ห้องโถงรับรอง ของจวนแม่ทัพซอ
คุณชายใหญ่แห่งเมืองแพ็กเจ อียองกีนั่งนิ่งอยู่ตรงกลางห้อง เมื่อเห็นท่านแม่ทัพซอก้าวเข้ามาแล้ว เขาก็ยืนขึ้นแสดงความเคารพ ท่าทางของเขานั้นนอบน้อมมาก ใบหน้าหล่อเหล่าราวภาพวาด แต่ค่อนข้างผอมเล็กน้อย ประกอบกับคิ้วเข้มสีดำสนิท ดวงตาคมกริบที่ฉายแววเ้าเล่ห์ดุจจิ้งจอกน้อย ทำให้เขาดูน่าค้นหาและน่าเกรงขามเป็อย่างมาก
“คารวะท่านแม่ทัพ”
“คุณชายยองกีไม่ต้องมากพิธีหรอก” แม่ทัพซอเองก็เงยหน้าขึ้นน้อยๆ พลางส่งยิ้มบางๆ ให้ จากนั้นจึงเดินไปนั่งที่ตำแหน่งประธาน
“มิทราบว่าคุณชายยองกีเดินทางมาไกลเช่นนี้ มีเื่อันใดหรือ?” แม่ทัพซอเองก็เอ่ยออกมาตรงๆ ไม่อ้อมค้อม
แม้ว่าตระกูลซอจะทำให้ตระกูลชาต้องขายหน้า ที่ยกเลิกสัญญาการหมั้นหมายเมื่อครั้งอดีต แต่แม่ทัพซอนั้นมีทหารจำนวนมากในมือ เสมือนว่าอำนาจทหารกว่าครึ่งของเมือง นั้นอยู่ในมือของเขา และเป็แม่ทัพผู้เก่งกาจ ทำให้เมืองแพ็กเจไม่กล้าตั้งตัวเป็ศัตรูหรือทำสิ่งใดกับตระกูลซอ
“ได้ยินมาว่าตระกูลซอไม่ค่อยพอใจถึงการอภิเษกระหว่างสองเมืองเท่าใดนัก วันนี้ข้าจึงมาที่นี่เพื่อจะถอนการหมั้นครั้งนี้ เนื่องด้วยข้าไม่อยากบังคับผู้ใด และท่านพ่อของข้าได้แจ้งเื่ไปให้กับราชสำนักแล้ว” คุณชายยองกีกล่าว อย่างไม่อ้อมค้อม
“ข้อขอคืนของหมั้นชิ้นนี้ให้กับท่าน” เขารับเอาหยกรูปดอกบัวมาจากมือของผู้ติดตาม จากนั้นก็ลุกขึ้นและเดินไปข้างหน้าท่านแม่ทัพ ก้มศีรษะของตนเล็กน้อย
หยกรูปดอกบัวนี้เป็ของหมั้นที่ตระกูลซอมอบให้กับคุณชายยองกี ตอนนี้ถูกส่งคืนกลับมา ทำให้ตระกูลซอเสียหน้าไม่น้อย สีหน้าของแม่ทัพซอคล้ำลงไปในทันที เขารู้ว่าปีนั้นที่ตระกูลซอปฏิเสธการอภิเษกทำให้ตระกูลชานึกแค้นอยู่ในใจ มาบัดนี้เห็นทีคงมีคนล่ำลือไปทั่วจนถึงเมืองแพ็กเจเป็แน่ ว่าบุตรสาวแม่ทัพซอนั้นมีสติปัญญาฟั่นเฟือน ทางนั้นถึงได้รีบมาถอนหมั้นไวปานนี้
คุณหนูฮายอนไม่อาจทนนั่งรออยู่ในห้องเฉยๆได้ จึงตัดสินใจเดินไปยังห้องโถงรับรองของจวน เพื่อไปพบคุณชายยองกีด้วยตนเอง เมื่อเดินมาถึงหน้าห้องโถง ก็ได้ยินคำพูดเมื่อครู่ของคุณชายยองกี ทำให้แต่เดิมที่คิดจะมาพบและพูดคุยกับคุณชายยองกีหายไปในบัดดล นางรีบเดินเข้าไปภายในห้อง ก้าวตรงไปยืนอยู่ด้านหลังของคุณชายยองกี ก่อนจะดึงเอาหยกรูปดอกเหมยที่แขวนไว้ที่เอวของตนออกมา จากนั้นก็ยกมันขึ้นเหนือหัวด้วยมือทั้งสองเพื่อเป็การแสดงความเคารพ
