บทที่ : 11
เฮ้อ...
เมื่อได้รับคำสั่งที่เด็ดขาดก็ไม่มีใครที่คิดจะคัดค้าน ทำให้ทุกคนต่างก็แยกย้ายกันกลับเรือนของตนเองในทันที และแน่นอนว่าเยว่ฮวาเองก็ไม่ได้แตกต่างจากคนอื่น นางเองก็ไม่ได้คิดที่จะแข็งขืนแต่อย่างใด
“เป็อะไรหรือเปล่าเ้าคะ”
เมื่อเห็นคุณหนูที่เพิ่งกลับมาพร้อมกันถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ั้แ่ที่กลับมาถึง หลิงหลินก็อดไม่ได้ที่จะถามออกไป
“มันก็เปล่าหรอก แค่รู้สึกประหลาดนิดหน่อยหนะ”
ใช่แล้ว นี่คือความรู้สึกของนางในตอนนี้ เพราะหลังจากที่ได้ประจัดหน้ากับผู้เป็บิดาตรงๆ โดยมีเื่ใหญ่อย่างการลอบข้าซึ่งหน้า นางก็รู้สึกแปลกๆ อย่างบอกไม่ถูก
“อย่างไรหรือเ้าคะ”
“เ้าคิดว่าท่านพ่อเป็คนอย่างไรหรือ”
“ก็คงเป็คนสงบและจริงจังอย่างนั้นกระมังเ้าคะ คุณหนูถามทำไมหรือเ้าคะ”
“ไม่รู้สิ...”
นางกล่าวเพียงเท่านั้น พลางทอดสายตามองไปที่บึงบัวของเรือนของนางเอง ซึ่งจะว่าไปแล้วนี่เป็ครั้งแรกั้แ่นางข้ามโลกมา ที่นางได้มองดูสภาพแวดล้อมของที่นี่จริงๆ
อากาศที่ไม่ได้ร้อนหรือเย็นเกินไป ทั้งๆ ที่ตอนนี้เพิ่งจะเข้าสู่หน้าร้อนของปี ดอกไม้ใบหน้าที่งดงามที่ประดับอยู่ในสวน ตลอดไปจนสภาวะแวดล้อมที่อาจจะสามารถบอกได้ว่าเป็ที่พักตากอากาศในฝันของคนแทบทั้งโลกที่นางจากมาก็ว่าได้
ที่สำคัญคือนี่ยังเป็เพียงแค่ส่วนเล็กๆ ของจวนขนาดใหญ่โต ที่ขนาดนางเองยังต้องใช้เวลาไม่ต่ำกว่าสิบนาทีเพื่อที่จะไปถึงเรือนหลัก ยังไม่นับรวมส่วนอื่นๆ ของจวนที่นางทั้งผ่านและไม่ได้ผ่านสายตามาก่อน ซึ่งต่อให้ตีง่ายๆ อย่างน้อยราคาที่ดินของจวนหลังนี้ต้องมหาศาลเป็อย่างมาก
ยังไม่นับรวมสิ่งอื่นๆ ที่อยู่ภายในจวน ไม่ว่าจะเป็ทรัพย์สินหรือบุคคน ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนแล้วแต่มีมูลค่าไม่น้อย ซึ่งเป็ที่น่าใมากหากคิดว่าในยุคนี้ที่ไม่มีทางลัดในการทำมาหากินอย่างพวกหวยหรือตลาดหุ่นที่สามารถใช้เสี่ยงดวงได้ การที่ใครสักคนจะสามารถเริ่มนับจากศูนย์จนสามารถที่จะก้าวมาถึงตรงนี้นั้นต้องมีความสามารถและโชคมหาศาลเลยทีเดียว
ซึ่งคนคนนั้นก็ไม่ใช่ใครที่ไหน แต่เป็บิดาของเ้าของร่างที่แสนเ็า คนคนนั้นที่ทำเหมือนว่าทุกอย่างไม่ใช่เื่ใหญ่อะไร ทั้งๆ ที่คนกำลังดิ้นพล่านต่อหน้าขนาดนั้นก็ตามที
“เป็อะไรไปหรือเ้าคะ...”
