บันทึกการเดินทางต่างโลกของตัวละคร เลเวล MAX

    หัวหน้าออร์ค

    บันทึกการเดินทางต่างโลกของตัวละคร เลเวล MAXหัวหน้าออร์ค






         "ย้าก!!!"

         เสียงคำรามของร่างสวมชุดเกราะหนาหนักสีดำดังกึกก้อง พร้อมกับพุ่งทะยานโถมเข้ากลางดงของอสูรกายร่างสูง ตามด้วยการหวดดาบยักษ์สีดำในมือเข้าใส่พวกมันสุดแรง

         คมดาบหนาทมิฬฟันตัดผ่านหนังหนาของออร์คอย่างง่ายดายราวกับปาดเนย ส่งให้ร่างสูงใหญ่ 4 เมตรต้องร้องออกมาอย่างโง่งม ก่อนจะถูกตัดขาดเป็นสองท่อนปลิวว่อนขึ้นกลางอากาศ

         หยาดโลหิตสีแดงฉาน และเศษกระดูกพลันกระจัดกระจายไปทั่ว เกิดเป็นกลิ่นเหม็นอันน่าสะอิดสะเอียนเกินกว่าจะใช้หายใจ

         เท้าสวมเกราะหนาพลันก้าวไปข้างหน้าเหยียบย่ำศพของอสูรบนพื้น พร้อมกับเหวี่ยงดาบยักษ์ในมือกลับมาฟาดใส่ร่างของออร์คตรงหน้าสุดแรง ตัดทั้งกล้ามแขนใหญ่ และลำตัวของมันให้ขาดออกจากกัน ส่งเสียงร้องอันแสนทรมานดังโหยหวนออกมาไม่ขาดสาย

         ออร์คตัวหนึ่งอาศัยจังหวะที่พรรคพวกถูกสังหาร ทำการฟาดไม้ตะบองในมือใส่ร่างสวมเกราะหนาสีดำ แต่มันก็ช้าเกินไปเมื่อดาบยักษ์สีดำได้ถูกกระชากกลับมาฟันสวน ตัดทั้งไม้ตะบองให้แตกละเอียด และใบหน้าของมันต้องแหลกเหลว

         "ย้าก!!!"

         ผมเบี่ยงตัวหลบออร์คไร้หัวตรงหน้าพลางคำรามลั่นราวกับสัตว์ร้าย ก่อนจะพุ่งทะยานเข้าฟาดฟันออร์คตัวถัดไปดุจพายุคลั่ง เลือดเนื้อ และเศษกระดูกพลันกระจัดกระจายทุกครั้งที่ผมทำการเหวี่ยงดาบเฉือนร่างของพวกมัน

         ทันใดนั้นสัญชาตญาณพลันร้องเตือนขึ้น ผมจึงชะงักดาบในมือแล้วพุ่งตัวกลิ้งไปด้านข้าง หลบรอดจากไม้ตะบองของออร์คตัวหนึ่งที่ฟาดมาจากด้านหลัง ก่อนที่ผมจะดีดตัวพุ่งทะยานกลับไปเหวี่ยงดาบยักษ์สีดำในมือเฉือนร่างของมันให้ขาดเป็นสองท่อน

         ตอนนี้ผมรู้สึกได้แล้ว ยิ่งนานวันเข้าผมก็เริ่มคุ้นชินกับร่างสุดแกร่งนี้เข้าไปทุกที ทั้งประสาทสัมผัส สัญชาตญาณ และการเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อ ทั้งหมดนี้ล้วนดีขึ้นมากแตกต่างจากวันแรกลิบลับ

         "โฮก!!!"

         ออร์คตัวหนึ่งคำรามลั่นพร้อมกับวิ่งชาร์จเข้าใส่ผมสุดแรง ด้วยร่างที่สูงใหญ่ถึง 4 เมตร หากปะทะกันตรง ๆ ผมอาจจะได้รับบาดเจ็บก็เป็นได้ 

         คิดได้เช่นนั้นผมจึงนำพาร่างสวมเกราะหนาให้กลิ้งไปด้านข้าง ปล่อยให้ออร์คตัวนั้นวิ่งผ่านไป ก่อนที่จะดีดตัวขึ้นมาแล้ววิ่งตามหลังไป ด้วยพละกำลังขาอันมหาศาลทำให้ผมสามารถวิ่งเข้าใกล้หลังมันได้อย่างรวดเร็ว ตามด้วยการฟาดดาบเข้าใส่แผ่นหลังของมันเกิดเป็นแผลเหวอะหวะน่าสยดสยอง

