เธอผิวปากเรียกคาฮุนและโบกมืออำลาบุคคลทั้งสองเมื่อขับขึ้นสู่ทางหลวงอีกครั้ง เมื่อเลี้ยวขวาตามที่เ้าของปั๊มบอกเธอก็ยิ้มกับตัวเองอีกครั้ง ประทับใจอยู่ว่าผู้คนที่อยู่ที่นี่ออกจะมีน้ำจิตน้ำใจกับเธอดีมากทีเดียว อย่างน้อยก็สองคนละ
เมื่อเป็เช่นนี้เธอจะยอมให้คนแปลกหน้าผมดำคนนั้นเข้ามารบกวนจิตใจไม่ได้อย่างเด็ดขาด จนเดี๋ยวนี้เธอก็ยังไม่เข้าใจว่าทำไมเขาจะต้องแสดงความไม่พอใจในตัวเธอออกมาด้วย ในเมื่อไม่เคยรู้จักมักคุ้นกันเลยในชาตินี้ นี่ถ้าเขาไม่ทำท่ายโสใส่เช่นนั้นละก็ เธออยากจะพูดอย่างเต็มปากทีเดียวว่าเขาเป็ผู้ชายที่หน้าคมสันมากคนหนึ่ง
นอกจากเขาจะมีเรือนผมสีดำแล้ว ก็ยังมีดวงตาคู่สีน้ำตาล รูปร่างสูงสง่าท่าทางว่องไวปราดเปรียวด้วยกล้ามเนื้อที่อัดแน่นอยู่ทั่วร่าง แต่ทำไมเขาต้องทำสีหน้าเรากับเธอเป็พาหะนำโรคติดต่อเข้ามาในเมืองนี้ด้วยเล่า
แต่ถ้าจะไปแล้วมันก็ไม่มีเหตุผลอะไรที่เธอจะไปขุ่นข้องอยู่กับความพอใจหรือไม่พอใจของใครทั้งสิ้น เพราะบางทีเธออาจจะไม่มีโอกาสพบเขาอีกเลยก็ได้ จากเครื่องหน้าทั้งหมดที่ประกอบด้วยสันกรามที่แข็งแรง โหนกแก้มสูงแล้ว ก็ยังมีคางเชิดขึ้น มันทำให้พี่มีความรู้สึกว่าเขาไม่ใช่คนประเภทที่จะยอมลงให้กับใครง่ายๆ เสียด้วย
เมื่อมาถึงหัวมุมอาคาร่ที่สอง เธอก็มองเห็นร้านขายเครื่องกระป๋องกับร้านของชำตามที่เ้าของปั๊มบอกมา เบื้องหน้านั้นมีที่ทางกว้างขวางพอที่เธอจะนำรถเข้าไปจอดพร้อมกับคันนั้นได้
เ้าคาฮุนทำท่าจะะโตามลงมาด้วยตอนที่สเตซี่ก้าวลงจากรถ แต่เธอสั่งให้มันเฝ้ารถไว้ เธอเดินไปมองเ้าดิอาโบลก่อนจะเดินเข้าไปในร้านนั้น
ถนนสายนี้เป็ถนนสายเล็ก ๆ มีร้านขายของอยู่เพียงไม่กี่ร้าน มีร้านขายยาอยู่ตรงหัวมุมร้านขายเครื่องกระป๋องอยู่ถัดมา ต่อไปคือที่ทำการไปรษณีย์เล็ก ๆ ต่อด้วยร้านขายเสื้อผ้ากับร้านขายกาแฟ
‘เมืองนี้เล็กนิดเดียว’ สเตซี่คิดอยู่ในใจ ‘แต่มันก็พอจะอำนวยความสะดวกให้กับไร่ปศุสัตว์ทั้งหลายที่ตั้งอยู่ในเมืองนี้ได้อย่างแน่นอน’
เธอผลักประตูให้เปิดออกแล้วเดินเข้าไปในร้านขายเครื่องกระป๋อง ที่ยืนอยู่เื้ัเคาน์เตอร์เป็สตรีร่างเล็กที่อยู่ในวัยสี่สิบเศษ เรือนผมเป็สีพริกไทยด้วยมีสีเทาขึ้นแซมอยู่ทั่วแล้ว และทำให้หล่อนดูมีความเป็ “แม่” มากขึ้น โดยเฉพาะเสื้อผ้าชุดเรียบ ๆ ที่สวนทับเรือนร่างท้วม ๆ นั้นด้วยแล้ว มันเตือนใจให้สเตซี่ต้องนึกถึงครอบครัวที่อบอวลด้วยกลิ่นของขนมเค้กที่พึ่งเอาออกจากเตาอบใหม่ๆ เมื่อลูกค้าคนที่หล่อนกำลังต้อนรับอยู่ออกจากร้านไปแล้วสเตซี่จึงได้ก้าวเข้าไปหา