“ในเมื่อคุณชายยองกีพูดเช่นนี้แล้ว ท่านพ่อ ตระกูลซอของเราก็ไม่สะดวกที่จะเอ่ยค้านอะไรอีก สิ่งนี้เป็ของหมั้นที่ทางคุณชายมอบให้แก่ข้า ตอนนี้จะขอส่งคืนให้แก่ท่าน”
ฮายอนยืนอยู่กลางห้องโถงใหญ่นิ่งเช่นนั้น
น้ำเสียงของฮายอนนั้นนิ่งเรียบ สีหน้าเองก็ราบเรียบเช่นกัน วาจาการพูดของนางยิ่งมีมารยาท มิได้ถ่อมตนจนเกินไป แต่ก็มิได้วางตัวเย่อหยิ่ง นางเอ่ยขึ้นขณะที่สายตาไม่ได้แม้แต่จะหันไปมองคุณชายยองกี ท่าทางของนางดูเด็ดเดี่ยวและสูงส่งเสมือนดอกเหมยที่เบ่งบานท่ามกลางพายุหิมะ
“ฮายอน” แม่ทัพซอนิ่งอึ้งไป เดิมเขากลัวว่าจะทำให้บุตรสาวที่รักยิ่งของตนผู้นี้ต้องเสียใจ
“ท่านพ่อ มิเป็ไรหรอก” ซอฮายอนหันไปสบตากับแม่ทัพซอ รอยยิ้มของนางก็ยิ่งเด่นชัดขึ้นก่อนที่จะส่ายศีรษะเบาๆ
คุณชายยองกีมิได้หันหน้ากลับไปมองแต่เขาก็ได้ยินเสียงที่นิ่งเรียบของนาง ในน้ำเสียงมีความใสก้องกังวาลดุจแก้วเจียรในแต่ในขณะเดียวกันก็แฝงไปด้วยพลังและอำนาจ
'ฮายอน...สาวน้อยที่ถูกกำหนดให้อภิเษกกับเขาเมื่อสิบปีก่อน อย่างนั้นหรือ'
แม้ว่าเขาจะพยายามบังคับตัวเองให้สงบนิ่งแต่ก็ยังอดไม่ได้ที่จะใ จากข่าวที่ได้รับมา คุณหนูเล็กแห่งตระกูลซอนั้นมีสติฟั่นเฟื่อน เช่นนั้นตอนนี้ สตรีที่ยืนอยู่ด้านข้างตนคือผู้ใดกัน?
เมื่อเห็นสายตาที่แน่วแน่ของฮายอนและท่าทางเด็ดเดี่ยวของนาง แม่ทัพซอก็มิได้พูดอะไรต่ออีก เขารู้ว่านี่เป็เื่ของฮายอน เขาตัดสินใจแทนมิได้ นั่นเป็สิ่งที่เขารู้ได้จากแววตาของนางคู่นั้น
แม่ทัพซอมิได้กังวลใจหรือขุ่นเคืองใจ ในทางกลับกันเขากลับเกิดความรู้สึกภาคภูมิใจ ในตัวฮายอน บุตรสาวของเขา นางทั้งเก่งและเข้มแข็ง มิด้อยไปกว่าใครเลย
คุณชายยองกีมองดูหยกรูปดอกเหมยที่ยื่นมาเบื้องหน้าของตนพร้อมกับมือขาวเรียวยาวคู่นั้น เขาก็นิ่งเงียบไป มือของเขายังคงถือหยกรูปดอกบัวเอาไว้ ในชั่วขณะนั้นเขากลับรู้สึกสับสนงงงวย ไม่รู้ว่าจะต้องทำเช่นไรต่อไปดี
แต่ฮายอนก็มิได้ให้เวลาเขาคิดหรือสงสัยมากนัก นางวางหยกรูปดอกเหมยไว้บนมือเขา พลางคว้าเอาหยกรูปดอกบัวของตนกลับไป
“คุณชายยองกี ข้าไม่ส่งนะเ้าค่ะ อนาคตคงมิได้พบกันอีกแล้ว” จากนั้นนางก็หมุนตัวเดินออกไปจากห้องโถงรับรองทันที โดยไม่หันกลับมามองผู้ใดอีก