         ผมเลิกให้ความสนใจร่างของออร์คที่ถูกดาบยักษ์บดขยี้กระดูกสันหลังจนสิ้นใจล้มกลิ้งไปกับพื้น หันไปสนใจกองกำลังเอลฟ์ที่กำลังรับมือกับออร์คกว่าสิบตัวด้วยวิธีการสลับกันสู้อย่างเป็นระเบียบ 

         เอลฟ์ 2-3 คนจะเข้าไปโจมตีออร์คในระยะประชิด ขณะเดียวกันเอลฟ์คนอื่นก็จะทำการยิงธนู และเวทมนตร์คอยสนับสนุน และเพื่อไม่ให้การโจมตีขาดช่วง พวกเอลฟ์ที่ต่อสู้ในระยะประชิดจะทำการโจมตีแล้วถอย จากนั้นให้เอลฟ์อีกคนวิ่งตามเข้าไปโจมตีแล้วถอยเช่นกัน วิธีการต่อสู้เช่นนี้ทำให้พวกออร์คไม่อาจโจมตีถูกร่างของพวกเอลฟ์เลยสักครั้ง

         ชั่วขณะหนึ่งที่ผมกำลังสนใจกองกำลังเอลฟ์อยู่นั้น ก็ได้มีพวกออร์ควิ่งเข้ามาลอบโจมตีจากทางด้านหลัง แต่ก่อนที่ผมจะทันได้หันกลับไปรับมือก็ได้มีบางสิ่งพุ่งตัดอากาศผ่านเหนือหัวของผมไป

         ฉึก!

         "โฮก!"

         สิ่งนั้นพุ่งเข้าปักดวงตาของออร์คที่คิดจะลอบโจมตีผมเข้าอย่างจัง เสียงร้องอันแสนเจ็บปวดดังขึ้นพร้อมกับฝ่ามือหนายกขึ้นกุมใบหน้า แต่ฝ่ามือหนากลับดันให้สิ่งนั้นแทงลึกลงไปมากกว่าเดิมเรียกเสียงร้องโหยหวนให้ดังยิ่งขึ้นไปอีก

         ที่แท้สิ่งนั้นมันก็คือลูกธนูนั่นเอง

         ผมเหลือบสายตาไปมองยังจุดที่ลูกธนูถูกยิงออกมา ก็พบกับร่างของเอลฟ์สาวนางหนึ่งยืนอยู่บนต้นไม้ พริบตานั้นนางก็ได้ทำการคว้าลูกธนูจากในกระบอกที่สะพายไว้บนแผ่นหลัง มาง้างยิงติดต่อกันทีเดียวถึง 3 ดอก ส่งลูกธนูให้พุ่งไปปักพวกออร์คอย่างแม่นยำ

         ถ้าผมตาไม่ฝาด รู้สึกว่าลูกธนูพวกนั้นจะถูกห่อหุ้มด้วยแสงสีเขียวด้วยนะ หรือว่ามันจะเป็นเวทมนตร์?

         ผมไม่เคยเห็นวิธีเสริมพลังลูกธนูด้วยเวทมนตร์มาก่อนเลย ในเกมเองก็ไม่มีการใช้เวทมนตร์ร่วมกับธนูแต่อย่างใด ไม่แน่นี่อาจจะเป็นเทคนิคการต่อสู้ของผู้ใช้ธนูในโลกนี้ก็เป็นได้

         ลอบขอบคุณเอลฟ์สาวคนนั้นในใจ ก่อนจะก้าวขากระทืบพื้นพุ่งทะยานตรงเข้าใส่เจ้าออร์คที่กำลังยืนร้องโอดโอยโดยมีลูกธนูปักอยู่ในดวงตา ผมทำการยกดาบยักษ์สีดำในมือขึ้นฟาดใส่บ่าซ้ายหนาตัดร่างของมันจนขาดสะพายแล่ง หยาดโลหิตสีแดงพลันกระเซ็นไปทั่วเปรอะเปื้อนตามตัวชุดเกราะหนาทมิฬ

         ผมใช้ไหล่ของตัวเองกระแทกร่างที่ขาดสะพายแล่งตรงหน้าให้พ้นทาง พลางลากดาบไปตามพื้นพุ่งไปยังออร์คตัวถัดไป ก่อนจะสะบัดดาบฟันจากล่างขึ้นบนเฉือนตั้งแต่เอวขวา ไปจนถึงใต้รักแร้ซ้ายพร้อมกับตัดกล้ามแขนซ้ายให้ขาดสะบั้น

         "ย้าก!!!"