และเมื่อเห็นคุณหนูของนางเงียบไปอีกครั้ง หลิงหลินที่นั่งอยู่ใกล้ๆ ก็เอ่ยปากถามออกมาอีกครั้ง เพราะต่อให้นางจะเป็คนโง่สักแค่ไหน ก็ย่อมสามารถสังเกตได้ถึงความเปลี่ยนแปลงของคุณหนู ที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างมหาศาลชนิราวฟ้ากับเหว
โดยเฉพาะท่าทางครุ่นคิดในเื่เครียดๆ แบบนี้ยิ่งไม่ต้องกล่าวถึง ไม่มีทางที่จะเกิดขึ้นกับนางเสียด้วยซ้ำ เพราะในแต่ละวันนั้น นอกจากจะหวาดระแวงว่าจะโดนทำร้ายแล้ว ก็มีแค่การพยายามไม่ให้ตัวเองกลายเป็คนที่ถูกเกลียด นั้นคือสิ่งที่นางเห็นมาโดยตลอด
‘ั้แ่กลับมาคุณหนูก็...’
แม้อยากกล่าวอะไรเพื่อที่จะปลอบใจอีกฝ่ายบ้าง แต่ที่ผ่านมานางก็ไม่รู้ว่าต้องทำอะไรเพื่อที่จะให้ทุกอย่างดีขึ้นบ้าง ทำได้เพียงแค่แบกรับทุกอย่างไปพร้อมกับคุณหนูของนาง นั้นคือทั้งหมดที่นางทำได้
ถึงจะเข้าใจว่าอีกฝ่ายต้องเจออะไรมา แต่นางก็คงไม่สามารถบอกได้ว่าเข้าใจคุณหนูของนางดี เพราะชีวิตนี้นางเองก็ไม่เคยเฉียดใกล้ความตายขนาดนั้นมาก่อน และไม่รู้ว่าเพราะอะไรที่ทำให้คุณหนูเปลี่ยนไปมากขนาดนี้
‘แต่แบบนี้ก็ดีที่สุดแล้ว...’
ใช่แล้วแบบนี้มันดีที่สุดแล้สว อย่างน้อยคุณหนูก็พยายามที่จะดิ้นรนต่อสู้ และดูเหมือนนางจะทำได้ดีมากเสียด้วย...
“ข้าเองก็ไม่รู้เหมือนกัน ไม่รู้จริงๆ” หญิงสาวพูดออกมาตามตรง เพราะมาถึงตรงนี้ในหัวของนางก็ว่างเปล่าไปเสียหมด
จะว่าอย่างไรดี หากเป็เหมือนในซีรี่ย์ในนิยายที่ผ่านๆ ตามาไม่มากนัก อย่างน้อยที่สุดชีวิตมันก็คงจะง่ายกว่านี้ ถึงขนาดที่ว่าแม้แต่นางเองก็เคยมี่เวลาที่เคยจินตนาการว่าตัวเองได้เข้าไปอยู่ในโลกเ่าั้ ได้ลองจินตนาการสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้น
แน่นอนว่าความคิดนั้นย่อมง่ายดาย เหมือนกับที่ตัวเอกในนิยายสามารถทำสิ่งต่างๆ ที่พวกเขา้าได้อย่างสะดวกสมบูรณ์ แม้จะมีอุปสรรคมาขวางกั้นบ้าง แต่ถึงอย่างนั้นมันก็จะมีช่องทางให้แก้ไขได้เสมอ
แต่พอมาเจอกับชีวิตจริงแล้วมันแตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง โดยเฉพาะกับเยว่ฮวาที่มั่นใจว่าตัวเองก็มีความสามารถไม่น้อยในหลายๆ ด้าน แต่พอมาเอาเข้าจริงๆ นางแทบจะทำอะไรไม่ได้เลยนอกจากใจดีสู้เสือ...
ถ้าถามว่านางสามารถต่อสู้เป็เหมือนนางเอกในนิยายไหม ก็ต้องตอบว่าหากต่อสู้กันมือเปล่าหรือมีอาวุธเหมือนๆ กัน นางก็มั่นใจว่าจะสามารถเอาชนะอีกฝ่ายได้ เพราะนางเองก็ใช้เวลากว่าสิบปีเพื่อฝึกฝนการต่อสู้เพื่อออกกำลังกาย และเพื่อเอาตัวรอดในการเจรจาใน ‘ที่มืด’ ซึ่งนางก็มั่นใจไม่น้อยต่อให้อีกฝ่ายจะมีจำนวนมากกว่าก็ตาม
เพราะต่อให้คู่ต่อสู้มีเป็สิบ แต่สุดท้ายแล้วคนที่จะมาต่อสู้กับเราจริงๆ ก็ได้ไม่เกินสามคนเป็อย่างมาก นั่นคือขีดจำกัดระยะการต่อสู้ระยะประชิด
ยิ่งเป็นางที่มีฝึกร่างกายจนสามารถใช้แทบทุกส่วนของร่างกายเพื่อต่อสู้ตามรูปแบบของนักสู้ข้างถนนที่ผสมผสานเอาการต่อสู้รูปแบบต่างๆ ตามที่อาจารของนางได้สอนมาตลอดหลายปี
แต่แล้วยังไงล่ะ...
