แค้นนี้ต้องชำระ... ไอ้กระรอกตัวแสบ!

    บทที่ 91: ไป๊! ไปให้พ้นหน้า!

    ในขณะที่กระรอกดำกับนกเพลิงกำลังเถียงกันไฟลุกอยู่ที่ตีนเขาตรงหน้าประตูทางเข้าสำนัก พชรหนุ่มหน้าซื่อก็ยืนบังแดดมองไปทางไหล่เขาด้วยความสงสัย

    “พี่อัครเดช ดูนั่นสิมีใครลงมาน่ะ... แต่ดูทรงแล้วแปลกๆ นะ” พชรบอกเสียงเรียบ

    อัครเดชที่กำลังอารมณ์บูดเพราะโดนอัดเสียงประจานความกะล่อนไว้ รีบมองตามไปทันที “เออ...แปลกจริงอย่างที่เจ้าว่านั่นแหละพชร นกทองตัวนั้นข้าจำได้แม่นว่าคือมณีรัศมีแต่ไอ้ตัวดำๆ ที่วิ่งสับตีนแตกอยู่ข้างๆ นั่นมันตัวอะไรกันวะ? ดูเหมือนกระรอก... แต่ก็เดินสองขาเหมือนคน...ดำปิ๊ดปี๋เหมือนโดนถ่านทับมาเลยแฮะ”

    “ข้าก็ว่างั้นแหละพี่...กระรอกดำข้าเคยเห็นนะ แต่ดำเหมือนตอไม้เผาแบบนี้เพิ่งเคยเห็นครั้งแรกหรือจะเป็นตัวประหลาดจากป่าลึกกันแน่?” พชรวิเคราะห์แบบซื่อๆ

    อัครเดชไม่สนใจคำตอบของพชรสมองเจ้าเล่ห์ของเขาเริ่มคิดหาวิธีชวนนกเพลิงตัวนี้เข้าหอตัวเองเพื่อเอาหน้าเอาตาเขาฉีกยิ้มกว้างแล้วพุ่งตัวไปรับหน้าทันที

    “โอ้โห! คุณหนูมณีภัสสรลมอะไรหอบมาถึงสำนักเร็วจังล่ะเนี่ย!ขนทองสวยๆ มาแต่ไกล ข้านึกว่านางฟ้าลงมาเดินดินซะอีกนะ” อัครเดชพูดจาประจบสุดฤทธิ์

    มณีภัสสรไม่ตอบแถมยังยืนหอบจนลิ้นห้อยเพราะเหนื่อยจัดแต่เจ้าจ้อย—กระรอกดำ—กลับหยุดมองหน้าเธอแล้วพูดกวนประสาทออกมาว่า

    “นี่แม่หนู...สรุปเจ้าเป็นตัวเมียจริงๆ รึไง? แถมเป็นคุณหนูมีตระกูลกับเขาด้วย?พี่จ้อยก็นึกว่าเป็นแค่ไก่ป่าหลงฝูงที่ชอบขโมยของชาวบ้านกินซะอีกนะเนี่ย!”

    ฮึ่ม! มณีภัสสรพ่นลูกไฟใส่หน้าจ้อยทันทีโดยไม่ต้องรอให้พูดจบ!

    อัครเดชเห็นแล้วเหงื่อตกเลย ‘ซวยละนกตัวนี้โหดชะมัด ขัดใจหน่อยพ่นไฟใส่เลย ดีนะข้าไม่ปากเสียใส่...ว่าแต่ไอ้ตัวดำเมี่ยมนั่นมันทำจากอะไรวะ? โดนไฟเต็มๆ กลับยืนแคะหูเฉยเลย!’

    มณีภัสสรเชิดหน้าขึ้นอย่างภูมิใจ“ไอ้กระรอกบ้า! ตอนนี้รู้หรือยังว่าข้าเป็นใคร? ถ้าไม่อยากเดือดร้อนก็หุบปากซะ! ข้าสั่งคำเดียวให้รุ่นพี่เตะเจ้าออกจากสำนักได้ทันทีเลยนะจะบอกให้!”