“ขอโทษค่ะ คุณคือคุณนายโนแลนส์ใช่ไหมคะ”
“ใช่ค่ะ ฉันจะช่วยอะไรคุณได้บ้างล่ะคะ” ผู้หญิงคนนั้นย้อนถามมา
“ฉันชื่อสเตซี่ อดัมส์ ค่ะ ติดต่อขอเช่าเคบินของคุณตลอดหน้าร้อนนี้ไงคะ” สเตซี่พูดเป็เชิงอธิบายด้วยสีหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส
“ตายจริง ฉันโง่แท้ๆ ที่จริงน่าจะจำคุณได้ั้แ่แรกเลยนะคะ เพราะเราก็ไม่ค่อยจะมีนักท่องเที่ยวเดินเข้ามาในร้านมากนักหรอก คุณเองก็บอกมาแล้วว่าจะมาถึงที่นี่ตอนต้นเดือนพฤษภาฯ แต่ก็ดูเอาเถอะฉันก็ยังลืมได้ลงคอ” น้ำเสียงของหญิงสูงอายุบอกการขออภัยอยู่ในที “คุณคงร้อนใจอยากจะไปถึงบ้านเสียก่อนที่มันจะมืดค่ำลงใช่ไหมล่ะคะ”
“ค่ะ เพราะคืนนี้ถ้าไม่นอนที่นั่นก็ไม่รู้จะนอนที่ไหนเหมือนกันค่ะ คุณนายโนแลนส์”
“ตายจริง เรียกฉันว่ามอลลี่ดีกว่านะคะ ไม่อย่างนั้นฉันต้องคิดว่าคุณพูดอยู่กับคนอื่นแน่นอน” หล่อนหัวเราะอย่างผู้ใหญ่ใจดี “เอาอย่างงี้นะคะ เดี๋ยวสามีฉันก็จะกลับมาแล้ว ฉันจะให้เขาขับรถพาคุณไปที่นั่นเลย เราทำความสะอาดเรียบร้อยั้แ่อาทิตย์ก่อนแล้วล่ะค่ะ แต่ไอ้พวกถังเบียร์อะไรนั่นก็ยังมีอยู่บ้างหรอก คุณคงรู้อยู่แล้วนะคะว่าพวกผู้ชายน่ะขอแต่เพียงให้มีที่นั่ง มีที่สำหรับหุงอาหารได้ละก็ เื่ที่ว่าตรงหน้าต่างจะมีม่านติดหรือเปล่าน่ะ ไม่ใช่เื่สำคัญอะไรสำหรับพวกเขาหรอกค่ะ”
“ฉันคิดว่าที่นั่นคงจะน่าสบายมากทีเดียวค่ะ แล้วก็หวังว่าคุณคงจะไม่ลำบากอะไรเพราะฉันมากเกินไปหรอกนะคะ” สเตซี่กล่าวออกไป และนึกขึ้นมาได้ว่าผู้หญิงซึ่งเป็เ้าของร้านสำรวจเสื้อผ้าที่เธอสวมใส่อยู่ด้วยสายตา บางทีหล่อนอาจจะคิดว่าสเตซี่้าความสะดวกสบายอย่างที่สุดก็เป็ได้
“ขอโทษ” เสียงหนึ่งดังขึ้นทางข้างหลังสเตซี่
เมื่อเธอหันกลับไปเพื่อจะเลื่อนตัวออกจากหน้าเคาน์เตอร์นั้น ก็ได้พบว่าตัวเองกำลังประสานสายตาอยู่กับชายแปลกหน้าผมดำคนที่เพิ่งพบเมื่อครู่นี้ที่ปั๊มน้ำมันนั้นเองดวงตาของเธอกับเขาสบกันอยู่อย่างไม่ตั้งใจ และแววในดวงตาดุดันคู่นั้นก็ไม่ได้บอกว่าเขาสนใจในตัวเธอเลยแม้แต่น้อย