         เสียงคำรามลั่นราวกับสัตว์ร้ายดังกึกก้อง พร้อมกับร่างสวมชุดเกราะหนาสีดำได้พุ่งฝ่าละอองเลือด เข้าฟาดฟันออร์คตัวต่อไปอย่างต่อเนื่องราวกับเครื่องจักรสังหาร โดยมีลูกธนูจากเอลฟ์บนต้นไม้คอยยิงช่วยสนับสนุน

         หนึ่งก้าว หนึ่งศพ สิบก้าวก็สิบศพ!

         เกิดเส้นทางเลือด และศพลากยาวไปตามพื้นทุกครั้งที่ผมได้ก้าวไป ไม่มีอีกแล้วการเคลื่อนไหวอันแสนจะตายตัวจากในเกม ตอนนี้ผมสามารถเคลื่อนไหวได้อย่างอิสระ แข็งแกร่งเหนือกว่าอาทัสในเกมคนก่อนเสียอีก!

         แทบทุกสายตาต่างถูกดึงดูดให้จับจ้องมายังร่างสวมชุดเกราะเปื้อนเลือดที่กำลังฟาดฟันอสูรยักษ์สูงกว่าตัวเองถึง 2 เท่า ความพรั่นพรึง และขลาดเขลาพลันปรากฏขึ้นในดวงตาไม่ว่าจะมาจากเอลฟ์ หรือออร์ค 

         กระนั้นความรู้สึกของทั้งสองฝ่ายก็ยังมีความแตกต่างกัน ตรงที่พวกเอลฟ์ต่างแฝงความโล่งอก จากการที่พวกตนทำการหันอาวุธเข้าใส่สัตว์ประหลาดคนนั้นแล้วไม่โดนดาบยักษ์บดขยี้ กลับกันพวกออร์คต่างพากันหวาดกลัวจนขวัญหนีดีฝ่อ พยายามจะหลบหนีแต่ก็ไม่อาจรอดพ้นคมดาบยักษ์ทมิฬไปได้ 

         ส่วนออร์คที่ยังคงพุ่งเข้าใส่อย่างบ้าคลั่งก็เป็นกำลังเสริมที่วิ่งออกมาจากป่า จึงไม่ได้เห็นฉากสังหารหมู่อยู่ฝ่ายเดียวของมนุษย์ร่างเล็กสวมชุดเกราะหนาสีดำ ส่งผลให้พวกมันวิ่งดาหน้าเข้าหาความตายอย่างต่อเนื่อง

         พวกออร์คที่กำลังติดพันกับกองกำลังเอลฟ์ เมื่อได้เห็นฉากอันแสนน่าหวาดหวั่นก็พลันเกิดความหวาดกลัว หันหลังวิ่งหนีโดยไม่สนใจลูกธนูที่ยิงมาปักบนแผ่นหลัง เนื่องจากความหวาดกลัวมันเหนือกว่าความเจ็บปวดจากลูกธนูไปแล้ว

         ไม้ตะบองท่อนหนึ่งถูกฟาดลงมาเกิดเสียงแหวกอากาศดังน่าหวาดเสียว แต่ผมก็สามารถเบี่ยงตัวหลบได้อย่างหวุดหวิด ก่อนจะสะบัดดาบฟาดร่างของมันให้ขาดเป็นสองท่อนปลิวว่อนขึ้นกลางอากาศ

         "กรอด!"

         ผมขบฟันแน่นกระชากดาบยักษ์สีดำกลับมาฟาดออร์คตัวต่อไป จนลงไปกองกับพื้นในทีเดียว แล้วใช้ร่างของมันเป็นฐานกระโดดพุ่งเข้าใส่ออร์คตัวถัดไป

         "ย้าก!!!"