    จ้อยได้ยินคำว่า "ไล่ออก"ตาเป็นประกายวาววับทันที เขารีบเข้าไปหาแล้วพยักหน้าหงึกๆ “จริงเหรอ! ดีเลย!สั่งเลยแม่หนู! เตะพี่จ้อยออกจากที่นี่ไปเลยนะ ขอบใจเจ้าล่วงหน้าเลยล่ะ!”

    ถามว่าจ้อยอยากเรียนไหม? ไม่เลย! เขาอยากนอนตีพุงหาของกินไปวันๆมากกว่า ถ้าไม่โดนบังคับมา มีหรือเขาจะยอมแบกสังขารดำๆมาลำบากเรียนหนังสือให้ปวดขมับ!

    มณีภัสสรเห็นท่าทางอยากโดนไล่ออกของจ้อยก็ชะงัก‘ไอ้กระรอกนี่มันแปลก ปกติคนเขาอยากเข้าเรียน แต่นี่อยากโดนไล่ออก...มันต้องมีแผนชั่วแน่ๆ!’

    ตอนนั้นเอง พชรหนุ่มหน้าซื่อก็เดินเข้ามาบอกว่า “กระรอกตัวนี้ท่านหัวหน้าใหญ่สั่งมาว่าต้องให้อยู่เรียนที่นี่ให้ได้ อาจารย์ก็อนุญาตแล้วด้วย...เจ้ากระรอกดำ ตามข้ามาซะ อย่าคิดหนีเลยเสียแรงเปล่า”

    จ้อยรู้ว่าหนีไม่ได้ก็เริ่มหาเรื่องทันทีเขากระโดดเตะก้นมณีรัศมีเบาๆ แล้วท้าว่า “ไหนบอกว่าเก่งไง? ไหนบอกสั่งได้ล่ะ? ทำสิ!ไล่ผมออกไปเลย! หรือว่าเจ้ามันก็แค่ ‘นกขี้คุย’ ที่เก่งแต่ปาก แต่ไม่มีน้ำยา!”

    มณีภัสสรโกรธจนหน้าแดงแป๊ด!หันไปสั่งรุ่นพี่ “ไล่มันออกไปเดี๋ยวนี้!”

    อัครเดชกับพชรได้แต่ถอนหายใจ“คุณหนู... คำสั่งนายใหญ่ใครก็ขัดไม่ได้ ต่อให้พ่อแม่ท่านมาเองก็ไล่มันออกไม่ได้หรอกนะ”

    มณีภัสสรอึ้งไปเลย ทำอะไรไม่ได้เลยตะโกนด่าจ้อยด้วยความโมโห “ไป๊! ไปให้พ้นหน้าข้าเลย! จะไปตายที่ไหนก็ไป!”

    จ้อยยิ้มร่าทันที “แม่หนูมณี...จะให้ผมไปทางไหนดีล่ะ? ทางที่เดินมาเมื่อกี้หรือจะให้เข้าป่าไปเลยดี?”

    “ไปไหนก็เรื่องของเจ้า!อย่ามาให้ข้าเห็นหน้าอีกเป็นอันขาด!” มณีภัสสรตะโกนลั่น

    จ้อยไม่รอช้ากลับหลังหันแล้ววิ่งสับตีนแตกหนีไปทันทีพลางตะโกนบอกพชรว่า “บอกนายใหญ่ด้วยนะ ว่ามณีภัสสรอนุญาตให้ผมกลับบ้านได้แล้ว!มีเรื่องอะไรไปเคลียร์กับยัยนกนี่เอาเองนะ ผมไปละ... ลาก่อนความรู้!”

    มณีภัสสรสะใจได้เดี๋ยวเดียวก็นึกเรื่องสำคัญขึ้นมาได้... ‘ฉิบหายละ... ถ้าไอ้กระรอกนั่นหนีไปจริงๆ ข้าต้องโดนด่าแน่และถ้าข้าโดนด่า พ่อแม่ต้องส่งข้ากลับไปขังในกรงที่บ้านไม่ให้ออกไปไหนแน่ๆ เลย!’

    “ซวยแล้ว!”เธอรีบวิ่งสับตีนแตกไล่ตามจ้อยไปทันที “ไอ้กระรอกบ้า! กลับมาเดี๋ยวนี้นะ!หยุดนะโว้ย!”

