เริ่มสอบ
ปรมาจารย์ซุนประกาศก้อง “การสอบเข้าสำนักแพทย์ปีนี้แบ่งออกเป็สองด่านตามธรรมเนียม ด่านแรก ทดสอบความรู้สมุนไพร! ผู้เข้าสอบจงใช้ปัญญาและประสบการณ์ของพวกเ้า จำแนกสมุนไพรที่อยู่เบื้องหน้าให้ถูกต้องทุกประการ”
สิ้นคำประกาศ สามเณรหนุ่มหลายคนก็ตรงเข้ามาหาผู้เข้าสอบแต่ละคนเพื่อแจกถาดไม้ใบใหญ่ บนถาดนั้นเต็มไปด้วยตัวอย่างสมุนไพรจำนวนหนึ่ง บางชนิดมีดอกสีสันสวยงาม บางชนิดเป็รากแห้งๆ หรือใบบดผง บางอย่างส่งกลิ่นฉุนหรือกลิ่นหอมแตกต่างกันไป
หลี่ิก้มมองสมุนไพรบนถาดของตน แล้วสูดหายใจลึก ตั้งสติให้มั่น นี่คือบททดสอบแรก เขาต้องระบุชื่อสมุนไพรทุกชิ้นในถาด ทั้งสมุนไพรหายาก สมุนไพรพิษ และสมุนไพรลวงตาที่อาจถูกจัดมาเพื่อหลอกตาผู้ไม่รู้จริงให้สับสน
ปรมาจารย์ซุนเอ่ยต่อด้วยเสียงดังกังวานชัดเจน “ในการสอบด่านที่หนึ่งนี้ แต่ละคนจะได้รับสมุนไพรจำนวนสิบชนิด จงเขียนชื่อของสมุนไพรแต่ละชนิดลงบนกระดาษภายในเวลาที่กำหนด ห้ามลอกเลียนผู้อื่นหรือพูดคุยกัน ผู้ใดทุจริตจะถูกปรับแพ้และขับออกโดยทันที! … เริ่มได้!”
เสียงฆ้องดังหนึ่งครั้งเป็สัญญาณเริ่มการสอบด่านแรก ผู้เข้าสอบต่างรีบหยิบพู่กันจุ่มหมึก เตรียมเขียนคำตอบลงในแผ่นกระดาษ หลี่ิหยิบตะเกียบเงินคู่เล็กๆ ที่จัดเตรียมไว้มาใช้คีบสมุนไพรทีละชิ้นขึ้นมาพินิจอย่างระมัดระวัง
ชิ้นแรกเป็ดอกไม้สีฟ้าครามกลีบบาง ส่งกลิ่นหอมเย็นชื่นใจ เขาจำได้ทันที “เฟิงชิงฮวา” เขาเขียนชื่อมันลงไปอย่างมั่นใจ สมุนไพรชนิดนี้เป็ดอกไม้ป่าหายากจากดินแดนหนาวเย็น คุณสมบัติช่วยบรรเทาไข้จับสั่น
ชิ้นที่สองเป็รากไม้ผิวดำ มีริ้วลายสีม่วงสลับ ลักษณะเช่นนี้ชวนให้นึกถึง “โอสถดำลายอสูร” ที่เป็รากไม้พิษร้ายแรง หากใครแตะต้องโดยตรงอาจทำให้มึนชา หลี่ิใช้ตะเกียบคีบพลิกสำรวจใกล้จมูกเพียงเล็กน้อยแล้วผงะทันทีที่ได้กลิ่นฉุนรุนแรงค่อนจมูก เขารู้แน่ว่านี่คือโอสถดำลายอสูรจริงดังที่คิด จึงรีบจรดพู่กันเขียนชื่อลงไป
ชิ้นต่อมาเป็ใบไม้สีเขียวเข้มรูปทรงรีสามใบติดกัน มองเผินๆ อาจเป็ “ไป๋หลานเย่” สมุนไพรใช้รักษาแผลไฟลวก แต่หลี่ิขมวดคิ้วเล็กน้อยเมื่อสังเกตเห็นขอบใบมีหนามเล็กๆ และมียางเหนียวติดนิ้วตะเกียบ สิ่งนี้ไม่ใช่ไป๋หลานเย่ของแท้ หากแต่เป็ “หลงหลานปลอม” พืชลวงตาที่เลียนแบบไป๋หลานเย่ ผู้ใดหลงผิดนำไปใช้รักษาไฟลวก ไม่เพียงไม่หายยังอาจทำให้พิษกำเริบหนักกว่าเดิม เขาละสายตาจากใบไม้พิสดารนั้น แล้วเขียนคำตอบลงไปอย่างสุขุม