“เออ...คอร์ด แหม...ฉันจะดีใจจริงที่คุณมาได้” มอลลี่ โนแลนส์ ทักทายอย่างดีอกดีใจ เดินอ้อมเคาน์เตอร์ออกมาจับแขนเขา รอยยิ้มอ่อนๆ จุดขึ้นตรงมุมปากเมื่อเขาก้มลงมองหน้ามอลลีอยู่ “นี่...รู้จักคุณสเตซี่ อดัมส์ เสียสิ เขามาเช่ากระท่อมล่าสัตว์ตรงเชิงเขาด้านทิศตะวันออกอยู่ตอน่ฤดูร้อนปีนี้ยังไงล่ะ...คุณสเตซี่คะ นี่คือคอร์ด ฮาร์ริส นี่ละคะเ้าของที่ดินแท้จริงได้ปศุสัตว์เซอร์เคิลเอช อยู่ห่างจากกระท่อมหลังนั้นซักสิบไมล์เท่านั้นล่ะค่ะ”
ความแปลกใจที่เธอได้พบกับเขาเป็ครั้งที่สองใน่เวลาที่ห่างกันไม่ถึงชั่วโมงยังไม่จางหายไป แต่กระนั้นสเตซี่ก็ทักทายเขาตามมารยาท พยายามบังคับใจตัวเองให้ประสานสายตากับดวงตาคู่แข่งกร้าวนั้นให้ได้
และครั้งนี้เธอแน่ใจอย่างที่สุดว่าเธออ่านสายตาเขาไม่ผิด แล้วในดวงตาคมเข้มบ่งบอกความมาดร้ายและคล้ายจะดูิ่เธออย่างไร้เหตุผล นอกจากนั้นมันก็ยังกวาดไปทั่วเรือนร่างทั้งท่อนบนที่ปกคลุมด้วยเสื้อสีเหลืองมะนาวและท่อนล่างที่ปกคลุมด้วยกางเกงขายาวสีเขียวมะกอก ไปกระทั่งถึงรองเท้าที่กำลังอยู่ในสมัยนิยมก่อนจะย้อนกลับขึ้นมามองหน้าเธออย่างสำรวจตรวจตราอีกครั้ง ซึ่งทำให้สเตซี่มีความรู้สึกว่าเขาออกจะหยาบคายกับเธอมากไปหน่อย
ความอึดอัดใจที่เกิดขึ้น ทำให้นวลแก้มร้อนผ่าวด้วยความขุ่นเคือง ไม่น่าเชื่อเลยว่าเพียงสายตาของผู้ชายที่มันเรียกเขาว่า “คอร์ด ฮาร์ริส” คนนี้ ทำให้เธอมีความรู้สึกว่าตัวเองไร้ค่าอย่างไรบอกไม่ถูก และมันทำให้หญิงสาวเชิดคางขึ้นอย่างไม่รู้ตัว
“ผมหวังว่า คุณจะไม่เห็นว่าเมืองนี้มันต่ำต้อยแล้วก็เปล่าเปลี่ยวเกินไปหรอกนะ” เขาเอ่ยขึ้น แววแห่งความหยันเยาะปรากฏอยู่ในน้ำเสียงอย่างเห็นได้ชัด
“ฉันแน่ใจอย่างที่สุดเลยค่ะ ว่าจะอยู่ที่นี่ได้อย่างมีความสุข เพราะเท่าที่ผ่านมาใคร ๆ หลายคนทำให้ฉันมีความสบายใจเหมือนอยู่ในบ้านเมืองของตัวเองจริง ๆ” ขณะตอบออกไปนั้น สเตซี่พยายามสกัดกั้นความขุ่นเคืองไว้จากน้ำเสียงของตัวเองเสีย
“ผมก็คิดว่าเขาต้องทำอย่างงั้นอยู่แล้ว” เขาพูดเรียบ ๆ ซึ่งก็พอดีกับที่มีมิสซิสโนแลนส์เสริมขึ้นว่า
“จริงค่ะ เพราะว่าที่นี่ไม่ค่อยมีคนสวยๆ อย่างคุณเข้ามาเที่ยวหรือมาพักอยู่เท่าไหร่นักหรอก คอยดูเถอะนะคะถ้ามีข่าวลือแพร่ออกไปว่าคุณมาพักผ่อนที่นี่ตอน่ฤดูร้อนละก็ พวกหนุ่ม ๆ จะต้องวิ่งไปเคาะประตูบ้านกันแบบหัวบันไดไม่แห้งเลยละค่ะ”