    จ้อยยิ่งวิ่งเร็วขึ้น “แม่หนูมณี...เจ้าบอกเองนะว่าจะไปไหนก็เรื่องของผม! ผมจะกลับบ้านล่ะ อย่ามากลับคำสิ!”

    “ข้าไม่ได้ให้กลับบ้าน!กลับมาคุยกันก่อน!” เธอวิ่งหอบแฮกๆ

    ....

    ตัดกลับมาที่เชิงเขา...พชรกับอัครเดชยืนมองกระรอกกับนกวิ่งไล่จับกันจนฝุ่นตลบ พชรเกาหัวถาม “พี่อัครเดชเมื่อกี้มันเรียกคุณหนูว่าอะไรนะ? ไก่...อะไรนะ?”

    อัครเดชส่ายหน้า “ข้าก็ได้ยินไม่ชัดเห็นเรียก ‘แม่หนูมณี’ มั่ง ‘ไก่สกัด’ มั่ง... แปลกคนจริงๆตั้งชื่อใหม่ให้นางตามใจชอบซะงั้นแหละ”

    ไม่นานนักจ้อยก็วิ่งนำกลับมาหน้าตาเฉย ผิดกับมณีภัสสรที่เดินแทบไม่ไหว “รอข้านานไหมพี่ชายพอดีข้ากับแม่หนูมณีไป ‘ทำธุระส่วนตัว’ ลับๆ ด้วยกันมานิดหน่อย เลยมาช้าไปนิดนะ”จ้อยยิ้มเจ้าเล่ห์

    “ธุระส่วนตัว? พร้อมกันในป่าน่ะเหรอ?” รุ่นพี่ทั้งสองสงสัยหนักมาก

    มณีภัสสรที่เพิ่งมาถึงอ้าปากค้าง“อย่าไปเชื่อมันนะ! ข้าไม่ได้ทำอะไรกับมันทั้งนั้น! ข้าแค่ไปตามมันกลับมา!”

    จ้อยเสริมทัพทันที “ใช่ๆ เราแค่แอบไป‘ฉี่’ แยกมุมกันเฉยๆ อย่าคิดลึกนะ พี่จ้อยเป็นคนธรรมะธัมโม”

    “ข้าไม่ได้ฉี่! ข้า...ข้า...” มณีภัสสรพูดไม่ออกเพราะอายจัด เธอรู้ว่าถ้าเถียงเรื่องฉี่จ้อยต้องกุเรื่องที่น่าเกลียดกว่านี้ขึ้นมาแน่ๆ

    จ้อยยิ้มกริ่มส่งสายตาให้รุ่นพี่ว่า"เข้าใจตรงกันนะ?" อัครเดชถึงกับร้อง“อ๋อ...” ยาวๆ ส่วนพชรจะถามต่อก็โดนอัครเดชอุดปากไว้

    “ไม่ต้องถาม!เดินต่อเถอะ!” อัครเดชตัดบท

    “ไปแม่หนูมณีไปเรียนกันเถอะ” จ้อยแกล้งตบหัวเธอเบาๆ

    “อย่ามาจับหัวข้านะ!”เธอตะโกนด่าแต่ก็ยอมเดินเข้าสำนักไปแต่โดยดีเพราะหมดแรงจะสู้

    พอทุกคนเข้าไปแล้วอัครเดชที่ยืนอยู่คนเดียวเพิ่งนึกออก... ‘เฮ้ย!ข้ากะจะมาชิงตัวศิษย์ใหม่เข้าหอตัวเองนี่นา!แล้วทำไมปล่อยให้พชรพาทั้งคู่ไปหน้าตาเฉยแบบนี้วะเนี่ย!’

    เขากัดฟันกรอด“ฝากไว้ก่อนเถอะเจ้ากระรอกดำ... เรื่องซวยๆ ครั้งนี้ ข้าจะโทษเจ้าให้หมดเลย!”

     

    คล้ายกับเรื่องแค้นนี้ต้องชำระ... ไอ้กระรอกตัวแสบ! ที่คุณอ่าน