ทีละชนิดๆ หลี่ิแยกแยะสมุนไพรทั้งหมดด้วยสมาธิและความรู้ที่สั่งสมมา ในหัวเขาคล้ายได้ยินเสียงของอาจารย์เฒ่าผู้เคยอบรมสั่งสอนทบทวนตำราสมุนไพรด้วยกันเมื่อนานมาแล้ว ความรู้ทุกอย่างที่เคยร่ำเรียนถูกนำมาใช้ในยามนี้อย่างเต็มที่
เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว เสียงฆ้องดังขึ้นอีกครั้งเป็สัญญาณหมดเวลาของด่านแรก หลี่ิวางพู่กันลง หันมองรอบตัว เห็นผู้เข้าสอบหลายคนมีสีหน้าเคร่งเครียด บ้างดูไม่มั่นใจในคำตอบตนเอง บางคนเหงื่อซึมหน้าผากเพราะความกดดัน หนึ่งในนั้นคือชายหนุ่มร่างสูงในชุดแพทย์สีน้ำเงินเข้มใบหน้าเคร่งเครียดคิ้วขมวดชนกันแน่น ชายผู้นั้นไม่ใช่ใครอื่น หวงเจิ้น คู่แข่งคนสำคัญที่จับตามองหลี่ิมาั้แ่ต้น
หวงเจิ้นเหลือบตามาทางหลี่ิ พลันแค่นยิ้มเย้ยหยันเมื่อเห็นใบหน้าเรียบเฉยของอีกฝ่าย “คิดว่าตอบถูกหมดแล้วรึ?” เขาพูดเสียงเบาพอให้หลี่ิได้ยิน “อย่าคิดว่าไม่มีใครล่วงรู้กลโกงของเ้า”
หลี่ิเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย พลางหันไปสบตาหวงเจิ้น “ข้าไม่เข้าใจที่เ้าพูด” เขาตอบกลับเสียงเรียบ แต่ภายในใจเริ่มระแวดระวัง เขาสังหรณ์ว่าหวงเจิ้นผู้นี้จ้องจะจับผิดเขาอยู่
ก่อนที่ทั้งสองจะได้พูดอะไรมากไปกว่านั้น เสียงประกาศจากเวทีดังขึ้นอีกครั้ง “ให้ผู้เข้าสอบทุกคนนำคำตอบของพวกเ้าออกมาส่งต่อหน้ากรรมการ” เ้าหน้าที่ประกาศเรียกทีละคน ผู้เข้าสอบจึงทยอยกันเดินไปยังโต๊ะกรรมการเพื่อมอบกระดาษคำตอบ
หลี่ิสูดหายใจลึก รวบรวมสมาธิแล้วเดินตรงไปยังโต๊ะส่งคำตอบ บนโต๊ะนั้นมีกรรมการผู้าุโสามท่านนั่งรออยู่ หนึ่งในนั้นคือท่านผู้คุมสอบสีหน้าดุที่จับตามองหลี่ิเขม็งั้แ่ก้าวขึ้นมา
ผู้คุมสอบเอ่ยเสียงเข้ม “ชื่อ?”
หลี่ิโค้งคารวะเล็กน้อย “ข้าน้อยหลี่ิขอรับ”
ผู้คุมสอบคนนั้นทำเสียงเฮอะในลำคอพลางหยิบกระดาษคำตอบของหลี่ิขึ้นมาอ่านผ่านๆ สายตาของเขาฉายแววแปลกใจอยู่ครู่หนึ่งเมื่อเห็นคำตอบที่เขียนอย่างมั่นใจครบถ้วนทุกข้อ แต่แล้วกลับขมวดคิ้วแน่นขึ้นเหมือนไม่อยากเชื่อ
หลี่ิเห็นปฏิกิริยานั้นก็ได้แต่ยืนนิ่งสงบ ไม่กล่าวสิ่งใด ทำใจหนักแน่นรอฟังผลการสอบด่านแรกไปพร้อมกับผู้เข้าสอบคนอื่นๆ
หลังจากกรรมการตรวจคำตอบของทุกคนอยู่พักใหญ่ ในที่สุดปรมาจารย์ซุนก็ลุกขึ้นยืนอีกครั้งเพื่อประกาศผล “ผลสอบด่านที่หนึ่ง ปรากฏว่ามีผู้ผ่านการทดสอบจำแนกสมุนไพรได้ถูกต้องครบทั้งสิบชนิดเพียงสองคนเท่านั้น”