โดกีซึ่งเป็องครักษ์ข้างกายคุณชายยองกีนั้นก็ได้แต่มองไปทางคุณหนูซอฮายอนที่ได้หายลับไปจากสายตาแล้วอย่างตกตะลึง
หญิงสาวผู้นั้นสวมชุดกระโปรงบาน ราวกับปีกผีเสื้อสีขาว เสื้อคลุมของนางปักลวดลายบุปผาสีชมพู กระโปรงปักลวดลายดอกเมยสีน้ำเงิน มีสายรัดเอวสีขาวรัดรอบเอวบางของนาง จังหวะการเคลื่อนไหว เปี่ยมไปด้วยเสน่ห์ น่าหลงใหล เรือนผมดำยาว ปล่อยสยายอยู่บนแผ่นหลัง พริ้วไหวตามจังหวะย่างก้าวที่นางเดิน ท่วงท่าของนางดูสง่างาม แลดูสูงส่งยิ่งนัก เพียงยิ้มเล็กน้อยก็ชวนให้บุรุษทั่วเมืองหลงใหล
นางงามล้ำเกินบรรยาย กลิ่นอายเย้ายวนปลดปล่อยออกมาจากเรือนร่างของนาง เป็ความงามที่ไม่เคยพบจากสตรีใดมาก่อน ั์ตาดำสนิทดูท้าทาย ริมฝีปากโค้งได้รูป ทำเอาเขาว้าวุ่นใจ เขาลอบถอนหายใจ มีหญิงงามแบบนี้บนโลกด้วยหรือนี่?
'คุณชายยองกี... ท่านทำเพชรเม็ดงามหลุดมือไปเสียแล้ว?' โดกีอดพึมพำในใจไม่ได้ เสียดายแทนคุณชายของตนยิ่งนัก
คุณชายยองกีไม่อาจเชื่อได้ว่าสตรีผู้นั้นจะเป็บุตรสาวคนเล็กของตระกูลซอ แม้ว่าเขาจะมิได้มองเห็นใบหน้าของนางชัดเท่าใดนัก แต่ว่ากลิ่นอายเย้ายวนที่ปลดปล่อยออกมาจากเรือนร่างของนาง และท่วงท่าอันเปี่ยมด้วยบารมีของนางก็ได้สะกดไว้ในใจของเขาแล้ว แม้แต่พระมเหสีหญิงสาวผู้สูงศักดิ์เหนือผู้คน ก็เกรงว่ายังมิอาจเทียบกับนางได้กระมัง
ผ่านไปเนิ่นนาน สีหน้านิ่งค้างของคุณชายยองกีถึงจะดีขึ้น เขารู้สึกตัวตื่นจากภวังค์ จึงได้ขอตัวกลับทันที
“เช่นนั้นข้ามิรบกวนท่านแม่ทัพซอแล้ว”
คิดไม่ถึงว่า เขาต้องเดินออกจากประตูใหญ่ของจวนด้วยอารมณ์ที่หลากหลายถึงเพียงนี้ ทั้งรู้สึกย่ำแย่ ทั้งรู้สึกเสียดาย และรู้สึกเหมือนโดนหักหน้ายังไงยังงั้น คุณชายยองกีและโดกีออกจากจวนตระกูลซอพร้อมกัน พลางเร่งรุดกลับไปที่โรงเตี๊ยมทันที
ฮายอนกระตุกยิ้มเย็นขณะมองหยกรูปดอกบัวในมือ นางกำลังคิดอยู่เลยว่าจะจัดการปัญหานี้อย่างไรดี นึกไม่ถึงว่าพวกเขาจะเดินทางมาถอนหมั้นด้วยตัวเองถึงที่นี่ นี่เป็โอกาสดีที่จะจัดการพันธะนี้ให้พ้นไปจากชีวิตของนาง นางจะได้เป็อิสระเสียที
เช่นนี้ แม้ว่านางจะเป็ที่ครหาของผู้คนทั่วแผ่นดิน แต่ก็ไม่ได้ถือว่าเป็การขัดราชโองการ ตระกูลซอเองก็จะไม่ต้องเดือดร้อนเพราะการนี้ด้วย ที่นางลงทุนทำไปมันช่างคุ้มค่าเสียจริง หึหึ...