ในโลกนี้นางไม่ได้มีร่างกายที่แข็งแกร่งเหมือนในตอนที่นางจากมาเสียเมื่อไหร่ ไม่สิต้องบอกว่าแค่ในตอนนี้ถึงจะไม่ถึงกับหอบจนลิ้นห้อน แต่เพียงแค่เดินเร็วๆ ไปที่เรือนหลักนางยังเหนื่อยจนเหงื่อซึม อย่าว่าแต่ให้ไปต่อยตีกับใครเลย
และยังมีเื่อื่นๆ อีกมากมาย ที่ต่อให้นางจะเชี่ยวชาญมากแค่ไหน แต่สุดท้ายก็มีข้อจำกัดต่างๆ อยู่ดี...
ซึ่งส่วนที่สำคัญที่สุดไม่ว่าจะเป็โลกไหนๆ สิ่งหนึ่งที่จะไม่เปลี่ยนแปลง และหนึ่งสิ่งที่สามารถควบคุมชีวิตความเป็ไปของมนุษย์ได้นั้นก็คือ
เงินและอำนาจ
ซึ่งทั้งสองอย่างที่ว่านั้นนางก็ไม่มีอะไรเลย...
สิ่งที่นางแสดงออกไปในวันนี้มันก็เป็เพียงแค่การเอาเสือที่อยู่ในความคิดของนางออกมาขู่คนอื่น แม้มันจะได้ผลในระดับที่น่าพอใจ แต่เมื่อนึกถึงเสือตัวที่นางเอาออกมาขู่คนอื่นแล้ว นางก็ดูเหมือนตัวเองนั้นไร้ซึ่งพลังอย่างสิ้นเชิง
ยิ่งคิดนางก็ยิ่งห่อเหี่ยว
“คุณหนู คุณหนูเ้าคะ ครัวนำอาหารมาแล้วเ้าค่ะ!”
เห็นคุณหนูของตัวเองใช้ความคิดบ้าง ถอนหายใจบ้าง ขมวดคิ้วบ้าง หลิงหลินก็ไม่ได้รบกวนอะไรมาก เพราะวันนี้นางก็เจออะไรมามากจริงๆ นั่นแหละ
แต่เมื่ออาหารในวันนี้ที่ควรจะเป็ตัวนางไปนำมาจากครัวเมื่อถึงเวลา เป็เหล่าบ่าวหญิงชายหลายคนเป็ผู้ยกมาเองแบบนี้ ในฐานะคนที่รับใช้คุณหนูมานานปี มันก็เป็สิ่งที่ทำให้หลิงหลินตื่นเต้นเป็อย่างมาก เพราะสุดท้ายแล้วนี่อาจจะเป็ครั้งแรกในรอบห้าหรือหกปี ที่ครัวส่งอาหารที่มากขนาดนี้มาที่เรือนหลังนี้!
“หือ...”
ตัวเยว่ฮวาเองในคราแรกก็ไม่ได้ตื่นเต้นอะไรนัก แต่พอนึกถึงความทรงจำของเ้าของร่างขึ้นมา นางก็ใจชื้นขึ้นอีกหลายส่วน
เพราะการที่ใครจะสามารถทำแบบนี้ได้ในเหตุการณ์แบบนี้ ก็คงจะมีแค่คำสั่งตรงมาจากเรือนหลักเท่านั้น ซึ่งก็เท่ากับว่าคนที่สั่งการทั้งหมดนี้ก็คือบิดาผู้แข็งเป็ตอไม้ของนางนั้นเอง!
‘อย่างน้อยนี่ก็ถือว่าเป็การเริ่มต้นที่ดีล่ะนะ’
..............................................