก
“ได้เลยค่ะ” เนียร์ตอบรับ ก่อนจะเห็นทินแอบชูนิ้วโป้งมาให้ จึงหันไปชูนิ้วโป้งกลับไป
“เนียร์” สันเรียกอีกครั้ง ทำเอาเด็กสาวหันขวับ หรือว่าพ่อจะเปลี่ยนใจ
“ไม่กินข้าวสักทีล่ะ เดี๋ยวเย็นหมดนะ”
เนียร์หัวเราะแหะๆก่อนจะจัดการอาหารตรงหน้า พลางนึกดีใจที่เล่าความฝันนั้นให้ทินฟังด้วย
“ไม่ไหวเลยน้า จะทำเื่พรรค์นี้ทั้งทีไม่รู้จักวางแผนล่วงหน้าเอาซะเลย” ทินพูดกับเนียร์ขณะที่นั่งอ่านการ์ตูนอยู่ โดยมีบ๊อกคอยส่งขนมให้
“หนวกหูน่า ฉันไม่ได้มีสกิลตอแหลได้ตลอดเวลาเหมือนนายนะ” เนียร์ล้มตัวลงนอนบนโซฟา ใช้หลังมือปิดตาไว้
“แล้วเธอจะเอาบ๊อกไปด้วยมั้ย” ทินถามลอยๆ
เนียร์เลื่อนมือตรงตาไปไว้ตรงหน้าผากแทน มองเพดานอย่างครุ่นคิด ก่อนจะตอบ “ไม่รู้สิ เขาคนนั้นไม่ได้บอกให้ฉันเอาไป” เธอนึกถึงผู้ชายที่อยู่ในความฝัน
ทินยิ้มเ้าเล่ห์พลางทำมือไล่ให้บ๊อกเอาหนังสือไปเก็บ “แต่ก็ไม่ได้ห้ามไม่ให้เอาไปนี่”
เนียร์เหลือบตามอง ได้เห็นความชั่วร้ายในแววตาของอีกฝ่ายอย่างชัดเจน ทำให้เธอต้องลุกมาพูดเสียงเฉียบขาด “ไม่มีทาง ฉันจะไม่เอาบ๊อกไปเด็ดขาด”
“แล้วถ้าคนพวกนั้นเอาไปกันล่ะ ไม่แย่เอาเรอะ”
“ช่างสิ ไม่ก็คือไม่ บ๊อกฉันขอสั่งให้อยู่แต่ในบ้านห้ามตามฉันไปเด็ดขาด เข้าใจมั้ย” เนียร์ชี้นิ้วสั่ง ทำเอาบ๊อกที่กำลังเอาหนังสือไปเก็บทำหล่นทันที และหันมามองด้วยสายตาสงสัยว่า ทำไมเ้านายถึงไม่ยอมพามันไปด้วย
แต่เพราะเป็คำสั่งของเ้านายที่ต้องทำตาม ทำให้บ๊อกส่งเสียงครางเป็การตกลงที่ฟังดูก็รู้ว่าไม่ได้เต็มใจเลยสักนิด ส่วนทินก็ได้แต่ถอนหายใจกับความดื้อรั้นของน้องสาว
ถ้าเกิดเป็อะไรขึ้นมา ไม่รู้ด้วยละ เขาคิด
“เนียร์ อยู่นี่หรือเปล่าจ๊ะ” กุลถามพร้อมกับโผล่ตัวขึ้นตรงประตู แต่พอเห็นคนที่ตามตัวอยู่เธอก็ไม่้าคำตอบอีก
“นี่จ้ะ หน้ากาก” เธอยื่นของให้กับเนียร์ที่รับมาพร้อมคำขอบคุณ
กุลถามว่าเธออยากได้อะไรอีกหรือเปล่า เนียร์ส่ายหน้าแทนคำตอบ ส่งยิ้มให้เป็การบอกว่า แค่นี้ก็ขอบคุณมากแล้ว กุลยิ้มลูบหัวเธอที่กำลังสำรวจหน้ากากที่ได้รับมา
หน้ากากสีขาวตรงตาทั้งสองข้างคว่ำลงเป็ช่องแคบๆ แทบจะมองไม่เห็นลูกตาของผู้สวมใส่ ส่วนปากก็หงายขึ้น เป็รูปของคนยิ้ม
หน้ากากคนยิ้มรื่นเริงงั้นเหรอ...เนียร์หลุบตาลง ช่างต่างกับตัวเธอในตอนนี้จริงๆ