---
ณ โรงเตี๊ยมชิลลา
สถานที่ที่บรรดาคุณชาย คุณหนูตระกูลสูง และขุนนางในเมืองแห่งนี้ชอบนัดพบปะกัน ยิ่งในวันพิเศษด้วยแล้ว คนมักจะคึกคักกว่าปกติหลายเท่านัก ซึ่งเ้าของโรงเตี๊ยมแห่งนี้ก็เป็ใครไปไม่ได้ ถ้าไม่ใช่ เถ้าแก่เนี๊ยฮง ท่านยายของคุณหนูฮายอน นั่นเอง
ในวันนี้นั้นที่นั่งในร้านเต็มไปด้วยผู้คน บริเวณชั้นสองของโรงเตี๊ยม มีห้องรับรองที่ตกแต่งสวยงาม เมื่อเปิดหน้าต่างในห้องออกจะเห็น ภาพบรรยากาศโดยรอบทั้งหมดของเมืองชิลลา ที่โต๊ะกลมกลางห้องพักห้องหนึ่ง มีชายหนุ่มสองคนหน้าตาหล่อเหลาไม่ยิ่งหย่อนกว่ากันนั่งพูดคุยกันอยู่
“สตรีผู้นั้น เป็ฮายอนที่สติฟั่นเฟื่อน บุตรีคนเล็กของท่านแม่ทัพซอจริงหรือ?” คุณชายยองกีนั่งนิ่งอยู่บนเก้าอี้พลางเอ่ยถามออกมาอย่างคาดไม่ถึง
โดกีเหมือนจะกำลังคิดอะไรอยู่ในหัวของเขา เมื่อครู่เขาได้สังเกตฮายอนโดยละเอียดแล้ว ท่วงท่าเช่นนั้น รูปโฉมเช่นนั้น ท่าทางการพูดจาของนาง ยังไงก็ไม่เหมือนข่าวลือที่บอกว่านางเป็สตรีผู้มีสติปัญญาฟั่นเฟือน
หรือว่าข่าวลือจะผิดพลาด?
เช่นนั้น...
“จากที่ข้าคิด คนผู้นั้นไม่มีทางเป็ฮายอนอย่างแน่นอน” โดกีกำลังนึกย้อนกลับไปถึงเมื่อยามที่พวกเขาได้สอบถามกับผู้คนในเมืองชิลลา ทุกคนต่างยืนยันว่าคุณหนูเล็กแห่งตระกูลซอนั้นเป็คนสติฟั่นเฟื่อน มาหลายปีแล้วจริงๆ
เพราะฉะนั้นข่าวคราวไม่น่าจะผิดพลาด
“ก็จริง จะต้องเป็เพราะตระกูลซอรู้สึกเสียหน้า จึงได้หาคนมาแทนฮายอนไว้ก่อนแล้วเพื่อให้ข้าต้องรู้สึกอับอาย” คุณชายยองกีก็กระตุกมุมปากขึ้นเล็กน้อย
“ท่านก็น่าจะรู้ คนผู้นั้นไม่ได้เป็จิ้งจอกชราธรรมดาทั่วไป เขาสามารถคุมอำนาจทหารกว่าครึ่งของเมืองมาเป็เวลาหลายปี ฉะนั้นฝีมือย่อมไม่ธรรมดา” โดกีกล่าว
“ครั้งก่อนตระกูลซอทำให้ตระกูลชาของท่านแม่ต้องขายหน้า ครั้งนี้ข้าจะต้องนำความอัปยศทั้งหมดนั้นมอบคืนให้แก่ตระกูลซอ ให้จงได้” คุณชายยองกีกล่าวด้วยวาจาโกรธแค้น และดุดัน
“จริงด้วย! เ้าคิดว่าเราควรทำเช่นไรดี โดกี? ถึงจะเอาคืนคนพวกนั้นได้” คุณชายยองกีหรี่ดวงตาที่เรียวยาวดุจจิ้งจอกของตนเล็กน้อย
ในเมื่อมาถึงเมืองชิลลาแล้วจะกลับไปมือเปล่าได้อย่างไรกัน ครั้งนี้พวกเขาจะต้องทำให้ตระกูลซอกลายเป็ที่ครหานินทาของคนทั้งแผ่นดิน และจะต้องเอาคืนกับเหตุการณ์เมื่อครู่ให้จงได้