“แหม...คงไม่ถึงอย่างนั้นหรอกค่ะ” สเตซี่ตอบเขินๆ “แต่ก็ขอบคุณมากที่คุณอุตส่าห์ให้กำลังใจ”
“คุณไม่ห่วงเื่จะต้องอยู่คนเดียวในกระท่อมเปลี่ยวนั้นมั่งเลยหรือ” คอร์ด ฮาร์ริส เอ่ยถามขึ้น “แต่นั่นแหละ คุณคงมีเวลาอยู่ตามลำพังเพียงแค่สองสามคืนแรกเท่านั้น หลังจากนั้นไม่นานก็คงจะได้ต้อนรับพวกหนุ่ม ๆ เมืองนี้กันเป็การใหญ่ทีเดียว”
“มันก็อาจจะเป็ไปได้อยู่หรอกค่ะคุณฮาร์ริส แต่ไม่ถึงกับจะต้องเป็อย่างนั้นเสียทีเดียวหรอกนะคะ” สเตซี่ตอบเสียงแข็ง เธอออกจะปล่อยให้เขาใช้คำพูดเสียดสีเธอมากเกินไปแล้ว โดยไม่มีทั้งสาเหตุและเหตุผลใด ๆ ทั้งสิ้น “ฉันเห็นจะต้องชี้แจงให้คุณรับรู้ไว้สักหน่อยก่อนนะคะว่าการที่ฉันมาที่นี่ก็เพราะอยากจะอยู่คนเดียวสักพัก และมีความตั้งใจที่จะให้ความเป็มิตรกับทุก ๆ คน แต่ไม่คิดจะก้าวสู่วงสังคมของที่นี่หรอกค่ะ”
“ความตั้งใจ…” เขาพูดคนหัวเราะ “รู้สึกว่ามันก็คงเหมือนกับคำว่า ‘เจตนา’ นั่นแหละนะ เพียงแต่คุณเลือกใช้คำนี้ให้มันดูอ่อนลง” เขาได้เสียงพูดช้า ๆ ขณะเดียวกันก็ประสานสายตาอยู่กับสเตซี่อย่างเยือกเย็น “เพราะว่าการใช้คำพูดแบบนี้เท่ากับเป็การเปิดช่องไว้ให้คุณทำอะไรตามที่ใจอยากจะทำได้ทุกอย่าง แต่ท่าทางคุณไม่ใช่แบบที่จะทนอยู่คนเดียวให้มันเปล่าเปลี่ยวหัวใจได้นานเท่าไหร่นักหรอก”
“พอทีเถอะคอร์ด” มอลี่ โนแลนส์ ซึ่งยืนฟังการพูดจาตอบโต้อยู่เอ่ยขัดขึ้น หล่อนคาดไม่ถึงว่าเพียงพบกันครั้งแรก สองหนุ่มสาวก็เกิดความคิดเห็นที่ขัดแย้งกันเสียแล้ว “ฉันว่ามันไม่ใช่เื่อะไรของเราหรอกนะที่จะมาตัดสินในตัวคุณอดัมส์หรือแผนการพักผ่อนของเธอ คุณควรจะขอโทษเธอเสียด้วยที่พูดจาหยาบคายอย่างหยั้งงั้น”
“เอาละ ถ้าที่ผมพูดออกไปทั้งหมดมันไม่ตรงต่อความจริงละก็ ผมก็ขอโทษด้วยนะ” เขายกมือขึ้นแต่ปีกหมวกอย่างเย้ยหยัน “และผมก็หวังว่าคุณจะมีความสุขอย่างมากเมื่ออยู่ที่นี่นะครับคุณอดัมส์ ไม่ว่าคุณจะอยู่ได้นานสักแค่ไหนก็ตาม”
เมื่อพูดจบเขาก็หันหน้าไปทางนี้สิโนแลนส์ ผงกศีรษะเป็เชิงอำลา ก่อนจะเดินไปหยิบถุงเครื่องกระป๋องและเดินออกประตูร้านไปโดยไม่เปิดโอกาสให้สเตซี่ตอบโต้คำพูดของเขาเลยแม้แต่น้อย