         ผมคำรามสุดเสียงพลางเงื้อดาบขึ้นสูงเหนือหัว แล้วฟาดคมดาบสีดำลงกลางศรีษะของมัน ด้วยความที่ว่าผมลอยอยู่กลางอากาศจึงทำให้น้ำหนักของดาบยักษ์สีดำเพิ่มมากขึ้น ส่งผลให้หัวของออร์คตัวนั้นถึงกับถูกบดขยี้ และร่างอ้วนฉุได้ถูกผ่าเป็นสองส่วน หยาดโลหิต และเครื่องในเละๆ พลันตกลงมากองบนพื้นทันที

         "แฮ่ก... แฮ่ก... แฮ่ก..."

         เสียงหอบหายใจอันหนักหน่วงดังลอดออกมาจากหมวกเกราะ พร้อมกับบ่าทั้งสองข้างขยับขึ้นลงตามการหายใจ กระนั้นร่างสวมชุดเกราะทมิฬก็ยังคงพุ่งเข้าใส่ออร์คที่ดาหน้าเข้ามาอย่างบ้าคลั่ง ยิ่งเลือดสูบฉีดแรงขึ้นเท่าไหร่ พละกำลัง และความเร็วในการเหวี่ยงดาบก็ยิ่งเพิ่มมากขึ้นตามไปด้วย

         แม้ผมจะรู้สึกเหนื่อยจนตัวโยน แต่ร่างกายก็ยังคงมีเรี่ยวแรงเหลือเฟือ มิหนำซ้ำการตอบสนองต่อรอบด้านก็เฉียบคมมากขึ้นอีกด้วย

         "โฮก!!!"

         แต่ทว่าทันใดนั้นเอง เสียงคำรามอันแสนดุดันพลันดังกึกก้องออกมาจากในป่า พร้อมกับเกิดการสั่นสะเทือนของพื้นดินอย่างต่อเนื่อง ก่อนที่ป่าไม้ตรงหน้าจะเริ่มถูกอะไรบางอย่างแหวกออกเป็นทาง แม้เสียงคำรามนั้นจะคล้ายกับเสียงของออร์ค แต่ระดับความดังนั้นมันมากกว่าจนเสียงคำรามของออร์คปกติยังเทียบไม่ติด

         พริบตานั้นเองต้นไม้หลายต้นก็ได้ถูกใครบางคนโยนมาทางนี้ เห็นเช่นนั้นผมจึงวิ่งหลบต้นไม้พวกนั้นให้ตกลงมาบนพื้นเฉียดร่างของตัวเองไปเพียงเล็กน้อย ก่อนจะกลิ้งไปด้านข้างหลบรอดต้นไม้ต้นสุดท้ายที่ถูกโยนมา

         "เกิดอะไรขึ้นวะ?"

         ผมพึมพำด้วยน้ำเสียงตื่นตระหนกปนแปลกใจ สายตาจ้องเขม็งเข้าไปในป่าพร้อมกับความรู้สึกของแรงสั่นสะเทือนเริ่มเข้ามาใกล้มากขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งฝ่ามือหนาใหญ่ได้แหวกต้นไม้ออก เผยให้เห็นร่างของอสูรกายตัวหนึ่งที่มีความสูงใหญ่ถึง 8 เมตร

         ร่างกายของมันเหมือนกับออร์คปกติทุกประการ เพียงแค่มีส่วนสูงที่มากกว่าเท่านั้น นอกจากนี้ยังมีเคราสีเทาขึ้นบนหน้าอีกด้วย

         แค่มองก็รู้แล้วว่าเจ้านี่ต้องเป็นบอสอย่างแน่นอน

         "เป็นไปไม่ได้!? หัวหน้าออร์คมาอยู่ที่นี่ได้อย่างไรกัน!?"

         "มันต้องอยู่ห่างจากที่นี่หลายสิบไมล์ไม่ใช่รึไง?"

         "จะสู้มันได้ยังไง!?"

         เสียงตะโกนโหวกเหวกอันเต็มไปด้วยความตื่นตระหนกของพวกเอลฟ์ดังระงม สีหน้าของพวกเขาเผยความหวาดกลัวออกมาอย่างชัดเจน บ่งบอกได้ถึงความอันตรายของเจ้าออร์คสูงใหญ่ตรงหน้า

         หัวหน้าออร์คงั้นเหรอ? เซนต์การตั้งชื่อห่วยแตกชะมัด อย่างน้อยก็ให้ชื่อที่ดีกว่านี้สำหรับมอนสเตอร์ที่เป็นบอสหน่อยเถอะ

         "โฮก!!!"

         หัวหน้าออร์คแผดเสียงร้องคำรามดังสนั่นเสียจนอากาศถึงกับสั่นไหว ก่อนที่มันจะคว้าต้นไม้ต้นหนึ่ง แล้วกระชากต้นไม้ต้นนั้นให้ขึ้นมาทั้งรากมาถือไว้ในมือ 

         ฝ่าเท้าขนาดใหญ่ขยับก้าวเดินตรงมาเข้ามาเกิดเป็นเสียงดังสนั่นหวั่นไหว ส่งให้พวกเอลฟ์ถึงกับหนาซีดเผือด พวกเขาไม่อยากคิดเลยว่าหากโดนต้นไม้ในมือของมันฟาดใส่ ร่างของพวกเขาคงถูกบดขยี้ไม่เหลือชิ้นดีเป็นแน่

         แม้จะเห็นท่าทางของพวกเอลฟ์เป็นเช่นนั้น แต่กลับกันผมกลับรู้สึกตื่นเต้นขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก แบล็ค เกรทซอร์ดเปื้อนเลือดในมือถูกยกขึ้นพาดบ่า พลางก้าวเท้าสวมเกราะเดินตรงเข้าหาอสูรกายยักษ์ตรงหน้าด้วยฝีเท้าอันมั่นคง

         มือซ้ายทำการดึงดาบแห่งอัศวินคาไลน์นาออกมาจากฝัก ก่อนจะยกดาบในมือขึ้นแนบอก ทันใดนั้นก็บังเกิดแสงสีทองแดงแผ่ออกมาจากตัวดาบราวกับออร่า เมื่อทำการยกดาบขึ้นเหนือหัว ออร่าที่แผ่ออกมาก็พลันปกคลุมร่างของผมทันที

         พริบตานั้นความเปลี่ยนแปลงพลันเกิดขึ้น ผมสัมผัสได้ถึงพละกำลังของตัวเองกำลังเอ่อล้นออกมา ดาบยักษ์ในมือรู้สึกเบาขึ้นอย่างน่าประหลาด 

         ดาบแห่งอัศวินคาไลน์นาถูกลดลงมาเก็บเข้าฝักตามเดิม สิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อสักครู่มาจากการที่ผมทำการใช้งานสกิลติดตัวของดาบแห่งอัศวินคาไลน์นา โดยที่สกิลบัพของดาบเล่มนี้จะช่วยเพิ่มพลังโจมตีกายภาพขึ้น 10% เป็นเวลา 3 นาที บวกกับแหวนแห่งกษัตริย์ที่ผมสวมอยู่จึงทำให้พลังโจมตีของผมในตอนนี้เพิ่มขึ้นถึง 20%

         โดนฟาดทีร่างแหลกเลยนะเออ

         สายตาเหลือบมองเจ้ายักษ์ตรงหน้าที่กำลังก้าวเดินตรงเข้ามาเกิดการสั่นสะเทือนเลือนลั่นไปทั่ว ขณะเดียวกันฝ่าเท้าหนาสวมเกราะของผมเองก็ก้าวเดินตรงเข้าหามันเช่นเดียวกัน 

         ถ้าให้เทียบก็ไม่ต่างจากสุนัขตัวหนึ่งกำลังเผชิญหน้ากับช้างสูงใหญ่นั่นแหละ...

         ...แต่จะไปคิดมากทำไม ในเมื่อมดเผชิญหน้ากับช้างผมก็เคยเจอมาแล้ว นับประสาอะไรกับเจ้ายักษ์สูงกว่าผมแค่ 4 เท่ากัน?

         ถ้ามีเสียงเพลงประกอบสุดเร้าใจ คู่กับหลอดเลือดบอสแสดงออกมาด้วยนี่คงจะให้อารมณ์เหมือนกับในเกมไม่หยอกเลยเนอะว่ามั้ย?

    ___________________________________________________


    อัพเมื่อวันที่ 20/7/2563